Thursday, April 28, 2011

ม้าขาวผ่านด่าน


“กงซุนหลง" เป็นนักปาฐกชื่อดังของแคว้นซ่ง เขามีชื่อเสียงโด่งดังจากการไปชนะการโต้เวทีที่จัดขึ้นที่แคว้นฉี โดยสามารถใช้ไหวพริบนำเสนอตรรกะมากมายจนนักพูดจากแคว้นอื่นๆ ยอมรับว่า “ม้าขาวมิใช่ม้า”

ฟังแค่นี้อาจจะงง ขอชี้ชัดสักนิดหนึ่งนะครับ เรื่องของเรื่องคือ กงซุนหลงได้ขี่ “ม้าสีขาว” ไปโต้วาทีที่แคว้นฉี เมื่อไปถึงก็เลยใช้ม้าตัวที่ว่านี้เป็นหัวข้อในการปาฐก และสามารถพูดให้ทุกคนคล้อยตามได้ว่า “ม้าขาว” นั้นมิใช่ “ม้า” โดยใช้ตรรกะประกอบกับความรู้อันลึกซึ้งทางอักษรศาสตร์มาอธิบาย

(ที่ว่าลึกนั้นลึกจริงๆ ใครรู้ภาษาจีนลองไปหาอ่านในเว็บจีนเพิ่มเติมนะครับ พิมพ์หาคำว่า "ไป๋หม่า" หรือ "กงซุนหลง" เป็นตัวจีน จะมีให้อ่านเยอะแยะ)

เอากะเขาสิครับ มีอย่างที่ไหน ขนาด “ม้าสีขาว” เห็นอยู่ตำตา ยังสามารถพูดให้กลายเป็นอย่างอื่นไปได้ ผู้ชมอันประกอบไปด้วยเหล่าปราชญ์ปัญญาชนทั้งหลาย ฟังไปนานๆ ก็ชักเคลิ้ม ยอมรับว่า “ม้าขาว” หาใช่ “ม้า” ไม่

ที่น่าตลกมันอยู่ตรงนี้ครับ หลังจากกงซุนหลงจื่อโต้วาทีชนะแล้วจะเดินทางกลับไปยังแคว้นซ่ง ปรากฏว่านายด่านแคว้นฉีขอเรียกเก็บ “ค่าพาหนะผ่านทาง” พาหนะที่ว่านั้นก็คือ “ม้าขาว” ตัวเดิมที่ขี่ตอนขามานั่นเอง

กงซุนหลงเจอเรียกเก็บตังค์ดังนั้น จึงพยายามชักแม่น้ำทั้งห้าอีกครั้ง ว่า “ “ม้าขาว” นี้มิใช่ “ม้า” มันจึงไม่ใช่พาหนะ ท่านจะมาเก็บค่าผ่านทางไม่ได้ ”

อย่างไรก็ตาม นายด่านถือทวนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยนั้นไม่ใช่นักปาฐก เขาไม่เข้าใจศัพท์แสงยากๆ ตลอดจนทฤษฎีซับซ้อนของกงซุนหลง เพียงยืนยันหัวชนฝาว่า “ถ้าแกไม่จ่าย ข้าก็ไม่ให้ผ่าน”

สุดท้าย แชมป์โต้วาทีที่ทำให้นักวิชาการทั่วประเทศยอมสยบมาแล้ว จึงมีอันต้องตายน้ำตื้น ยอมควักกระเป๋าจ่ายภาษีให้กับเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ดียิ่งว่า คนบางคนพูดเก่ง พูดเมื่อไรก็ฟังดูดี ยกตรรกะมาได้ร้อยแปดประการ เจรจาให้คนมีการศึกษาคล้อยตามได้หมด แต่เอาเข้าจริงก็ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้สักอย่าง เพราะโลกแห่งความจริงมันไม่ง่ายเหมือนสนามโต้วาที

ผู้นำบางแคว้น บริหารบ้านเมืองเฮงซวย ข้าวยากหมากแพง ขุนนางขี้ฉ้อกินส่วยเรียกรับสินบนจนชาวบ้านอดอยากแร้นแค้น ต้องเข้าคิวแย่งซื้ออาหารกัน ตัวพูดเก่งแทบตาย พูดไปสร้างภาพไป บอกชาวบ้านว่าทุกอย่างปกติดี อนาคตเราทุกคนล้วนสดใสงดงาม ยกศัพท์แสงสวยๆ มาอ้าง คนมีความรู้ฟังแล้วเคลิ้มหมด พูดให้ “ม้า” กลายเป็น “แมว” ก็ยังได้

แต่ชาวบ้านคนเดินดินกินข้าวแกงเขาไม่ตลกด้วย เขารู้แต่ว่า “ข้าเดือดร้อน” “ข้ากำลังอด” ก็ท้องข้าร้องอยู่ จะให้เชื่อว่าบ้านเราอยู่ดีกินดีได้อย่างไร เอ็งอย่าดีแต่พูดเลย ไปแก้ตัวกับพวกปราชญ์เต้าหู้เถิด

น่าเสียดายที่คนสมัยชุนชิวเขาเลือกผู้บริหารไม่ได้ ที่อดอยากปากแห้งก็เพราะขุนนางเขาเลือกให้ หากตัดสินใจเองได้เขาคงอยากเก็บพวกนักปาฐกไว้ปาฐกอย่างเดียว อย่าให้ได้มาเฉียดกรายกับการบริหารบ้านเมืองอีกเลย

[หาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ “ปรัชญาชีวิตในสุภาษิตจีน” เรียบเรียงโดย ก.กุนนที และ บุญศักดิ์ แสงระวี ]

No comments:

Post a Comment

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ