Saturday, August 27, 2011

แจ้งเรื่องแจกหนังสือฟรี

เรียน ทุกท่านที่แจ้งขอหนังสือ "บอกรักอย่างกล้าหาญ"

ขณะนี้หนังสือหมดไปนานแล้ว และยังไม่ได้พิมพ์เพิ่มเลยครับ ดังนั้น ท่านที่ขอเข้ามา ช่วยรอก่อนนะครับ ผมเก็บชื่อที่อยู่ของทุกท่านไว้แล้ว ถ้ามีโอกาสได้พิมพ์ใหม่ จะจัดส่งไปให้ครับ

ขอให้พบแต่สิ่งดีๆ ทุกท่านครับ

ชัชวนันท์

Wednesday, August 24, 2011

Three-Kingdoms Photo Hunt





Friday, August 19, 2011

ว่าด้วยเรื่อง "สามก๊ก 2010"


เล็งมานานว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้ เล็งจนเมื่อยเลยครับ เพราะ "สามก๊ก 2010" ออกเผยแพร่เป็นปีๆ แล้ว ตั้งแต่ปีไหนเอ่ยยยยย? เอ๊า...ถามแปลกๆ ก็ปี "2010" สิ (ฮา)

เรื่องของเรื่องก็คือ จากที่สำรวจมานะครับ ผมเชื่อแฟนสามก๊กชาวไทยมีไม่น้อยกว่าชาติไหนในโลก (เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนประชากร ..ยกเว้นชาติจีน) ดังนั้น พวกเราจึง รอ ร๊อ รอ ว่าเมื่อไหร่จะมีบริษัทใหญ่ใจดี ซื้อลิขสิทธิ์มาฉายทางทีวีให้พวกเราได้รับชมกัน

นี่ก็แว่วๆ ว่ามีสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ได้ลิขสิทธิ์มาแล้ว แต่ยังไม่เอาลงจอแก้ว ทำเอาพวกน้องๆ คอสามก๊กบ่นกันแหลก แต่ไม่เป็นไรครับ ยุคนีั้สมัยนี้ ดูใน Youtube ได้ ง่ายนิดเดียว ถ้าไม่มีซับไทย ก็งมๆ เอาแล้วกันนะ 555+

หลายคนถามผมว่า มอง "สามก๊ก 2010" ยังไง เมื่อเทียบกับซีรีส์ในเวอร์ชั่นที่แล้ว ของ CCTV? ก็ต้องบอกว่าแตกต่างกันลิบลิ่วเลยครับ

จริงๆ ถ้าจะเทียบความแตกต่างให้ครบทุกประเด็นนี่ คงจะเขียนกันไม่ไหว แต่ผมขอสรุปแบบกระชับ เอาประเด็นหลักๆ แล้วกันนะครับ

1. มีการปรับบทให้เป็น "หนัง" มากขึ้น

กล่าวคือ สำหรับซีรีส์สามก๊กชุดที่แล้ว เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เอาวรรณกรรมสามก๊กมาทำเป็นละครชุดตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวหนังจึงเน้นการ "บรรยายภาพ" ใน "วรรณกรรม" ให้มาโลดแล่นอยู่บนจอโทรทัศน์เป็นหลัก

บทภาพยนตร์ในซีรีส์สามก๊กชุดเก่านั้น แทบไม่มีอะไรใหม่เลยครับ บทพูดในวรรณกรรมเป็นอย่างไร ตัวละครในหนังก็พูดออกมาอย่างนั้น

ต่างจาก สามก๊ก 2010 ที่มีการแต่งเติมสีสัน หยิบเอาเรื่องราวบางจุดที่น่าสนใจมาขับเน้น ทั้งยังอธิบายขยายความต่อ ให้เห็นถึงเหตุผลความเป็นมาเป็นไปของตัวละครแต่ละตัว

ดังนั้น การดู "สามก๊ก 2010" จึงไม่ใช่แค่ดูว่า เขาจะทำวรรณกรรมออกมาเป็นภาพอย่างไร แต่เหมือนได้ดู "หนังอีกเรื่อง" ที่มี "ความเป็นตัวของตัวเอง" อยู่ในที


เช่น ตอนที่ "โจโฉ" หนีหมายจับของ "ตั๋งโต๊ะ" มาเจอ "ตันก๋ง" และทั้งสองพากันร่วมหัวจมท้าย ทิ้งตำแหน่งหน้าที่ไปก่อร่างสร้างการใหญ่ด้วยกัน ทว่าไม่ทันไร โจโฉดันไปทำบาปมหันต์ ฆ่า "ลิแปะเฉีย" เพื่อนพ่อของตัวเองด้วยความเข้าใจผิด

ฉากนี้ตอนนี้ ใน สามก๊ก 2010 เล่นกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะครับ โดยระหว่างที่เดินทางมาพร้อมกับตันก๋งนั้น โจโฉได้พูดอะไรหลายๆ อย่าง ประกอบวิสัยทัศน์ ซึ่งแสดงให้เห็นปณิธานอันมุ่งมั่นยิ่งใหญ่ของเขา สิ่งเหล่านี้แหล่ะ เหมือนกับการที่ตัวหนังได้ "แนะนำตัว" โจโฉอย่างเป็นทางการ

นี่คือ "สีสัน" ในรูปแบบของ "ภาพยนตร์" ที่ "สามก๊ก 2010" มอบให้ !!

2. แอ๊คชั่น มันส์กว่าเยอะ

แน่นอนครับ สิ่งที่มาพร้อมกับความเป็น "ภาพยนตร์" ก็คือ "แอ๊คชั่น" มันส์ๆ ซึ่งเรื่องแอ๊คชั่นนี้ แน่นอนว่าสามก๊กชุดเก่าสู้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทว่าก็ต้องเข้าใจครับ เทคโนโลยีการถ่ายทำ ณ วันนี้กับเมื่อ 20 ปีก่อน จะเอามาเทียบกันก็ดูกระไรอยู่

เอาแค่ฉากที่เฮาโลก๋วน "สามพี่น้อง (รุม) รบลิโป้" นั่นก็ฟัดกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะครับ ดูมัน ดูเพลิน แต่มีการ "บิด" เรื่องราวนิดๆ ทำให้ใครบางคนกลายเป็น "พระเอ๊ก พระเอก" ผมไม่บอกดีกว่า อยากรู้ลองไปหาดูใน Youtube นะครับ

3. ปรับคาแรกเตอร์ของตัวละครหลายตัว


ยกตัวอย่างที่ผมเห็นชัดเจนเลย คือ "เล่าปี่" จากในวรรณกรรม ที่ภาพออกมาเป็นผู้ทรงคุณธรรม แต่เป็นคุณธรรมที่เด่นขึ้นมาด้วยการ "สร้างสรรค์" หรือพูดตรงๆ คือ "สร้างภาพ" เยอะมาก

คนบ้าอะไร อยากร้องไห้ก็ร้องออกมาได้เฉยๆ อยากก้มกราบใครก็ทำได้ทันที นั่นคือเล่าปี่ในวรรณกรรม ซึ่งซีรีส์ชุดเก่าก็ถ่ายทอดออกมาตามนั้นไม่มีผิดเพี้ัยน

แต่ เล่าปี่ ใน "สามก๊ก 2010" นี่ "เท่" เลยนะครับ จากที่เคยกลัวโจโฉขาสั่น เขากลับ "Cool" คือ "เยือกเย็นสุขุม" ขึ้นเยอะ


ยกตัวอย่างเช่น "ตอนที่ 16" ของ "สามก๊ก 2010" หลังจาก "อ้วนสุด" ได้ตราหยกไปแล้ว เกิดกำเริบตั้งตัวเป็น "ฮ่องเต้" โจโฉจึงออกราชโองการให้ขุนศึกทั้งหลาย มาช่วยกันปราบ ซึ่งสามพี่น้องแห่งสวนท้อก็รีบมาโดยพลันไม่มีบิดพลิ้ว

หลังจากรบชนะอ้วนสุดแล้ว โจโฉจึงได้พูดคุยกับเล่าปี่ ที่ไม่ได้เจอกันมานาน ทั้งยังออกปากชักชวนเล่าปี่มาอยู่ด้วยกัน แท้จริงแล้วก็หมายกำจัดเสียในภายหลัง เมื่อไม่ให้เป็นการ "ปล่อยเสือเข้าป่า" ไป

ที่จริงแล้ว เล่าปี่ต้องเกรงใจโจโฉอยู่มาก ตามประสาผู้น้อยที่ยังตั้งตัวไม่ได้ แต่ปรากฏว่า "เล่าปี่ 2010" กลับแสดงออกถึงความเยือกเย็น นอกจากจะปฏิเสธโจโฉโดยไม่มีเยื่อใยแล้ว ยังบอกโจโฉทำนองว่า "ถ้าเอ็งมารังแกข้า เอ็งเจอข้าผนึกกำลังกับลิโป้แน่"

ผมจึงมองว่า สามก๊ก 2010 ปรับบุคลิกของเล่าปี่ ให้ "ไว้ตัว" มากขึ้น ไม่ใช่วีรบุรุษในแบบที่ยอม "พนมมือแก่คนชนทุกชั้น" เหมือนเล่าปี่เดิมๆ ที่เราคุ้นเคย

เท่ขึ้นเยอะเลยนะครับ "เล่าปี่ 2010" นี่

เขียนมายาวแล้ว ไว้คราวหน้าจะมาว่าต่อถึงแง่ของ "การเลือกตัวละคร" ซึ่งเป็นเรื่องหลักเลยที่คนส่วนใหญ่สนใจ "ลิโป้ 2010" หล่อขนาดไหน "ขงเบ้ง 2010" เป็นยังไงเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นก่อน "สุมาอี้ 2010" หน้าเหมือนที่คิดไว้หรือไม่ ขออุบไว้ก่อน คราวหน้ามาว่ากันต่อครับ :)

Thursday, August 18, 2011

หนังสือแปลเล่มใหม่ของผม


หนังสือแปลเล่มใหม่ของผม "บัฟเฟตต์-โซรอส ลงทุนถูกนิสัย ยังไงก็ชนะ" เล่มนี้ได้ "แฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย" มาเป็น บก. ได้ "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" นักลงทุนหมายเลขหนึ่งของเมืองไทย กรุณาเขียนคำนิยมให้ รับประกันสนุกมากๆๆ วางแผง ก.ย.นี้ ที่ซีเอ็ดทุกสาขาและร้านทั่วไปครับ :)

Wednesday, August 17, 2011

แนะนำบล็อกการลงทุน



สวัสดีครับ แฟนๆ "ชี้ชัดด็อทคอม" ทุกท่าน สืบเนื่องจากที่ผมเคยสำรวจไว้เล่นๆ พบว่าแฟนๆ ส่วนใหญ่ของบล็อกนี้เป็น "คอสามก๊ก" เสียราว 70% ช่วงหลังๆ บล็อกของผมจึงเน้นเขียนเกี่ยวกับสามก๊กค่อนข้างเยอะ สลับกับเรื่องทั่วๆ ไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผมแปลหนังสือด้าน "การลงทุน" เป็นอาชีพเสริมอีกอย่างหนึ่ง จึงได้ร่วมกับเพื่อนๆ ที่ทำงานอยู่สถาบันการเงิน ทำอีกบล็อกขึ้นมา คือ http://ClubVI.wordpress.com เน้นด้าน "การลงทุนแบบเน้นคุณค่า" (Value Investment)โดยเฉพาะ ใครสนใจแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมชมกันได้นะครับ

ส่วน "ชี้ชัดด็อทคอม" ของเรา อีกไม่กี่วัน ผมจะมาเขียนถึง "สามก๊ก 2010" ที่แฟนๆ ชาวไทยรอชมมาแสนนาน อย่าลืมติดตามครับ

Monday, August 15, 2011

หยุดเอาใจมหาเศรษฐีเสียที


หยุดเอาใจมหาเศรษฐีเสียที
สารจาก "วอร์เรน บัฟเฟตต์" วันที่ 14 สิงหาคม 2011

ผู้นำประเทศของเรา ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชน “เสียสละร่วมกัน” แต่ในคำขอนั้น พวกเขากลับยกเว้นตัวผมเอาไว้ ผมได้สอบถามไปยังเพื่อนมหาเศรษฐีหลายคนว่าพวกเขาคิดว่าตัวเองจะต้องเสียอะไรบ้างจากคำขอดังกล่าว แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครไปแตะต้องพวกเขาเช่นกัน

ในขณะที่คนจนและคนชั้นกลางออกไปสู้รบในอัฟกานิสถาน และคนอเมริกันส่วนใหญ่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มหาเศรษฐีอย่างพวกเรากลับได้รับยกเว้นภาษีเป็นกรณีพิเศษ

พวกเราบางคนเป็นผู้จัดการกองทุนซึ่งทำรายได้หลายพันล้านเหรียญจากหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงานมากมาย แต่กลับได้รับอนุญาตให้จัดประเภทรายได้ของเราเป็น “รายได้ที่ได้รับการยกเว้น” ซึ่งช่วยให้ลดภาษีได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ พวกเราหลายคนถือหุ้นไว้เพียง 10 นาที และทำกำไรได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ โดยเสียภาษีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ ราวกับเป็นนักลงทุนระยะยาว

สิ่งเหล่านี้คือพรที่เราได้รับ จากพวกที่ออกกฎหมายในวอชิงตัน ซึ่งรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องปกป้องเรา ราวกับพวกเราเป็นนกฮูกที่กำลังถูกไล่ล่าหรือสัตว์อะไรบางอย่างที่กำลังจะสูญพันธุ์

ปีที่แล้ว ใบเสร็จภาษีทั้งหมดของผม ประกอบด้วยภาษีเงินได้ และภาษีอื่นๆ ที่เสียในนามของผม รวมแล้วเป็นจำนวน 6,938,744 ดอลล่าร์ ฟังดูเหมือนเป็นเงินมากมาย แต่อัตราภาษีที่ผมจ่ายไปนั้นอยู่ในระดับ 17.4 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับลูกน้องอีก 20 คนที่นั่งอยู่ในสำนักงานของผม ซึ่งเสียภาษีในอัตรา 33 ถึง 41 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยแล้ว 36 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ถ้าคุณใช้เงินทำเงิน แบบที่เพื่อนมหาเศรษฐีของผมทำ อัตราภาษีที่คุณต้องจ่ายจะยิ่งน้อยกว่านี้เสียอีก แต่ถ้าคุณทำงานเป็นลูกจ้าง คุณกลับต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าผม โดยมากแล้วจะสูงกว่ามากทีเดียว

การจะเข้าใจในเรื่องนี้ได้ คุณต้องวิเคราะห์ที่มาของรายได้ของรัฐบาลเสียก่อน ในปีที่แล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของรัฐบาลมาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินประกันสังคม เหล่ามหาเศรษฐีจ่ายภาษีแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด แต่แทบไม่ต้องจ่ายประกันสังคมเลย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคนชั้นกลาง ที่โดยส่วนใหญ่แล้ว อยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังต้องรับกรรมด้วยการเสียภาษี ประกันสังคมจำนวนมาก

ย้อนหลังกลับไปในทศวรรษที่ 1980 และ 1990 อัตราภาษีสำหรับคนรวยยังสูงกว่านี้มาก เปอร์เซ็นต์ของภาษีที่ผมต้องเสียถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับคนทั้งหมด บางทฤษฎีถึงกับบอกว่าผมควรเลิกลงทุน เพราะยิ่งลงทุนมากก็ยิ่งต้องเสียภาษีมากขึ้นในอัตราก้าวหน้า ทั้งภาษีจากกำไรในการขายหุ้น และภาษีเงินปันผล

ผมอยู่ในแวดวงการลงทุนมามากกว่า 60 ปี ไม่ว่าตัวผมเองหรือใครๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พวกเรายังไม่เคยเห็นใคร แม้แต่ในช่วงที่กำไรจากการขายหุ้นถูกหักภาษีถึง 39.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 1976-77 เลิกลงทุนเพียงเพราะต้องจ่ายภาษีจากกำไรที่ทำได้ คนเราลงทุนเพื่อให้ได้เงิน และภาษีก็ไม่เคยทำให้พวกเขาถอยหนี พวกที่เถียงว่าภาษีที่สูงขึ้นจะทำให้การจ้างงานลดลง ผมจะบอกให้ว่า มีตำแหน่งงานเกือบ 40 ล้านตำแหน่ง ถูกว่าจ้างระหว่างปี 1980 ถึงปี 2000 ซึ่งคุณก็คงรู้ดีว่าอะไรเกิดขึ้นระหว่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ อัตราภาษีที่ต่ำลง และการจ้างงานที่ลดลง

ตั้งแต่ปี 1992 กรมสรรพากรได้รวบรวมข้อมูลของคนอเมริกัน 400 คนที่เสียภาษีสูงสุด ในปี 1992 ปีเดียว คน 400 คนนี้มีรายได้รวมกัน 16,900 ล้านเหรียญ และจ่ายภาษีคิดเป็น 29.2 เปอร์เซ็นต์ของเงินจำนวนดังกล่าว ในปี 2008 รายได้รวมของ 400 คนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 90,900 ล้านเหรียญ เฉลี่ยแล้ว 227.4 ล้านเหรียญต่อคน แต่อัตราภาษีที่พวกเขาต้องเสียกลับลดลงเหลือ 21.5 เปอร์เซ็นต์

ภาษีที่ผมอ้างถึงในที่นี้ หมายถึงภาษีที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาลกลาง แต่เชื่อได้เลยว่าภาษีประกันสังคมของ 400 คนนี้ ไม่ได้มากเหมือนกับรายได้ของพวกเขาอย่างแน่นอน ที่จริงแล้ว 88 จาก 400 คนที่ว่า ไม่ได้รับค่าจ้างเลย แต่พวกเขามีรายได้จากกำไรในการลงทุน พี่ๆ น้องๆ ของผมบางคน อาจไม่ชอบทำงาน แต่พวกเขาชอบที่จะลงทุน (ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น)

ผมรู้จักมหาเศรษฐีจำนวนมาก พวกเขาส่วนใหญ่ เป็นคนที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย พวกเขารักอเมริกา และซาบซึ้งในโอกาสที่ประเทศนี้ให้กับเขา หลายคนได้มาร่วมโครงการ “สัญญาว่าจะให้” ของผม โดยรับปากว่าจะบริจาคเงินส่วนใหญ่ของพวกเขาให้กับการกุศล พวกเขาส่วนใหญ่แทบไม่สนใจหากจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เพื่อนร่วมชาติกำลังเดือดร้อน

สมาชิกสภาคองเกรส 12 คน กำลังจะทำหน้าที่อันสำคัญยิ่ง คือจัดระเบียบการเงินของประเทศนี้เสียใหม่ พวกเขาได้รับคำแนะนำให้เขียนแผนระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดภาระการใช้จ่ายของชาติเราใน 10 ปีข้างหน้า ให้เหลือ 1.5 ล้านล้านเหรียญ แต่พวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแผนลดภาษีให้ได้มากกว่านั้น

คนอเมริกันกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถของคองเกรสในการจัดการกับปัญหาการใช้จ่ายของชาติ มีแต่การกระทำที่เร่งด่วน จริงแท้ และยั่งยืนเท่านั้น ที่จะขจัดความระแวงสงสัยหรือความสิ้นหวังออกไปจากจิตใจของอเมริกันชน ความรู้สึกเชื่อมั่นเท่านั้น ที่จะสร้างความจริงขึ้นมาได้

งานแรกของสมาชิกสภาฯ 12 คน คือให้คำมั่นสัญญาในสิ่งที่แม้แต่คนรวยก็ทำไม่ได้ คือสัญญากว่าจะประหยัดเงินให้ได้มากๆ จากนั้น สมาชิกสภาฯ ทั้ง 12 คน จึงควรหันไปพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับรายได้ ผมอยากให้ อัตราภาษีที่คนอเมริกัน 99.7 เปอร์เซ็นต์ ต้องจ่ายยังคงเดิม แต่ควรลดเปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่ลูกจ้างต้องจ่ายเป็นภาษีประกันสังคมลง 2 เปอร์เซ็นต์ การลดลงนี้จะเป็นการช่วยเหลือคนจนและคนชั้นกลาง ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างยิ่ง

แต่สำหรับคนที่รายได้เกิน 1 ล้านเหรียญ ซึ่งมีอยู่ 236,883 ครัวเรือนในปี 2009 ผมเสนอให้ขึ้นภาษีทันที ในส่วนของรายได้ที่เกิน 1 ล้านเหรียญ ซึ่งแน่นอนว่าต้องรวมภาษีจากกำไรจากการขายหุ้นและเงินปันผลด้วย และสำหรับคนที่รายได้เกิน 10 ล้านเหรียญ ซึ่งมีอยู่ 8,274 คนในปี 2009 ผมแนะนำให้ขึ้นอัตราภาษีขึ้นไปอีก

เพื่อนๆ ของผมและตัวผมได้รับการเอาอกเอาใจมากพอแล้วจากสภาคองเกรสที่แสนจะเป็นมิตรกับมหาเศรษฐีมาโดยตลอด ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลของเราจะต้องทำให้เกิดการ “เสียสละร่วมกัน” อย่างแท้จริงเสียที

วอร์เรน อี บัฟเฟตต์ ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของ เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์

[เนื้อหาข้างต้น เป็นสารของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2011 ผมได้อ่านในเช้าวันที่ 15 ส.ค. แล้วถึงกับขนลุก ชอบมากๆ จึงรีบแปลจากเว็บไซต์ของ New York Times อยากให้คนไทยได้อ่านเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วเอาลงบล็อกโดยพลัน ... ผู้ชายคนนี้ ยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยายจริงๆ ครับ]

Monday, August 8, 2011

"มาดาม ทุสโซด์" และการปฏิวัติฝรั่งเศส


ชื่อ "มาดามทุสโซด์" มาจากชื่อของ "มารี ทุสโซด์" สุภาพสตรีชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่ง เกิดในปี 1761 ที่สตาร์บูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ชื่อเดิมคือ แอนนา มาเรีย โกรโชลท์ส

แม่ของมารีเป็นคนรับใช้ในบ้านของ ด็อกเตอร์ฟิลลิปส์ เคอร์เตียส ชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ที่ช่ำชองในการทำหุ่นขี้ผึ้งจำลองรูปคน และเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาการปั้นหุ่นขี้ผึ้งให้กับมารี ซึ่งเป็นเด็กในบ้าน

หุ่นขี้ผึ้งตัวแรกที่มารีปั้นคือ "วอลแตร์" ยอดนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ทำขึ้นใน ค.ศ. 1777 ขณะอายุเพียง 11 ปี ก่อนจะสร้างสรรค์หุ่นจำลองของบุคคลที่มีบทบาททางการเมืองในยุคนั้นอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ฌอง ฌาคส์ รุสโซ และ เบนจามิน แฟรงคลิน

ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส (The French Revolution) ที่ปะทุขึ้นในปี 1789 มารีในวัย 18 ปี ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นด้วย

โดยในสมุดบันทึกของเธอระบุไว้ว่า มารีถึงกับขุดคุ้ยกองซากศพเพื่อค้นหาศีรษะของฝ่ายต่อต้านที่ถูกประหารชีวิตไปมากมาย เพื่อเอามาเป็นแบบในการหล่อขี้ผึ่้งทำเป็นรูปศีรษะจำลอง หรือ "Death Masks" ของพวกเขา !!


ต่อมาในปี 1792 ขบวนการปฏิวัติได้รับชัยชนะ ประกาศตั้ง "สาธารณรัฐฝรั่งเศส" (The Republic of France) ขึ้นมาได้สำเร็จ โดย Death masks ของเหล่าวีรชนที่มารีปั้น ได้ถูกนำไปร่วมขบวนพาเหรดแห่ไปรอบกรุงปารีสเพื่อฉลองชัย

และในปีต่อมา พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ก็ถูกประหารชีวิตด้วย "กิโยติน" อย่างน่าอนาถที่สุด ชดใช้กรรมที่ได้ข่มเหงประชาชน ทำนาบนหลังคนมานานแสนนาน

ถัดมาอีกปีเดียว ใน ค.ศ. 1794 ด็อกเตอร์ฟิลลิปส์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการปั้นหุ่นขี้ผึ้งให้แก่มารีก็ได้เสียชีวิตลง มารีจึงได้รับมรดกเป็นหุ่นขี้ผึ่งจำนวนมากที่ด็อกเตอร์ปั้นไว้ ก่อนจะใช้เวลาต่อจากนั้น 33 ปี เดินทางไปทั่วยุโรป เพื่อจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งเหล่านั้น

โดยระหว่างการเดินทางแห่งชีวิต เธอได้แต่งงานกับ ฟรานซิส ทุสโซด์ และเปลี่ยนชื่อโชว์ของเธอเป็น "มาดาม ทุสโซด์ส" (Madame Tussaud's) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงสงคราม ฝรั่งเศส-อังกฤษ มารีไม่สามารถเดินทางเข้าฝรั่งเศสได้ เธอจึงมาลงหลักปักฐานที่กรุงลอนดอน โดยในช่วงแรก เธอได้แสดงหุ่นขี้ผึ่้งอยู่ที่โรงละครแห่งหนึ่ง ก่อนจะแยกทางกับหุ้นส่วนแล้วมาเช่าที่ในบาซ่าร์ ณ ถนนเบเคอร์ (ภาษาอังกฤษคือ "Baker Street" ใกล้ๆ บ้านของ "เชอร์ล็อค โฮล์ม" นั่น แหล่ะครับ) เพื่อจัดแสดงหุ่นขี้ผึัง และอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวเป็นการถาวร

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ่งมาดามทุสโซด์ส ก็ยังอยู่ที่ Baker Street ทั้งยังขยายสาขาไปอีกหลายสิบแห่งทั่วโลก


เรื่องราวประสบการณ์ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส ได้รับการถ่ายทอดไว้เป็นมุมเฉพาะมุมหนึ่งในพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซด์ส กรุงลอนดอน ซึ่งผมได้ไปเที่ยวมาแล้ว 2 ครั้ง ในมุมที่ว่านี้ จะมีหุ่นขี้ผึ้งของตัวมาดามทุสโซด์เอง รวมทั้งเหตุการณ์ที่เธอไล่ค้นหาขุดคุ้ยกองซากศพที่ถูกประหาร เพื่อเอาศีรษะของฝ่ายต่อต้านมาทำศีรษะจำลอง ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว

ที่น่าจดจำก็คือ ณ มุมปฏิวัติฝรั่งเศสนี้ พิพิธภัณฑ์ได้มีหุ่นขี้ผึ้งรูปศีรษะของพระบรมวงศ์ที่โดนประหารแล้วตัดหัวเสียบประจานแสดงอยู่ พร้อมทีเด็ดคือ "เสียงประกอบ" เป็นเสียง "กิโยติน" ถูกปล่อยลงมาเพื่อสับหัว มารี อองตัวเนตต์ และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ดัง "ฉึก!!!"

ตามมาด้วยเสียงปรบมือไชโยโห่ร้องของมหาประชาชนชาวฝรั่งเศส ที่สามารถกำจัดทรราชผู้กดขี่บีฑาพวกตนลงได้เป็นการถาวร

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เป็นสิ่งเตือนใจเราได้ว่า ในทุกๆ การต่อสู้ ย่อมมีผู้แพ้ผู้ชนะ ชะตากรรมของผู้แพ้นั้นโหดร้ายเสมอ แต่จะร้ายมากหรือร้ายน้อย ก็ขึ้นอยู่กับว่าตอนมีบุญวาสนาเหลืออยู่ ตนทำอะไรไว้กับคนอื่นเขาบ้าง สิ่งนั้นย่อมตอบกลับร้อยเท่าพันเท่า เมื่อบุญวาสนานั้นหมดสิ้นลง

ตอนนี้ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดาม ทุสโซด์ส ได้มาเปิดสาขาในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ที่ห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ กรุงเทพฯ ใครสนใจก็ไปจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้าชมกันได้

อ้อ.. แต่ถ้าอยากจะเห็นเรื่องราวการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ผมว่ามา ท่านอาจต้องผิดหวัง เพราะผมคิดไปเองแบบไม่กลัวหน้าแตกว่า มุมนี้ไม่น่าจะมีอยู่ในสาขาที่เมืองไทย