Monday, May 23, 2011

ปฏิภาณของ "ซุนเหลียง"


คอสามก๊กต่างก็รูัจก "ซุนกวน" ปฐมกษัตริย์แห่งง่อก๊กกันทั้งนั้น แต่จะมีกี่คนที่มักคุ้นกับ "ซุนเหลียง" ลูกชายของซุนกวนบ้าง

ซุนเหลียงเป็นกษัตริย์องค์ที่สองแห่งแดนกังตั๋ง ได้เป็นรัชทายาทโดยบังเอิญ หลังจาก "ซุนเต๋ง" รัชทายาทองค์เดิมป่่วยตาย ส่วน "ซุนโห" รัชทายาทองค์ต่อมาก็ถูก "ซุนหลู่ปัน" น้องสาวคนละแม่ใส่ร้ายจนโดนถอดออกจากตำแหน่ง และตรอมใจตายในเวลาต่อมา

สุดท้าย ซุนกวนจึงตัดสินใจเลือกซุนเหลียงขึ้นสืบราชบัลลังก์ เนื่องเขายังเด็ก มิได้มีศัตรูที่ไหน

ซุนเหลียงลืมตาขึ้นมาดูโลกเมื่อซุนกวนอายุได้หกสิบเอ็ดปีแล้ว ถือว่าเป็นโอรสองค์ท้ายๆ ของปฐมกษัตริย์ซุนกวน โดยส่วนตัวแล้วผมชื่นชมซุนกวนว่าเป็นคนโบราณที่รักษาสุขภาพได้ดีมาก สามารถมีลูกได้เมื่อตัวเองอายุเลยวัยแซยิดไปแล้ว

เรื่องราวของง่อก๊กถูกเล่าไว้ในวรรณกรรมน้อยกว่าเรื่องของก๊กอื่นๆ ทั้งที่ในราชสำนักอู๋ยังมีเรื่องอะไรอีกหลายอย่างที่น่าเอามาเล่าขานกัน ยกตัวอย่างเช่น "คดีขี้หนู" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงไหวพริบปฏิภาณของซุนเหลียงได้เป็นอย่างดี

เรื่องของเรื่องคือ พระเจ้าซุนเหลียงทรงโปรดการเสวย "ลูกเหมย" มาก โดยโปรดที่จะเอาลูกเหมยจิ้มน้ำผึ้งเสวย

มีอยู่วันหนึ่ง พระองค์พบว่าในน้ำผึ้งมี "ขี้หนู" อยู่ บรรดาคนรอบข้างเห็นฮ่องเต้เกือบ "กินขี้" เข้าไปก็ตกใจหน้าซีดกันไปหมด ขันทีคนหนึ่งจึงทูลพระองค์ว่า "คงจะเป็นความผิดพลาดของเจ้าทหารที่ดูแลกองเสบียงแน่ๆ สมควรเอาตัวมาลงโทษเสียให้หนักนะพระเจ้าข้า"

เมื่อทหารที่ดูแลคลังเสบียงมาปรากฏตัว ซุนเหลียงถามว่า "เมื่อครู่เจ้าเอาลูกเหมยส่งให้กับมือเจ้าขันทีคนนี้ใช่หรือไม่" ทหารตอบปากคอสั่นว่า "ใช่แล้วพระเจ้าข้า แต่ตอนแรกมันมิได้มีขี้หนูอยู่เลย"

ขันทีได้ยินดังนั้นจึงตวาดทันที "โกหก!! เห็นอยู่ชัดๆ ว่าขี้หนูอยู่ในลูกเหมย ถ้าไม่ใช่แกแล้วจะเป็นใคร" ทหารคลังเสบียงจึงทูลว่า "คงจะมีคนเอาขี้หนูไปใส่เพื่อโยนความผิดให้เขาเป็นแน่แท้"

ทหารองครักษ์ซ้ายขวาของซุนเหลียงได้ยินดังนั้น จึงทูลฮ่องเต้ว่า ในเมื่อต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมา จึงควรเอาไปขังคุกไว้ทั้งสองคนเพื่อเป็นการลงโทษ

แต่ซุนเหลียงส่ายหัว พระองค์บอกว่า "เรื่องนี้จะรู้ได้ไม่ยากหรอก" แล้วจึงรับสั่งให้ทหารองครักษ์ผ่าขี้หนูออกดู

ซุนเหลียงลองพินิจขี้หนูดูแล้วก็ยิ้ม ตรัสว่า "ถ้าขี้หนูอยู่ในน้ำผึ้งมาตั้งแต่แรก น้ำผึ้งจะต้องซึมเข้าไปข้างในก้อนขี้นี้แล้ว แต่นี่ในก้อนขี้ยังแห้งอยู่ แปลว่ามันเพิ่งลงไปอยู่ในน้ำผึ้งทีหลัง ดังนั้นต้องเป็นฝีมือไอ้ขันทีอย่างแน่นอน"

ขันทีตัวแสบได้ฟังแล้วถึงกับทรุด คุกเข่าลงขอพระราชทานอภัยโทษ โดยยอมรับว่าตนเองเอาขี้หนูใส่ลงไป เพราะต้องการใส่ร้ายทหารที่ดูแลกองเสบียงเนื่องจากไม่ถูกกัน

เรื่อง "ซุนเหลียงตรวจขี้หนู" นี้ แสดงให้เห็นถึงไหวพริบของฮ่องเต้องค์ที่สองแห่งแดนกังตั๋ง และเป็นบทเรียนชั้นดีสำหรับ "ผู้ปกครอง" ทุกยุคทุกสมัย

คนที่เถลิงอำนาจสูงสุด สามารถชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้นั้น อาจถูกบุคคลรายล้อมใช้เป็นเครื่องมือ หรือ "ยืมมือ" ในการทำอะไรผิดๆ ได้ง่ายๆ ดังนั้น ใครก็ตามที่อยู่ในที่สูง ผู้นำทุกระดับ จะตัดสินใจให้คุณให้โทษใคร ต้องใช้วิจารณญาณให้จงหนัก

ไม่ใช่ใครพูดอะไรก็เชื่อ หรือไม่ชอบหน้าใครก็ด่าลูกเดียว จงเกลียดจงชัง ยิ่งถ้าถูกยุทุกวัน เขาบอกว่าไอ้นี่เลว ไอ้นี่ชั่ว ก็ไปบ้าตามเขา โดนกรอกหูตลอดเวลาก็เลยเชื่อไปอย่างนั้น อย่างนี้มีหวังคนดีๆ เสียกำลังใจ ตีตัวออกห่าง

ใครอยากเป็นใหญ่ จำเอาไว้เป็นบทเรียนนะครับ เวลาจะตัดสินว่าใครถูกผิดดีชั่ว คำแนะนำต่างๆ ต้อง "ล้างหู" ฟังไว้ แต่สุดท้าย ต้องคิดเอง พิจารณาให้รอบคอบ อย่าโดน "ล้างสมอง" อันว่า "อคติ" นั้น คนเรามีทุกคน แต่จะชี้ชัดฟันธงอะไร ต้องนิ่ง มิเช่นนั้น "องค์กร" หรือ "บ้านเมือง" ก็มีแต่จะวุ่นวาย ไม่มีทางจบสิ้น


ยิ่งสูง ยิ่งหนาว ยิ่งต้องระวังครับ!!

หมายเหตุ - เรื่องราวนี้ ผมเคยทราบเมื่อนานแล้ว แต่มาย้อนความทรงจำอีกครั้งเมื่อได้อ่านหนังสือ "ปรัชญาชีวิตในสุภาษิตจีน" ของ สำนักพิมพ์สุขภาพใจ แปลโดย คุณบุญศักดิ์ แสงระวี ปรมาจารย์แห่งวงการ และ ก.กุนนที ใครสนใจไปซื้อหาอ่านกันได้ครับ

Thursday, May 12, 2011

วิ่งแบบ "เสรี"


เมื่อวันก่อน ผมโทรคุยกับ "เสรี" เพื่อนสนิทคนหนึ่ง ก็คุยกันตามประสาเพื่อน เป็นที่สนุกสนานดี

เสรีเป็นคนทำอาชีพอิสระ ทำงานอยู่กับบ้าน เขาบอกผมว่าเขาชอบให้โลกของตัวเอง "หมุนช้าๆ" ไม่ชอบชีวิตที่รีบเร่ง ไม่อยากแก่งแย่งอะไรกับใครเขา ไม่ปลื้มที่จะตื่นเช้าไปเจอรถติด ผจญความหงุดหงิดวุ่นวาย

เสรีเป็นคนสนใจด้านการลงทุน ผมคุยกับเขาถึงความคืบหน้าของ "เกมการเงิน" ที่เขาคิดขึ้น และชวนเพื่อนๆ มาเล่นด้วยกัน เกมที่ว่านี้ วิธีเล่นก็ง่ายๆ สมมุติว่าผู้เล่นแต่ละคนมีเงิน 1,000,000 บาท เอาไปลงทุนให้หุ้นอะไรก็ได้ในตลาดหลักทรัพย์ พอสิ้นเดือนก็จะประเมินผลกันว่าใครทำผลตอบแทนได้มากกว่า

ผู้เล่นแต่ละคนต้องตั้งเป้าหมายด้วยว่าปีหนึ่งต้องการผลตอบแทนปีละกี่เปอร์เซ็นต์ เป้านี้ไม่ใช่เงื่อนไขของชัยชนะ แต่เป็นคล้ายๆ หลักกิโลเมตรที่ต้องไปให้ถึง จะได้คอยท้าทายตัวเองอยู่เสมอ

เสรีเล่าว่า เพื่อนบางคนก็ตั้งเป้าไว้สูงลิบลิ่วปีละ "นับร้อยเปอร์เซ็นต์" เพื่อนบางคนก็ตั้งเป้าไว้ "10-20 เปอร์เซ็นต์"

ดูเหมือนไม่มีอะไรใช่ไหมครับ คล้ายๆ กับเกมหุ้นที่มีให้เล่นกันทั่วไป รวมทั้งในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์

แต่ข้อแตกต่างก็คือ เสรีกำหนดกติกาไว้ว่า เกมนี้เล่นกัน "7 ปีเต็ม"นั่นแปลว่าใครได้ผลตอบแทนสูงสุดในแต่ละเดือน ก็ยังไม่ใช่ผู้ชนะแต่อย่างใด ผู้ชนะตัวจริงคือคนที่ทำผลตอบแทนได้สูงสุดหลังจากเวลาผ่านไปแล้ว 7 ปี!!

เสรีเล่าต่อว่า ที่ผ่านมาหลายเดือน เพื่อนแต่ละคนผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ คนที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดแทบไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละเดือน บางเดือน นาย A ชนะ บางเดือน นาย B ชนะ บางเดือน นาย C ชนะ แต่ยังไม่เคยเห็นใครชนะได้ทุกเดือน

ตอนนี้เกมการเงินที่เสรีเริ่มต้นขึ้น ผ่านเวลาไปเกือบหนึ่งปีแล้ว เสรีบอกผมว่า จากสมาชิก 8 คน ตอนนี้เหลือประมาณ 4 คน เท่านั้นที่ยัง active อยู่ และโดยส่วนตัวเขาเชื่อว่าจะเหลือน้อยลงเรื่อยๆ

หลายคนที่เคยทำผลงานได้สูงสุดในแต่ละเดือน ตอนนี้ก็ล้มหายตายจากไป พวกที่เหลืออยู่กลับเป็นพวกที่ไม่หวือหวา บางคนไม่เคยเป็นผู้ชนะประจำเดือนเลยด้วยซ้ำ แต่ยังคงหาวิธีลงทุนใหม่ๆ ทุกวัน

ผมถามเขาว่า ทำไมเขาจึงคิดว่าคนจะน้อยลงเรื่อยๆ เขาบอกว่า จุดประสงค์ของเกมที่เขาคิดขึ้นมานี้ นอกจากเป็นการระดมสมองกับเพื่อนๆ หาวิธีการลงทุนที่ถูกต้องร่วมกันแล้ว ยังต้องการศึกษาธรรมชาติของคน ซึ่งผลที่ออกมาก็ไม่ได้ผิดไปจากที่เขาเคยคาดเลย

เวลาเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ทุกคนก็คึกคัก ฮึกเหิมกันดี แต่พอเวลาผ่านไป ไฟในตัวหลายๆ คนก็เริ่มลดลง บางคนมองโลกในแง่ดีสุดขั้ว ตั้งเป้าไว้สูงลิบลิ่ว ในช่วงแรกๆ ก็ไขว่คว้าหาชัยชนะอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ในที่สุดไฟก็มอดดับลงอย่างรวดเร็ว

ขณะที่บางคน เรื่อยๆ มาเรียงๆ ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ไม่หวือหวา แต่ก็ยังลงทุนต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความสม่ำเสมอ

ผมเลยถามเขาต่อว่า ในเมื่อคนที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดแทบไม่ซ่้ำหน้ากันเลยในแต่ละเดือน ตอนนี้พอจะเดาได้ไหมว่า เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 7 ปี ใครจะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด

เสรีตอบว่า เวลายังเหลืออีก 6 ปี เขาคงบอกไม่ได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ แต่ที่แน่ใจอย่างยิ่งก็คือ คนที่ยังอยู่ในเกมเมื่อเวลาผ่านไปครบ 7 ปี จะได้ผลตอบแทนที่งดงามอย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าวิธีการลงทุนจะถูกหรือผิด แต่ถ้าลองเรียนรู้อย่างต่อเนื่องได้นานขนาดนั้น ผลที่ได้รับย่อมจะ "ไม่แย่" เป็นแน่แท้

เขาตบท้ายด้วยคำพูดน่าประทับใจยิ่งว่า "นายรู้ไหม อาทเพื่อนรัก คนที่วิ่งได้รวดเดียว 20 กิโลแล้วไม่เหนื่อย สู้คนที่วิ่งวันละ 2 กิโล ทุกๆ วันไม่ได้หรอก"

ผมฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้า เถียงไม่ออกจริงๆ

ใช่ครับ .. ชีวิตคนเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องการลงทุน ก็เหมือนกับการออกกำลังกาย การทำอะไรที่ดีเลิศนั้นเป็นเรื่องดี แต่หากดีอยู่ประเดี๋ยวเดียวแล้วเลิกล้ม ไม่นานทุกอย่างก็จะสูญหายไปเป็นอากาศธาตุ

"ความสม่ำเสมอ" มั่นคง ไม่ท้อถอย ความพยายาม วิริยะอุตสาหะต่างหาก ที่จะนำเราไปถึงฝั่งฝันได้ ดังนั้น การทำให้ร่างกายแข็งแร็งที่สุดในระยะยาว จึงไม่ใช่การออกกำลังกายด้วยการวิ่งรวดเดียว 20 กิโล แต่เป็นการวิ่งวันละพอประมาณ อย่างต่อเนื่อง ทุกๆ วัน

อย่าลืมนะครับ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่กับชีวิต เคยตั้งเป้าอะไรไว้ เคยทำอะไรแล้วเลิกไป ขอให้ลุกขึ้นมาทำมันอีกครั้งหนึ่งเถอะ ส่วนใครที่ทำอะไรด้วยความมุ่งมั่นสม่ำเสมออยู่แล้ว ขอจงทำต่อไป อย่าหยุด อย่าล้มเลิก

คนเรา จะ "ชนะ" หรือ "แพ้" บางทีก็วัดกันง่ายนิดเดียวครับ

Thursday, May 5, 2011

บทกวี "เลี้ยงลูกสไตล์สามก๊ก"

ประพันธ์ โดย สุภจรรยา สิริพูน ดัชชี่เกิร์ล ปี 2007 พิธีกร, ดีเจ, นักกีฬาเทนนิส


อันลูกดีหรือร้ายได้มาคิด
ดูเทนนิสเป็นตัวอย่างอ้างลูกเสีย
คือลูกติดลูกออกนอกคอร์ตเคลียร์
ที่ไม่เสียอยู่ในคอร์ตยอดนิยม

อ่านสามก๊กได้เห็นเช่นทายาท
ที่สามารถอยู่นานประเสริฐสม
อันวุยก๊กโจโฉน่าชื่นชม
ไม่ขื่นขมโจผีต่อโจยอย



แม้โจโฉสร้างฐานงานไว้ดี
แต่ก็มีแซ่สุมาเข้ามาสอย
สร้างหุ่นเชิดกษัตริย์เยาว์เฝ้าแต่คอย
ต้องเหงาหงอยเสียท่าสุมาครอง

ที่ง่อก๊กซุนเหลียงลูกซุนกวน
ไม่ดีล้วนปานกลางหมางหม่นหมอง
ครั้นถึงรุ่นซุนฮิวเริ่มเป็นรอง
ต่อมาต้องอวสานชั้นซุนโฮ



ฝ่ายจ๊กก๊กอาเต๊าลูกเล่าปี่
หลังจากที่ครองเมืองโฉดเขลาโข
ร่ำสุรานารีหัวไม่โง
ไม่อาจโตวอดวายไปกับมือ

คนที่เกิดมาพร้อมในทุกสิ่ง
มันยากยิ่งรักษามีหนังสือ
ระบุไว้มากมายไร้ฝีมือ
ที่ยากคือรักษาไว้ให้ยืนยง

มีเพลงฮิตติดอันดับร้องเรื่อยมา
เทวดาของแม่สุขประสม
พวกผู้เฒ่าเขาฟังยังนั่งงง
บอกตามตรงรักมากอยากตามใจ

พ่อเก่งมากเคยลำบากมาแต่เก่า
แต่ลูกเขาไม่เคยยากหากสงสัย
แก้ปัญหาด้วยมือหรือว่าไร
การแก้ไขใช้วิชาน่าติดตาม



อันลูกดีในเทนนิสคิดให้เห็น
คงจะเป็นลงเบสไลน์ใช่หยาบหยาม
ตีไม่ติดไม่ออกสุดงดงาม
เขาลงตามที่หมายบนไซด์ที

แม้ท่าดีตีสวยไม่มวยวัด
ตีถนัดแต่ติดไร้สิทธิศรี
บ้างตีออกเขาบอกว่าไม่ดี
การต่อตีลงในคอร์ตยอดกระบวน


ได้พบเห็นมากมายทั่วในคอร์ต
เขาว่ายอดอาจตีแรงมีแทงสวน
หากตีเบาลูกช้าน่านิ่มนวล
ไม่ชื่นชวนดิงดองร้องตะโกน

แม้ลูกเบาเขาไม่ออกหรือไม่ติด
คนเขาคิดควรผงาดตีผาดโผน
ขอเพียงข้ามกลับไปแม้ใช้โยน
ยากจะโค่นเชื่อคำไม่ลำเค็ญ

Tuesday, May 3, 2011

บทกวี "ผู้หญิงในสามก๊ก"

วันนี้มีกลอนเรื่อง "ผู้หญิงในสามก๊ก" จากน้องพลอย ลูกศิษย์รักของผมมาฝากกันครับ :)

สุภจรรยา สิริพูน ประพันธ์

คิดเป็นเห็นต่างทางสร้างสรรค์
ชัชวนันท์สันธิเดชให้เหตุผล
แฟนพันธุ์แท้สามก๊กมีตัวตน
เธอคิดค้นความเห็นเป็นกระบวน

จะเลือกจีบนางใดในสามก๊ก
มีการยกตัวอย่างเป็นกระสวน
นางอุ๋ยซีขงเบ้งท่านชื่นชวน
ตัวอย่างล้วนสมบัติแน่ชัดมี






















สามก๊กไทยบรรยายให้ได้ขำ
คือตัวดำรูปชั่วหน้าออกฝี
แต่สติปัญญาและพาที
หลักแหลมดีมีวิชาค่าควรเมือง

รู้อุตุนิยมวิทยา
ทั้งกาลเทศะภูมิเหมือง
รูปลักษณ์ภายนอกออกขัดเคือง
แต่นับเรื่องปัญญาหาเทียมทัน



















อีกนางหนึ่งสำคัญท่านเตียวเสี้ยน
เธอสวยเนียนเขียนได้ชาวสวรรค์
เทพธิดาก็ว่าสวยสคราญ
บุรุษนั้นแย่งชิงซึ่งหญิงงาม

แม้ตั๋งโต๊ะผู้เฒ่าเขาได้เห็น
หรือว่าเป็นลิโป้น่าเกรงขาม
เข้าปลิดชีพเข่นฆ่ากันเพราะกาม
ได้พบทรามกินกามเกียรติเบียดความดี


















ซุนซั่งเซียนน้องสาวของซุนกวน
สมบัติล้วนเข้มแข็งไม่แหนงหนี
เล่นกีฬากล้าแกร่งแรงมากมี
นางผู้นี้กล้าหาญการรานรอน

ได้เป็นภรรยาท่านเล่าปี่
เพราะจิวยี่วางกลเลยถูกสอน
ขงเบ้งเก่งแก้เกมโดยแน่นอน
พ่อแม่สอนจงรักภัสดา






















นางเสียวเกี้ยวยอดหญิงเมืองกังตั๋ง
ชื่อเธอดังจิวยี่แสวงหา
ได้เกี้ยวน้อยมาเป็นภรรยา
เธอลือชาสะสวยด้วยความงาม

เป็นตัวอย่างแม่บ้านเก่งการเรือน
ไม่แชเชือนเลี้ยงดูลูกทั้งสาม
ปรนนิบัติสามีในทุกยาม
ช่างงดงามสะอาดมารยาทดี

จะเห็นว่านางทั้งหลายได้บทบาท
ความสามาถมากมายไม่หน่ายหนี
หากจะเลือกผู้ใดความหมายมี
เป็นเครื่องชี้ความสำเร็จอย่างเด็ดดวง

อ่านสามก๊กได้รู้ดูความคิด
การคบมิตรภรรยาอย่ามัวหวง
จะสำเร็จล้มเหลวหรือล่อลวง
ไม่เจ็บทรวงคบดีมีศีลธรรม