Saturday, June 4, 2011

"511-2111" เบอร์ผีสิง เรื่องจริงที่ต้องลืม


"511-2111"คืออดีต "เบอร์โทรศัพท์" ของบ้านผมครับ !!

เป็นเลขที่สวยไม่ใช่น้อยเลย ท่านว่าไหม? ตัวเลข 7 ตัว แต่มีเลขต่างกันแค่ 3 ตัว คือ "ห้า" "สอง" และ "หนึ่ง" บอกทีเดียวก็จำได้เลย สุดยอดเบอร์สวยขนาดนี้

สมัยก่อน การขอเบอร์โทรศัพท์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งพวกเบอร์สวยๆ กว่าจะได้มา ต้องใช้ "กำลังภายใน" กันพอสมควร จำได้ว่า เมื่อก่อน เวลาบอกเบอร์บ้านกับใครไป เขามักจะแซวว่า "เส้นใหญ่นะ ได้เบอร์แบบนี้"

เวลาผ่านไปสิบกว่าปี ผมย้ายออกจากบ้านที่เคยอยู่ เพราะครอบครัวมาซื้อบ้านหลังใหม่อยู่ใกล้ๆ กัน จึงไม่ได้ใช้โทรศัพท์หมายเลขนั้นอีก โดยคุณแม่ผมได้ใช้บ้านหลังเดิมเป็นออฟฟิศ มีลูกน้องนอนค้างคืนอยู่

แต่อยู่ไปๆ ลูกน้องได้มาบ่นกับแม่ว่า เบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวมักมีคนโทรผิดเข้ามาบ่อยๆ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็เพราะมันเลขสวยนั่นไง จึงมีคนหลงโทรเข้ามาโดยไม่ตั้งใจอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่กลางดึกกลางดื่น ลูกน้องบางคนถึงกับบ่นว่าเป็น "เบอร์ผีสิง" ไปโน่น

สุดท้าย พอโดนบ่นมากๆ เข้า แม่ผมก็เลยตัดสินใจยกเลิกมันเสีย

ราวสิบกว่าปีต่อมา น้องสาวของผมมาบอกว่า เธอเห็นเบอร์ "02-511-2111" (ปัจจุบันต้องมีเลข "02" นำหน้า) ไปขึ้นอยู่บนบิลบอร์ดตรงสี่แยกรัชโยธิน จึงได้ทราบว่าเบอร์โทรศัพท์เดิมของบ้านเรากลายเป็นเบอร์ของสถานเสริมความงามชื่อดังแห่งหนึ่งไปเสียแล้ว

พอพวกเรามาคุยกันในครอบครัว ความรู้สึกที่ตรงกันก็คือ "เสียดาย" ที่เบอร์สวยขนาดนั้นต้องตกเป็นของคนอื่น ทั้งที่เราเป็นคนยกเลิกมันไปเอง

ที่ทำให้เสียดายยิ่งขึ้นก็คือ มันกลายเป็นเบอร์โทรศัพท์ของ "ธุรกิจชื่อดัง" ซึ่งย่อมหมายความว่ามันเป็นหมายเลขที่มี "มูลค่าสูง" เป็นอย่างมาก จนแม่ผมยังบ่นว่า เจ้า(อดีต)ลูกน้องที่รักหนอ ตอนนั้นไม่น่าบ่นเลย แม่เลยหลงยกเลิกเบอร์สวยๆ ไป

ผมไม่รู้ว่าทุกวันนี้ ในยุคที่เบอร์โทรศัพท์สวยๆ มีราคาแสนแพง "เบอร์ผีสิง" ในลักษณะเดียวกับที่บ้านผมเคยมี มันจะราคาพุ่งสูงไปขนาดไหนแล้ว อาจจะเป็นหลายแสนบาทเลยก็ได้

บางท่านอ่านแล้วอาจจะสงสัยนะครับ ว่าผมเอาเรื่องนี้มาเขียนทำไม ประเด็นที่ผมจะบอกก็คือว่า ผมได้บทเรียนมาสองประการจากการเสีย "เบอร์สวย" นั่นไป บทเรียนสองประการนั้นก็คือ

ข้อหนึ่ง เวลาจะทำอะไร จะทิ้งหรือสละอะไรไป ต้องคิดให้ดี อย่าให้ตนเองต้องรู้สึกเสียดายทีหลัง จะช้ำใจไปอีกนาน

ข้อสอง ซึ่งผมว่าสำคัญกว่าข้อแรกเสียอีก คือ...เมื่อเสียอะไรไปแล้ว ต้อง "ตัดใจ" ให้ได้ อย่ามัวแต่จมปลัก พร่ำบ่นกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว จะมีประโยชน์อะไรเล่า ก็มันผ่านไปแล้วนี่นา

ผมเชื่อว่าทุกท่านคงเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กันนี้ เช่น หุ้นที่ซื้อไป ราคากำลังวิ่งดีๆ อยู่ เรากลับขายทิ้งไปเสียฉิบ กำไรเลยหายไปหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกครั้งที่เห็นหุ้นตัวดังกล่าววิ่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ก็ยิ่งเจ็บใจ ความรู้สึกแบบนี้ไม่ดีนะครับ มันบั่นทอนจิตใจมากๆ

อะไรที่เราเคยมี แต่วันนี้ไม่มีแล้ว ถึงจุดหนึ่งก็ต้องทำใจยอมรับ แม้จะ "ลืม" ไม่ได้ แต่ต้อง "ทำใจ" ให้ได้ แล้วก้าวไปข้างหน้า อย่ามัวแต่เจ็บปวดกับสิ่งที่เสียไปแล้ว อย่า "โทษตัวเอง" ที่ทำพลาดไป จง "ตัดใจ" แล้วไขว่คว้าเอาสิ่งที่ดีกว่ามาแทนที่ ถ้าทำได้แบบนี้ ชีวิตจะดีขึ้นอีกเยอะเลย

ใครเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กันนี้ เคยเสียอะไรไปแล้วเสียด๊ายเสียดาย แต่ทำอะไรไม่ได้ มาแบ่งปันกันบ้างก็ดีนะครับ :)

1 comment:

  1. ไหงหนังผีกลายเป็นคอลัมน์หุ้นไปซะล่ะเนี่ย

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ