Sunday, July 17, 2011

Simplify your Life


ที่บ้านผมมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ได้เป็นรางวัลมาตั้งแต่สมัยเล่นเกมโชว์ ชื่อหนังสือประมาณว่า "Simplify your Life" เป็นวิธีทำชีวิตให้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เนื้อหาก็เป็นเรื่องใกล้ๆ ตัว เช่น ให้แยกเอกสารยังไง จัดโต๊ะทำงานยังไง ผมเคยหยิบมาอ่านผ่านๆ แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้สึกว่ามันสลักสำคัญอะไร

จนถึงวันนี้ ผมออกจากงานประจำแล้ว และเพิ่งปั่นต้นฉบับหนังสือเล่มใหญ่เสร็จ เลยมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น จึงเริ่มมองไปรอบๆ ตัว อะไรไม่มีระเบียบ อะไรวุ่นวายยุ่งเหยิง ก็ลองทำให้เป็นระเบียบเรียบง่าย ปรากฏว่าชีวิตดีขึ้นเยอะเลยครับ

ของบางอย่างเป็นเรื่องใกล้ๆ ตัว เราอยู่กับมันมาตั้งนาน แต่ในวันที่งานยุ่ง เรื่องเยอะ เราแทบไม่เคยคิดปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงให้มันดี ให้มันสะดวก เพิ่งจะมีเวลาก็ตอนนี้เอง

ขอยกตัวอย่างสักเรื่องนะครับ ...

ผมเป็นคนหนึ่งที่ "กระเป๋าสตางค์" มีขนาดใหญ่มาก หรือที่เรียกว่า "เป๋าตุง" ที่ "ตุง" นี่ไม่ใช่ "รวย" นะครับ แต่เป็นเพราะมี "บัตร" อะไรมากมายอยู่ในกระเป๋า

เมื่อได้ลองเทกระเป๋าสตางค์ตัวเองออกมาดูก็ถึงกับช็อค สิ่งที่มีอยู่มากมายยิ่งกว่าเงินเสียอีก นอกจาก บัตรเอทีเอ็ม และ บัตรเครดิต (ซึ่งผมมีอยู่แค่ใบเดียว) แล้ว คือบัตรสมาชิกร้านค้าต่างๆ หลายต่อหลายใบ บางใบแทบไม่เคยใช้ บางใบใช้น้อยมาก แต่กลับเก็บมันไว้ในกระเป๋าทั้งหมด

ทีนี้ ผมเลยหยิบเอาบัตรแต่ละใบออกมาดู บัตรบางใบระบุไว้ชัดเจนว่า ไม่จำเป็นต้องแสดงบัตรเวลาใช้บริการ เพียงบอกเลขสมาชิกก็สามารถได้ส่วนลดหรือสะสมแต้มได้แล้ว เช่น บัตร The ONE ของเครือเซ็นทรัล เป็นต้น

บางที่ยิ่งสะดวกเข้าไปอีก เพียงแจ้ง "เบอร์โทรศัพท์" ของตัวเอง ก็สามารถได้ส่วนลดโดยไม่ต้องแสดงบัตรเช่นกัน อาทิ บัตรสมาชิกห้าง BIG C

ว่าแต่ ..บัตรอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุเงื่อนไขไว้หลังบัตรล่ะ เราจำเป็นต้องพกไปทุกครั้งหรือเปล่า จึงจะได้สิทธิประโยชน์ในฐานะสมาชิก?

ด้วยความอยากรู้และพอจะมีเวลา ผมเลยเดินทางไปที่ร้านค้าเหล่านั้นด้วยตัวเอง ไล่ตั้งแต่ร้านหนังสือซีเอ็ด ร้านไอศครีมสเวนเซ่นส์ ร้านหนังสือเอเชียบุ๊คส์ ฯลฯ เพื่อสอบถามเงื่อนไขของเขา

และผลลัพธ์ก็เป็นเหมือนที่ผมคาดไว้ทุกประการ เชื่อไหมครับ เราไม่จำเป็นต้องพกบัตรพวกนั้นไว้ในกระเป๋าเลยแม้แต่น้อย เพียงบอก "ชื่อตัวเอง" หรือถ้าจะเอาชัวร์ๆ ก็บอก "หมายเลขสมาชิก" บนบัตรเวลาซื้่อสินค้าหรือไปใช้บริการ ก็สามารถได้สิทธิประโยชน์ที่สมาชิกพึงได้ทุกประการ


พอทราบเช่นนี้ สิ่งที่ผมทำก็คือ ผมเทบัตรสมาชิกร้านค้าทุกประเภทออกจากกระเป๋าสตางค์ทันที เหลือไว้เฉพาะบัตรสำคัญๆ เกี่ยวกับราชการและการเงิน เช่น บัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต บัตรประชาชน ใบขับขี่ เท่านั้น จากนั้นก็จด "หมายเลขสมาชิก" ที่ระบุบนหน้าบัตรเหล่านั้นไว้บนกระดาษบางๆ ใบเดียว

ต่อไปนี้ บัตรสมาชิกนับสิบใบที่อัดแน่นกันอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของผม รวมความหนาเกือบ 1 ซม. ก็จะถูกแทนที่ด้วย "กระดาษใบเดียว" เท่านั้น กระเป๋าตังค์ผมจึงบางเฉียบ ชีวิตง่ายกว่าเดิมเยอะเลย

ในยุคข้อมูลข่าวสารทุกวันนี้ ร้านค้าที่มีเครือข่ายสาขา จะแบรนด์ใหญ่แบรนด์เล็ก ล้วนแต่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีฐานข้อมูลเดียวกัน ดังนั้น เพียงคุณแจ้งชื่อตัวเองก็น่าจะเพียงพอแล้ว เขาสามารถเช็คในระบบได้แน่นอน สมัยนี้ ถ้าร้านใหญ่ๆ ร้านไหนยืนยันว่าต้องเอาบัตรมา ก็ขอให้รู้ว่านั่นเข้าขั้น "ห่วยแตก" แล้วครับ โทรไปแจ้งฝ่่ายลูกค้าสัมพันธ์เขาได้เลย

ประโยชน์อย่างเดียวของการออกบัตรสมาชิกที่ผมนึกออก คือเป็น "ตัวช่วยเตือน" ให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการที่ร้านค้านั้นๆ เท่านั้น เช่น เห็นบัตรร้านอาหารนี้ ทำให้นึกได้ว่าเราเป็นสมาชิก เลยอยากไปกินอีก เพราะรู้สึกว่ามีประโยชน์อะไรกันอยู่ เป็นต้น (บางร้านเลยออกบัตรสะสมแต้มเป็นกระดาษบางๆ ให้เราเอาไปแสตมป์ทุกครั้ง นี่เป็นจิตวิทยาประการหนึ่ง)

ฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เชื่อไหมครับ พอทำแล้วกลับรู้สึกมีความสุขกับชีวิตขึ้นมาก ใครมีไอเดียดีๆ ที่จะช่วย "Simplify Life" บอกกันบ้างก็ดีนะครับ

1 comment:

  1. มีหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน ซื้อมาไม่น่าจะต่ำกว่า 5 ปีแล้ว หลายๆ อย่างก็ยังปฏิบัติตามอยู่ กะว่าว่างๆ จะเอามาอ่านใหม่อีกซักรอบ

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ