Thursday, June 30, 2011

The Lost Bladesman



วันนี้ทีมงานจากสหมงคงฟิล์มมาคุยกับผมและสัมภาษณ์เล็กน้อย เลยได้ทราบว่าหนัง "The Lost Bladesman" จะเข้าวันที่ 14 ก.ค. นี้นะครับ เรื่องราวก็ไม่ใช่เรื่องของใครที่ไหน "กวนอู" เจ้าเก่านั่นเอง สนใจก็ติดตามกันนะครับ

Tuesday, June 21, 2011

"เรื่องจริง" ของ "กวนอู"


บทความ "สัมผัสกวนอูแบบแฟนพันธุ์แท้" ได้รับเสียงตอบรับดีเกินคาด วันนี้จึงมีเรื่องราวของ "กวนอู" มานำเสนอเพิ่มเติม เพราะผมอยากให้หลายคนรู้จัก "ตัวตนจริงๆ" ของกวนอูกันมากขึ้นครับ

ขอทำความเข้าใจก่อนว่า ที่จั่วหัวว่า "เรื่องแต่ง" นั้น คือเนื้อความจาก "วรรณกรรมสามก๊ก" โดย "หลอกว้านจง" ส่วนที่บอกว่า "เรื่องจริง" คือข้อมูลจาก "จดหมายเหตุสามก๊ก" โดย "เฉินโซ่ว" และบางส่วนจาก "บันทึกราชวงศ์ฮั่น" ครับ

Fact vs Fiction #1
เรื่องแต่ง - กวนอู ฆ่า "ฮัวหยง" โดยที่สุราในจอกที่โจโฉรินให้ยังไม่หายอุ่น

เรื่องจริง - กวนอูไม่ได้ฆ่าฮัวหยงที่ด่านกิสุยก๋วน แต่ฮัวหยงตายในการรบกับทัพของ "ซุนเกี๋ยน"

Fact vs Fiction #2
เรื่องแต่ง - กวนอูยอมจำนนต่อ "โจโฉ" โดยยื่นเงื่อนไขสามข้อ ได้แก่

หนึ่ง) ห้ามคนของโจโฉแตะต้องครอบครัวเล่าปี่
สอง) ต้องถือว่าตัวเขาเป็นข้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ ไม่ใช่ข้าโจโฉ
สาม) หากรู้ว่าเล่าปี่อยู่ที่ไหน เขาจะกลับไปหาทันทีโดยไม่ต้องบอกลาโจโฉ


เรื่องจริง - กวนอูยอมสวามิภักดิ์ต่อโจโฉแบบไม่มีเงื่อนไข

Fact vs Fiction #3
เรื่องแต่ง - กวนอู "หักห้าด่านบั่นหัวหกขุนพล" ของโจโฉเพื่อกลับไปหาเล่าปี่

เรื่องจริง - โจโฉรักในน้ำใจกวนอูจึงปล่อยให้ไปแต่โดยดี ไม่มีการหักด่านฆ่าคนแต่อย่างใดทั้งสิ้น

Fact vs Fiction #4
เรื่องแต่ง - กวนอูตัดหัว "งันเหลียง" และ "บุนทิว" สองทหารเสือของอ้วนเสี้ยวในสนามรบ

เรื่องจริง - กวนอูฆ่าเฉพาะ "งันเหลียง" มิได้ฆ่า "บุนทิว" โดยเขาควบม้าบุกเข้าไปฆ่างันเหลียงขณะนั่งถอดเกราะพักผ่อนอยู่ในค่าย ขณะนั้นงันเหลียงไม่มีอาวุธอยู่ในมือ ส่วนบุนทิวเสียชีวิตในการรบกับทัพของโจโฉ แต่ไม่ทราบว่าใครฆ่า

Fact vs Fiction #5
เรื่องแต่ง - กวนอูไว้ชีวิตโจโฉที่เส้นทางอำเภอฮัวหยงหลังจากโจโฉแตกทัพจากเซ็กเพ็กเพื่อทดแทนบุญคุณ

เรื่องจริง - กวนอูไม่เคยไปดักจับโจโฉแต่อย่างใด

Fact vs Fiction #6
เรื่องแต่ง - กวนอูออกรบกับ "ฮองตง" ที่เมืองเตียงสา แต่เมื่อฮองตงเพลี่ยงพล้ำเขากลับไม่ทำร้าย ทำให้ฮองตงแกล้งยิงเกาทัณฑ์พลาดพู่ถูกหมวกของกวนอูเพื่อเป็นการตอบแทน จน "ฮันเหียน" ไม่พอใจจะประหารฮองตง "อุยเอี๋ยน" จึงก่อกบฏฆ่าฮันเหียนและยกเมืองให้ฝ่ายเล่าปี่

เรื่องจริง - กวนอูไม่เคยรบแบบเกี้ยเซี้ยกับฮองตง และฮันเหียนกับฮองตงยอมสวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่แต่โดยดี

Fact vs Fiction #7
เรื่องแต่ง - กวนอูส่งสารถึงเล่าปี่ขอประลองฝีมือกับ "ม้าเฉียว" เพราะหมั่นไส้ที่มีแต่คนยกย่องฝีมือของม้าเฉียว

เรื่องจริง - กวนอูเพียงแค่ส่งสารขอให้คนช่วยเปรียบเทียบฝีมือของเขากับม้าเฉียวเท่านั้น

Fact vs Fiction #8
เรื่องแต่ง - กวนอูนั่งเล่นหมากรุกเสพสุราให้ "หมอฮัวโต๋" ขูดกระดูกหลังจากถูกเกาทัณฑ์พิษจากศึกชิงเมืองอ้วนเซีย

เรื่องจริง - กวนอูให้จัดงานเลี้ยงระหว่างหมอนิรนามผู้หนึ่งรักษาแผลเกาทัณฑ์ให้เขา โดยหมอผู้นั้นไม่ใช่หมอฮัวโต๋ เพราะในเวลานั้นหมอฮัวโต๋ตายไปแล้ว 13 ปี

Fact vs Fiction #9
เรื่องแต่ง - กวนอูถูก "ลิบอง" หลอกว่าป่วย จนตายใจ และทิ้งเมืองเกงจิ๋วไปตีเมืองอ้วนเซีย

เรื่องจริง - ลิบองป่่วยจริงๆ ไม่ได้แกล้งป่วยการเมือง

Fact vs Fiction #10
เรื่องแต่ง - กวนอูทดน้ำท่วมทัพของ "อิกิ๋ม" จนวอดวาย

เรื่องจริง - น้ำที่ท่วมทัพของอิกิ๋มเป็นน้ำหลากตามธรรมชาติ ไม่ใช่การทำทำนบกั้นไว้ของกวนอู

Sunday, June 19, 2011

กระทู้แนะนำ


วันก่อน "น้องติ๊ก" ปัญญาชนคนรักสามก๊ก เอาบทความ "สัมผัสกวนอูแบบแฟนพันธุ์แท้" ของผมไปลงในเว็บพันทิป วันนี้ติ๊กบอกผมว่าได้เป็นกระทู้แนะนำแล้ว ขอบคุณที่ช่วยนำไปเผยแพร่นะน้อง น่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ไม่มากก็น้อย :)

Tuesday, June 14, 2011

สัมผัส "กวนอู" แบบ "แฟนพันธุ์แท้"


ผมเองเคยเขียนถึงพวกหนังสือ "ถอดกรรม" "ส่องกรรม" "แก้กรรม" "แก้ผ้า" ไปหลายหนแล้ว แต่ที่วันนี้จำเป็นต้องเขียนพาดพิงถึงเรื่องพวกนี้อีกครั้ง เพราะได้ยินข่าวว่าไอ้หนุ่ม "จิตสัมผัส" คนหน้าเดิมที่เคยไปออกทีวีมาหลายรายการ จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับ "เทพเจ้ากวนอู" ขึ่้นมา

พ่อหนุ่มคนนี้ เคยพูดออกทีวีว่า กวนอูมาเข้าฝัน บอกเนื้อความอะไรต่างๆ กับแก ผมฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว ยังพูดล้อเล่นกับเพื่อนๆ อยู่เลยว่า "เสียแรงกูเป็นแฟนพันธุ์แท้สามก๊ก รอตั้งนานกวนอูไม่มาหาบ้างเลย"

แต่เอาล่ะ สมมุติว่ากวนอูไปเข้าฝันแกจริงๆ ไม่รู้ว่าพูดภาษาอะไรกันถึงจะรู้เรื่อง ถ้าพูดเป็น "ภาษาโทรจิต" แบบที่พวกลัทธิเหนือธรรมชาติชอบอ้างนี่ เราควรจะเชื่อไหม ถ้าเขาไปฟังภาษาโทรจิตมาแล้วเอามาเล่าเป็นภาษาไทยออกรายการโทรทัศน์ เกิดแปลความผิดเข้ามันจะไม่ยุ่งดอกหรือ?

ยิ่งมีคนมาเล่าว่าหมอนั่นอ้างว่า กวนอูพูดอะไรเกี่ยวกับ "ประเทศไทย" และ "คนไทย" ด้วย ผมถึงกับหลุดปากออกมาว่า "กูว่ามันชักจะไปกันใหญ่เสียแล้ว"

ที่จะเขียนต่อไปนี้ ขอเถอะนะครับ อย่ามาบอกผมว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" เลย ผมบอกได้เลยว่า "ไม่เชื่อ" และกล้าที่จะ "ลบหลู่" ไม่ได้ลบหลู่ "กวนอู" แต่ลบหลู่ "ความเชื่อ" ของใครก็ตามที่บอกว่าตนเองติดต่อกับกวนอูได้

ที่กล้าลบหลู่ก็เพราะผมรู้จักเรื่องราวของกวนอูดี แม้จะไม่ได้รู้จัก "เป็นส่วนตัว" เหมือนที่บางคนเขากล่าวอ้าง แต่ผมก็รู้จัก "เป็นสาธารณะ" ไม่น้อยไปกว่าใครนัก และนี่คือเรื่องราวของกวนอูที่ผมอยากถ่ายทอดให้ฟัง

เชื่อไหมครับ..ทุกครั้งที่ผมถามแฟนๆ สามก๊กว่าชอบตัวละครตัวไหนมากที่สุด ไม่จะเป็นการคุยกันใน facebook หรือทำโพลในบล็อก หรือพูดคุยเป็นการส่วนตัว มีคนจำนวน "น้อยมาก" ถึง "น้อยที่สุด" ที่จะบอกว่าตนเองชอบ "กวนอู"

สาเหตุสำคัญผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะคนที่เป็นคอสามก๊กนั้น "รู้จักกวนอู" ดีกว่าคนทั่วไปที่ไม่เคยศึกษาเรื่องราวยุคสามอาณาจักรของจีนมาก่อน

ขอเล่าท้าวความสักนิดว่า กวนอูเป็นนักรบผู้กล้า ฝีมือไร้เทียมทาน แต่จุดที่ทำให้เป็นที่จดจำก็คือ ความ "ซื่อสัตย์" ภักดีต่อพี่ชายร่วมสาบานอย่าง "เล่าปี่"

แม้จำเป็นต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อ "โจโฉ" เป็นการชั่วคราว แต่เขาก็หาได้หลงใหลได้ปลื้มไปกับความสุขสบายที่โจโฉปรนเปรอให้ไม่ ยังมีใจรักมั่นคงต่อเล่าปี่อยู่เสมอ ไม่เห็นแก่ลาภยศสรรเสริญหรือสมบัติพัสถานอันใด (แต่ถ้าให้ "ม้าเซ็กเธาว์" นี่ ยินดีรับ อิอิ)

แม้กระนั้น กวนอูก็ไม่ลืมบุญคุณของโจโฉ ยังยอมปล่อยชีวิตเขาไปที่อำเภอฮัวหยง หลังจากโจโฉแตกทัพมาจากภูผาแดง เพราะเห็นแก่บุญคุณที่โจโฉเคยปฏิบัติดีต่อตนเองมาก่อน

เมื่อเล่าปี่ยึดเสฉวน ครองอาณาจักรหนึ่งในสามของแผ่นดินได้แล้ว กวนอูได้รับแต่งตั้งให้ครองเมืองเกงจิ๋ว ซึ่งเป็นเมืองสำคัญ เป็นจุดยุทธศาสตร์ รอยต่อระหว่างหลายก๊ก แม้ว่าที่จริงกวนอูได้รักษาเมืองนีัอยู่คนเดียวมานานพอสมควรแล้ว ตั้งแต่ "ขงเบ้ง" ขึ้นเหนือไปช่วยเล่าปี่ตีเสฉวน

แต่สุดท้าย กวนอูก็ทำพลาด เขาทำผิดต่อ "คำสั่งเสียแปดคำ" ของขงเบ้ง คือ "ตะวันออกคบซุนกวน เหนือต้านโจโฉ"

กวนอูมีหน้าที่ต้องรักษาเมืองเกงจิ๋วไว้ยิ่งชีวิต แต่เขากลับปฏิเสธมิตรไมตรีที่ "ซุนกวน" หยิบยื่นมาให้ ถึงขนาดปฏิเสธที่จะยกลูกชายตนเองให้แต่งงานกับลูกสาวของอ๋องแห่งแคว้นอู๋ โดยบอกว่าเชื้อตนคือ "ชาติเสือ" เชื้อตระกูลซุนคือ "ชาติสุนัข" ไม่คู่ควรกัน

การหยามเกียรติครั้งนั้นคือ "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่ทำให้ซุนกวนตัดไมตรีกับฝ่ายเล่าปี่ ตัดสินใจส่ง "ลิบอง" มายึดเกงจิ๋วในขณะที่กวนอูไม่อยู่ และล้อมจับตัวกวนอูไว้ได้ที่เมืองเป๊กเสีย ก่อนที่ซุนกวนจะประหารชีวิตเขาในที่สุด

เมื่อกวนอูตายแล้ว วรรณกรรมสามก๊กยังแต่งเรื่องต่อไปว่า เขาต้องกลายเป็น "เปรต" ไปร้องขอหัวตัวเองคืน บังเอิญ "หลวงจีนเภาเจ๋ง" รับรู้ได้ จึงเทศนาสั่งสอนเปรตกวนอู จนวิญญาณของเขาสงบลงได้ และไปสถิตย์อยู่ใน "ศาลพระภูมิ" ที่เขาเจาสัน

และนั่นคือชีวิตของคนเดินดินที่ชื่อ "กวนอู" ซึ่งแต่เดิมไม่เคยมีใครยกย่องว่าเป็น "เทพเจ้า" เลย มีแต่บอกว่าเป็น "เปรต" หรืออย่างมากก็เป็นเจ้าในศาลพระภูมิเทพารักษ์เท่านั้น



จนถึงสมัย "ราชวงศ์ชิง" ผู้ปกครองสมัยนั้นได้ไปขุดเอา "ผีกวนอู" ขึ้นมาจากหลุม แล้วตั้งให้เป็นเทพเจ้า เพื่อกลบกระแส "งักฮุย" วีรบุรุษชาวฮั่นสมัยราชวงศ์ซ่งที่ผู้คนกราบไหว้บูชากัน

เหตุที่ต้องทำเช่นนั้นก็เป็นเพราะ งักฮุย เป็นยอดแม่ทัพที่มีประวัติการต่อต้านชนกลุ่มน้อย "เผ่าจิน" ซึ่งก็คือสายพันธุ์ดั้งเดิมของพวก "แมนจู" โดยต่อมาแมนจูได้กลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยึดอำนาจการบริหารแผ่นดินจีนได้ และสถาปนา "ราชวงศ์ชิง" ขึ้นมา

ด้วยเหตุนี้ ราชวงศ์ชิงจึงไม่อาจปล่อยใช้ประชาชนกราบไหว้ขุนศึกที่เคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับบรรพบุรุษของตนได้ หาไม่แล้วเดี๋ยวจะเป็นการกระตุ้นให้เกิด "งักฮุย 2" "งักฮุย 3" ลุกขึ้นมา "ล้มเจ้า" จะยุ่ง

ตรงกันข้ามกับ "กวนอู" ขุนพลประวัติดี ผู้ไม่เคยมีปัญหากับชนกลุ่มน้อย นั่นก็เพราะเขาอยู่ในก๊กของ "เล่าปี่" ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับ "ชนเผ่าเกี๋ยง" (เฉียง) ทางตะวันตก "ชนเผ่าม่าน" (หนานม่าน) ทางใต้ จึงเหมาะอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลซึ่งเป็นสายเลือดชนกลุ่มน้อยจะเชิดเขาขึ้นมา

ด้วยเหตุนี้ วิญญาณกวนอูที่นอนหลับไหลมาหลายพันปี หรืออาจเกิดใหม่ไปหลายหนแล้ว จึงถูกยกขึ้นมาเป็น "เทพเจ้า" โดยเอา "ความซื่อสัตย์และกตัญญู" เป็นจุดขาย ตั้งศาลให้คนกราบไหว้กันทั่วบ้านทั่วเมือง !!

ที่เล่ามาทั้งหมดก็เพื่อให้เห็นที่มาที่ไปของชีวิตกวนอู สำหรับคนที่อาจจะไม่ใช่แฟนสามก๊กมาก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อให้เห็นว่า กวนอูเป็นเพียงยอดนักรบคนหนึ่ง ที่มีดีมีเลวเหมือนพวกเราทุกคน แต่อยู่ๆ วันหนึ่งก็ถูกยกขึ้นเป็นเทพ

จริงอยู่ หากจะอ้างความ "ความซื่อสัตย์" คงไม่มีใครเถียงว่ากวนอูเป็นคนสัตย์ซื่อ รู้คุณคน แต่ถ้าซื่อสัตย์ต่อนายแล้วเป็น "เทพเจ้า" ได้ ผมว่าเอาเฉพาะยุคสามก๊กเราก็น่าจะได้ "เทพ" มาอีกหลายคน

ไม่ว่าจะเป็น "เทพสิมโพย" "เทพชีสิว" "เทพเตียนห้อง" ที่จงรักภักดีต่อเจ้านายเฮงซวยอย่าง "อ้วนเสี้ยว" แม้ต้องตายก็ไม่ขอรับใช้โจโฉ แม้ "เตียวหุย" น้องเล็กแห่งสวนท้อ ก็ควรจะเป็นเทพองค์หนึ่งเหมือนกัน เพราะซื่อสัตย์และรักเล่าปี่ไม่น้อยไปกว่ากวนอู หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

ที่สุดสำคัญที่สุด เราต้องไม่ลืมว่า คนที่สัตย์ซื่อต่อ "เจ้าตัวเอง" แต่ไปปฏิบัติเลวต่อ "เจ้าคนอื่น" อย่างกวนอูนั้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่มีทางที่บ้านเมืองจะสงบสุขได้เลย สิ่งที่จะเกิดขึ้นคงมีแต่การไล่ล่าฆ่าฟัน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนที่คิดต่าง เพื่อให้ "เจ้าตัวเอง" เป็นใหญ่ยิ่งๆ ขึ้นไปเท่านั้น

ผมเชื่อว่าหนังสือจำพวกแก้กรรมแก้ผ้านี้ เป็นสัญลักษณ์แห่ง "อวิชชา" ของสังคมไทย ซึ่งมันจะยังคงดำรงยืนยงอยู่ได้ต่อไป ตราบที่คนในสังคมยังไม่ "ตาสว่าง" กันถ้วนทั่ว

ผมได้ยินผ่านๆ ที่มีคนอ้างว่ามีจิตสัมผัส ติดต่อกับกวนอูได้ ซึ่งไม่ว่าเขาจะเชื่อเช่นนั้นด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ผมขอชี้ชัดว่า "มันไม่ใช่เรื่องจริง"

กวนอูตายไปนานแล้ว และจะไม่มีใครพูดถึงเขาเลย หาก "หลอกว้านจง" ปราชญ์ยุคราชวงศ์หมิงไม่ไปเอาเรื่องราวใน "จดหมายเหตุสามก๊ก" มาผสมปนเปเข้ากับ "เรื่องเล่าของชาวบ้าน" และแต่งเป็น "วรรณกรรม" ขึ้นมา มีพระเอก มีตัวโกง มีการชิงรักหักสวาท เพิ่มสีสัน กลายเป็นวรรณกรรมอมตะ เช่นเดียวกับชีวิตของกวนอูเองที่มีสีมีสันขึ้นมาด้วย

ดังนั้น อยากจะบอกว่า ใครจะไปทรงเจ้าเข้าผี เข้าฝัน อวดอุตริอะไรที่ไหนผมคงไม่ไปต่อล้อต่อเถียงด้วย พระพยอมท่านด่ามา 20 กว่าปีแล้ว ไอ้พวกนี้ก็ยังไม่เห็นจะหมดไป แต่ถ้าคุณมา "อ้าง" ในสิ่งที่ผมพอจะ "รู้" อยู่บ้าง ผมคงต้องขอ "เถียง" ขอชวนคนมา "สัมผัส" กวนอู แบบจริงๆ ไม่ใช่ด้วยความอาฆาตพยาบาท แต่เพราะผมไม่เชื่อ และไม่อยากให้ใครเขาเชื่อคุณ

อ้อ...สุดท้าย เกือบลืมซะแล้ว วันก่อน "เทพลิโป้" ที่ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงสุด จากผลบุญในการฆ่า "มารตั๊งโต๊ะ" ช่วยต่ออายุราชวงศ์ฮั่น แกมาเข้าฝันผม แกฝากบอก "เทพกวนอู" ด้วยว่า ไอ้เรื่องที่ด่านเฮาโลก๋วน กูยังแค้นไม่หาย มึงสามพี่น้องมารุมกู ทีหลังตัวต่อตัวกันอีกรอบบนสวรรค์หรือนรกก็ได้นะโว้ยยยย !!!! (ฮา)

Wednesday, June 8, 2011

CheeChud on Moblie


แจ้งให้ทราบว่าตอนนี้ทุกท่านที่ใช้ Smartphone สามารถอ่านบล็อก CheeChud จากมือถือได้สะดวกขึ้นแล้วนะครับ เพราะผมเพิ่ง set ใหม่ให้มันพอดีกับหน้าจอมือถือ (สำหรับคนที่อ่านจากมือถือ แต่ถ้าอ่านจากคอมฯ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ)

และอีกเรื่องคือช่วงนี้ผมอัพเดตบล็อกน้อยไปสักนิด เพราะกำลังเร่งส่งต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่อยู่ ซึ่งก็ใกล้จะเสร็จมากแล้ว เดี๋ยวว่างแล้วจะพยายามอัพเดตให้บ่อยขึ้น ยังไงก็เข้ามาดูเรื่อยๆ นะครับ ขอบคุณทุกท่านครับ:)

Saturday, June 4, 2011

"511-2111" เบอร์ผีสิง เรื่องจริงที่ต้องลืม


"511-2111"คืออดีต "เบอร์โทรศัพท์" ของบ้านผมครับ !!

เป็นเลขที่สวยไม่ใช่น้อยเลย ท่านว่าไหม? ตัวเลข 7 ตัว แต่มีเลขต่างกันแค่ 3 ตัว คือ "ห้า" "สอง" และ "หนึ่ง" บอกทีเดียวก็จำได้เลย สุดยอดเบอร์สวยขนาดนี้

สมัยก่อน การขอเบอร์โทรศัพท์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งพวกเบอร์สวยๆ กว่าจะได้มา ต้องใช้ "กำลังภายใน" กันพอสมควร จำได้ว่า เมื่อก่อน เวลาบอกเบอร์บ้านกับใครไป เขามักจะแซวว่า "เส้นใหญ่นะ ได้เบอร์แบบนี้"

เวลาผ่านไปสิบกว่าปี ผมย้ายออกจากบ้านที่เคยอยู่ เพราะครอบครัวมาซื้อบ้านหลังใหม่อยู่ใกล้ๆ กัน จึงไม่ได้ใช้โทรศัพท์หมายเลขนั้นอีก โดยคุณแม่ผมได้ใช้บ้านหลังเดิมเป็นออฟฟิศ มีลูกน้องนอนค้างคืนอยู่

แต่อยู่ไปๆ ลูกน้องได้มาบ่นกับแม่ว่า เบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวมักมีคนโทรผิดเข้ามาบ่อยๆ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็เพราะมันเลขสวยนั่นไง จึงมีคนหลงโทรเข้ามาโดยไม่ตั้งใจอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่กลางดึกกลางดื่น ลูกน้องบางคนถึงกับบ่นว่าเป็น "เบอร์ผีสิง" ไปโน่น

สุดท้าย พอโดนบ่นมากๆ เข้า แม่ผมก็เลยตัดสินใจยกเลิกมันเสีย

ราวสิบกว่าปีต่อมา น้องสาวของผมมาบอกว่า เธอเห็นเบอร์ "02-511-2111" (ปัจจุบันต้องมีเลข "02" นำหน้า) ไปขึ้นอยู่บนบิลบอร์ดตรงสี่แยกรัชโยธิน จึงได้ทราบว่าเบอร์โทรศัพท์เดิมของบ้านเรากลายเป็นเบอร์ของสถานเสริมความงามชื่อดังแห่งหนึ่งไปเสียแล้ว

พอพวกเรามาคุยกันในครอบครัว ความรู้สึกที่ตรงกันก็คือ "เสียดาย" ที่เบอร์สวยขนาดนั้นต้องตกเป็นของคนอื่น ทั้งที่เราเป็นคนยกเลิกมันไปเอง

ที่ทำให้เสียดายยิ่งขึ้นก็คือ มันกลายเป็นเบอร์โทรศัพท์ของ "ธุรกิจชื่อดัง" ซึ่งย่อมหมายความว่ามันเป็นหมายเลขที่มี "มูลค่าสูง" เป็นอย่างมาก จนแม่ผมยังบ่นว่า เจ้า(อดีต)ลูกน้องที่รักหนอ ตอนนั้นไม่น่าบ่นเลย แม่เลยหลงยกเลิกเบอร์สวยๆ ไป

ผมไม่รู้ว่าทุกวันนี้ ในยุคที่เบอร์โทรศัพท์สวยๆ มีราคาแสนแพง "เบอร์ผีสิง" ในลักษณะเดียวกับที่บ้านผมเคยมี มันจะราคาพุ่งสูงไปขนาดไหนแล้ว อาจจะเป็นหลายแสนบาทเลยก็ได้

บางท่านอ่านแล้วอาจจะสงสัยนะครับ ว่าผมเอาเรื่องนี้มาเขียนทำไม ประเด็นที่ผมจะบอกก็คือว่า ผมได้บทเรียนมาสองประการจากการเสีย "เบอร์สวย" นั่นไป บทเรียนสองประการนั้นก็คือ

ข้อหนึ่ง เวลาจะทำอะไร จะทิ้งหรือสละอะไรไป ต้องคิดให้ดี อย่าให้ตนเองต้องรู้สึกเสียดายทีหลัง จะช้ำใจไปอีกนาน

ข้อสอง ซึ่งผมว่าสำคัญกว่าข้อแรกเสียอีก คือ...เมื่อเสียอะไรไปแล้ว ต้อง "ตัดใจ" ให้ได้ อย่ามัวแต่จมปลัก พร่ำบ่นกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว จะมีประโยชน์อะไรเล่า ก็มันผ่านไปแล้วนี่นา

ผมเชื่อว่าทุกท่านคงเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กันนี้ เช่น หุ้นที่ซื้อไป ราคากำลังวิ่งดีๆ อยู่ เรากลับขายทิ้งไปเสียฉิบ กำไรเลยหายไปหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกครั้งที่เห็นหุ้นตัวดังกล่าววิ่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ก็ยิ่งเจ็บใจ ความรู้สึกแบบนี้ไม่ดีนะครับ มันบั่นทอนจิตใจมากๆ

อะไรที่เราเคยมี แต่วันนี้ไม่มีแล้ว ถึงจุดหนึ่งก็ต้องทำใจยอมรับ แม้จะ "ลืม" ไม่ได้ แต่ต้อง "ทำใจ" ให้ได้ แล้วก้าวไปข้างหน้า อย่ามัวแต่เจ็บปวดกับสิ่งที่เสียไปแล้ว อย่า "โทษตัวเอง" ที่ทำพลาดไป จง "ตัดใจ" แล้วไขว่คว้าเอาสิ่งที่ดีกว่ามาแทนที่ ถ้าทำได้แบบนี้ ชีวิตจะดีขึ้นอีกเยอะเลย

ใครเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กันนี้ เคยเสียอะไรไปแล้วเสียด๊ายเสียดาย แต่ทำอะไรไม่ได้ มาแบ่งปันกันบ้างก็ดีนะครับ :)