Sunday, October 23, 2011

น้ำหลากที่อ้วนเซีย : กวนอูกับความโหดร้ายที่ไม่จริง


คราวที่แล้ว เล่าถึงวีรกรรมของสุมาอี้ที่ยกทัพเดินทางไกลไปปราบขบถกองซุนเอี๋ยน ในตอน "น้ำท่วมใหญ่สมัยสามก๊ก" วันนี้ขอว่ากันต่อถึงเรื่องของอุทกภัยกับการศึกสงคราม ให้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมือง ณ ตอนนี้

ครานั้น กวนอูอายุได้ 58 ปี เขาได้รับคำสั่งจากขงเบ้ง ให้ทิ้งเกงจิ๋ว บุกขึ้นเหนือมาตีเมืองอ้วนเซียของฝ่ายวุย ทั้งนี้เพื่อตรึงไม่ให้ฝ่ายโจโฉ ยกทัพใหญ่มาตีเสฉวนได้ตามแผนการณ์ที่วางเอาไว้

เพลานั้นเป็นฤดูฝน ฝนตกหนัก น้ำมาก ทัพของกวนอูรุดมาถึงเมืองอ้วนเซีย ฝ่ายโจโฉทราบข่าว จึงส่ง อิกิ๋ม ทหารเอก กรีฑาทัพออกมาช่วย โจหยิน เจ้าเมืองอ้วนเซีย รับศึก

ฝ่าย บังเต๊ก ยอดทหารขอไปด้วย แต่มหาอุปราชแห่งฮูโต๋โดนขุนนางยุจนชักลังเล หมอนี่มันลูกน้องเก่าไอ้ม้าเฉียว เด็กไอ้เล่าปี่ ส่งมันไป เดี๋ยวพลาดพลั้งแพ้ศึกจะพาลพาไพร่พลไปเข้าฝั่งโน้น กลายเป็นหอกกลับมาแทงทิ่มเราเสียอีก

บังเต๊กเห็นนายไม่ไว้ใจก็เอาหัวโขกพื้น ข้าภักดีสุดใจ อดีตคืออดีต ปัจจุบันเป็นข้านายมิใช่ข้าม้าเฉียว ไม่คิดไปอยู่กับเล่าปี่ โจโฉเห็นดังนั้นก็วางใจ ยอมให้ไปรับศึก บังเต๊กจึงสั่งเสียลูกเมีย แล้วออกเดินทัพ เท่านั้นไม่พอ แบกเอาโลงศพติดไปด้วย บอกจะเอานายพลหนวดยาวใส่โลงนี้กลับมาฮูโต๋ ถ้าทำไม่สำเร็จ ตัวกูจะลงไปนอนในนั้นเอง

เมื่อบังเต๊กประจันหน้ากับกวนอู ทั้งคู่เข้าโรมรันพันตู 100 เพลงเต็ม แต่กินกันไม่ลง จนต้องล่าถอยกันไป (จุดนี้ โปรดสังเกต มีใครจะรบกับกวนอูได้ถึง 100 เพลงบ้าง แปลว่าฝีมือบังเต๊กคงไม่เบาเลยชิมิ?)

วันต่อมา บังเต๊กออกมาท้ารบแล้วชักม้าหนี กวนอูหลงกลไล่ตามไป จึงถูกส่องด้วยเกาทัณฑ์อาบพิษที่แขนซ้าย เสียดายที่อิกิ๋มกลัวทหารรุ่นน้องได้หน้า จึงตีระฆังให้ถอยทัพ ทำให้พลาดโอกาสจับเป็นน้องรองแห่งสวนท้อ บังเต๊กคนกล้าโกรธจัด แต่ก็มิรู้จะทำเช่นไร ด้วยมิกล้าขัดอาญาทัพ

ครั้นแล้ว อิกิ๋มผู้ไม่อยากรุกรบเร็วจึงสั่งให้ไพร่พลตั้งทัพรวมทั้งหมด 7 ทัพ ในหุบเขา ในพื้นที่โล่งชื่อว่า "ทุ่งจันเค้า" เพื่อเตรียมรบกับกวนอู กวนเป๋งเห็นดังนั้น จึงรีบนำความไปบอกบิดา กวนอูจึงชวนไพร่พลลาดตระเวณขึ้นไปในที่สูง เห็นอิกิ๋มตั้งทัพในยุทธภูมิแห่งความตายในฤดูน้ำหลากเช่นนั้น ก็หัวเราะร่า ศึกครั้งนี้กูมีชัยแน่แล้ว

แล้วกวนอูจึงสั่งให้ทหาร ทำ "ทำนบกันน้ำ" ขนาดใหญ่ กั้นทางน้ำของแม่น้ำหันซุยที่อยู่บนที่สูง มิให้ไหลผ่านไป!!

เกร็ดที่น่าสนใจคือกวนอูรำพึงว่า เมื่อ "ปลา" (ชื่อของ "อิกิ๋ม" จีนกลางคือ "หยีว์จิน" "หยีว์" แปลว่า "ปลา" กวนอูจึงบอกว่าอิกิ๋มคือปลา) มาอยู่ที่ "ปากยอ" ("จัน" แปลว่า "ยอ" สำหรับจับปลา "เค้า" แปลว่า "ปาก" จันเค้า จึงแปลว่าปากยอ) แล้ว จะหลุดไปไหนเสีย

และแล้ว การณ์ก็เป็นไปดังที่กวนอูคาด ฝนเทลงมาอย่างหนักสามวันติด ทหารในทัพอิกิ๋มได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว จะกินก็ไม่ได้ นอนก็ไม่ได้ จัดทัพเตรียมการใดๆ อะไรล้วนเสียกระบวนไปหมด

เสงโห นายทหารคนหนึ่งในทัพจึงรีบไปเตือนอิกิ๋มว่า ฤดูนี้ฤดูฝน ท่านให้มาตั้งค่ายในแอ่งเขาดังนี้ เกลือกน้ำจากเขาหลากลงมาแล้วข้าศึกรุดลงมาตามตี เราจะมิเสียทีวอดวายกันหมดหรือ สู้ถอนค่ายไปตั้งในที่อื่นจะดีกว่าไหม ทว่าอิกิ๋มไม่ฟัง ตวาดเสงโหจนต้องเงียบไป

คืนนั้น ฝนตกหนักมาก น้ำท่วมเข้าในที่ตั้งทัพวุยจนทหารทั้งปวงล้วนได้รับความลำบาก เสงโหจึงนำความมาฟ้องบังเต๊ก บังเต๊กได้ฟังก็เห็นด้วย กะว่าจะไปเตือนอิกิ๋มบ้าง แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว

กวนอูเห็นสถานการณ์สุกงอม จึงสั่ง "พังทำนบกั้นน้ำ" จนน้ำที่ถูกกักเก็บอยู่หลายวันแต่ไม่มีทางไป หลากไหลลงมาจากภูเขาชนิดสุดแรงเกิด เมื่อบวกกับฝนที่เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำให้ไพร่พลนับหมื่นของอิกิ๋มจมน้ำตายเหมือน "มด" ในชามข้าว


ตัวอิกิ๋มเองหมดทางไป จำต้องยอมก้มหัวสวามิภักดิ์ต่อกวนอู ฝ่ายบังเต๊กไม่ยอมก้มหัว สุดท้ายจึงโดนจิวฉอง ลูกน้องของกวนอูจับตัวได้ แล้วกวนอูก็ประหารชีวิตบังเต๊กเสีย เป็นอันว่าทหารกล้าแซ่บังได้ลงไปนอนในโลงที่ตัวเองจัดมาสมใจ

กวนอูผู้อ่านคัมภีร์ชุนชิวหลายจบ รู้จักใช้ธรรมชาติเป็นมิตร ดังซุนวูว่าไว้ในพิชัยสงคราม บทที่ 9 : การเดินทัพ "อันการตั้งทัพ พึงชอบที่สูง ชังที่ต่ำ รักที่แจ้ง เกลียดที่ทึบ" เอาชนะศึกได้อย่างงดงามเกินบรรยาย สร้างทำนบทดน้ำท่วมเจ็ดทัพของอิกิ๋มจนแหลกลาญ

เรื่องตอนถูกดัดแปลงจากจดหมายเหตุสามก๊กพอสมควร เพราะในจดหมายเหตุบอกเอาไว้แต่เพียงว่า "น้ำจากหันซุยเอ่อท่วม 7 ทัพที่อิกิ๋มบัญชาการ ทหารจมน้ำตายเป็นอันมาก อิกิ๋มยอมแพ้ต่อกวนอู บังเต๊กถูกกวนอูฆ่าตาย" มิใช่การทดน้ำท่วมทัพของกวนอูแต่อย่างใด

แม้กวนอูอาจไม่ได้เก่งเหมือนประวัติศาสตร์จริง แต่หลายคนชี้ชัด เรื่องนี้ดีแล้วที่ไม่จริง ถ้ากวนอูทำจริง แปลว่าจิตใจโหดร้ายมาก น้ำนั้นท่วมทำลายทัพอิกิ๋มได้ แล้วชาวบ้านที่อยู่ในแอ่งเขาจะเป็นอย่างไร มีหวังวอดวายเป็นแน่แท้


"น้ำหลากที่อ้วนเซีย" คือเรื่องราวของการใช้ภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์ ดึงเอา "น้ำ" มาเป็นเครื่องมือของเรา แม้จะเป็น "ความโหดร้ายที่ไม่จริง" ของกวนอู แต่ก็น่าจะให้ข้อคิดกับเราได้ไม่มากก็น้อย

Friday, October 14, 2011

100 ปี ปฏิวัติซินไฮ่


ผ่านมาแล้ว "100 ปีเต็ม" นะครับ สำหรับการ "ปฏิวัติซินไฮ่" ที่ ดร.ซุนยัดเซ็น นำขบวนการปฏิวัติ ล้มล้างระบอบกษัตริย์ออกไปจากแผ่นดินจีนได้ในที่สุด หลังจากต่อสู้มายาวนาน หลั่งเลือดเสียเนื้อไปมากมาย

เมื่อ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้จัดพิธีรำลึกถึงความสำเร็จแห่งการเปลี่ยนผ่านแผ่นดินสู่ความเป็นอารยะ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1911 หรือ 1 ศตวรรษก่อน

ผมได้เล่าเรื่องราวของ ดร.ซุน ซึ่งเป็นวีรบุรุษในใจของผม (ควบคู่กับ อ.ปรีดี พนมยงค์)ไว้ในบล็อกนี้หลายครั้งหลายคราว วันนี้ขอยกเอาถ้อยคำในจดหมายของท่าน ที่เขียนถึงมวลสหายผู้ร่วมปฏิวัติมาลงไว้ในที่นี้อีกครั้งหนึ่ง ดังนี้ครับ

จดหมายจาก ดร.ซุนยัดเซ็น ถึงมวลสหายผู้ร่วมปฏิวัติ

ข้าพเจ้าสละอาชีพแพทย์ เพื่อร่วมล้มล้างจักรวรรดิ์ชิง และปลดปล่อยพี่น้องร่วมชาติให้พ้นทุกข์เข็ญ

ตอนข้าพเจ้าออกจากฮ่องกง ต้องทนลำบากยิ่งยวดในการเดินทาง แม่ข้าพเจ้าวิตกมาก ท่านพูดว่า การปฏิวัตินั้นช่วยชีวิตคนได้ก็จริง แต่การแพทย์ก็ช่วยได้เช่นกัน แล้วทำไมต้องเลือกหนทางที่ยากกว่าเล่า?

ข้าพเจ้าตอบว่า "มีอีกมากที่แม่ไม่เข้าใจ การแพทย์ช่วยชีวิตคนได้แค่หยิบมือ แต่การปฏิวัติจะช่วยชีวิตคนได้นับล้านๆ ชีวิตแน่นอน"

หลัง 260 ปีใต้อำนาจชนต่างชาติ กับ 2,000 ปี ใต้อำนาจประมุขเผด็จการ ชาติจีนเราตกต่ำลง รัฐบาลแมนจูโกงกินเกินกว่าประชาชนธรรมดาจะรับได้ นับวันมีแต่จะทำให้เกิดทุกข์เข็ญขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า

คลื่นปฏิวัติกำลังเอ่อล้น ความต้องการของประชาชนจะกำชัยชนะ เราต้องรวบรวมความกล้าเพื่อโค่นราชวงศ์ชิง และก่อตั้งชาติที่เป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริง

เส้นทางปฏิวัติย่อมนองด้วยเลือด ชีวิตข้าพเจ้าถูกลิขิตให้ตายเมื่อถึงฆาต ทว่าสาธารณรัฐเราจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง เราต้องดิ้นรนที่จะเอาชนะอุปสรรคต่อไป เพื่อความยุติความทุกข์ยากของผู้คนนับล้านๆ และอีกหลายล้านคนที่ถูกเนรเทศ กลับสู่มาตุภูมิ

เมื่อ 10 ปีก่อน ผมเคยบอกว่า เราจะปฏิวัติเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของคน 400 ล้านคน เพื่อที่จะไม่ต้องอดอยากขาดแคลน แต่วันนี้ ความหมายของคำว่าปฏิวัติสำหรับผมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถ้าถามผมว่าการปฏิวัติคืออะไร ผมจะตอบว่า..

ชาติจะก้าวหน้าไม่ได้ หากเราไม่เสียสละ เส้นทางสู่อารยะฉาบไว้ด้วยเลือด และเลือดนั้นเอง ที่เราเรียกว่า ..."การปฏิวัติ"

-- เขียนขึ้นใน ค.ศ.1908 สามปีก่อนอวสานราชวงศ์ชิง (คัดจากบทพากย์ภาษาไทย ภาพยนตร์เรื่อง "5 พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น")--

น้ำท่วมใหญ่สมัยสามก๊ก


สมัยสามก๊กมีเรื่องราวของน้ำท่วมใหญ่ท่ามกลางการศึกสงครามหลายสิบครั้ง ขอยกครั้งสำคัญครั้งหนึ่งมาเล่าไว้ ณ ที่นี้

เมื่อครั้งกองซุนเอี๋ยน เจ้าเมืองเลียวตั๋ง ริคิดการใหญ่ตั้งตัวเป็นฮ่องเต้ ประกาศปลดแอกตัวเองจากราชวงศ์วุย พระเจ้าโจยอยได้ส่ง "สุมาอี้" เดินทางไกลไปปราบพยศ

สุมาอี้ใช้เวลาสามเดือน ยกทัพมาถึงอำเภอเลียวซุน ปากทางเข้าเมืองเซียงเป๋ง เมืองหลวงของเลียวตั๋ง "เอี้ยนอ๋อง" กองซุนเอี๋ยนได้ส่ง ปีเอี๋ยน กับ เอียวจอ สองแม่ทัพเอกมาตั้งค่ายสกัดขัดตาทัพไว้ โดยสั่งให้ตั้งรับหนักแน่น ห้ามยกทัพออกไปต่อกรกับยอดแม่ทัพฝ่ายวุยเป็นอันขาด

ฝ่ายสุมาอี้รู้ทัน จึงยกทัพอ้อมค่ายของฝ่ายเลียวตั๋งทำทีจะไปตีเมืองเซียงเป๋ง ทัพเลียวตั๋งตกใจ ถอนค่ายหมายจะกลับไปช่วย จึงโดนลอบโจมตีพ่ายยับเยิน ต้องหนีกลับเข้าเมืองแบบทุลักทุเลแทบเอาตัวไม่รอด

เจ้ากำมะลอกองซุนเอี๋ยนเห็นคนของตนเสียทีดังนั้น จึงดึงเอาธรรมชาติเป็นพวก สั่งปิดตายประตูเมือง ตั้งรับอย่างเดียว เล่นเกมยืดเยื้อ ด้วยรู้ว่าจะเข้าฤดูน้ำหลาก ไม่ช้าไม่นานทัพจากลกเอี๋ยงต้องหายไปกับสายน้ำ

และแล้วก็เป็นดังคาด พอถึงหน้าน้ำ ฝนเทลงมาไม่มีหยุด ทั้งวันทั้งคืน วันชนวัน สัปดาห์ชนสัปดาห์ ตกต่อเนื่องกันเป็นเวลาเดือนกว่าๆ ไม่มีว่างเว้น น้ำนั้นไหลแรงและเร็วลงมาจากเขา ท่วมถึงบั้นเอวทหารเข้าไปแล้ว ทัพสุมาอี้จะหุงหาอาหารก็ไม่ได้ จะนอนก็ไม่สะดวก กินอยู่ลำบากยิ่งนัก

ข่าวไปถึงหูพระเจ้าโจยอย ณ ลกเอี๋ยง ขุนนางต่างแนะนำให้เรียกตัวสุมาอี้กลับมาก่อน ไว้สบโอกาสค่อยยกทัพกลับไปเลียวตั๋งใหม่ แต่พระองค์รู้จักสุมาอี้ดี คนๆ นี้รู้ทางหนีทีไล่ สติปัญญาเหนือคน ไม่ช้าต้อง "เอาชนะน้ำ" ยึดเมืองได้แน่

ครั้นอุทกภัยถาโถม ปวยเกง แม่ทัพขวา ไปบอกสุมาอี้ ขอให้ย้ายค่ายจากประตูเมืองไปตั้งบนเขา ทว่าสุมาอี้โกรธ บอกว่าตีเมืองขบถจะแตกอยู่ในวันในพรุ่ง ขืนยกหนีน้ำไปจะมิเสียการใหญ่หรือ ว่าแล้วก็คาดโทษไว้ ใครมาพูดเรื่องย้ายค่ายหนีน้ำจักโดนตัดหัวทุกคน

วันรุ่งขึ้น ซือเหลียน แม่ทัพซ้ายยังไม่เข็ด นำความไปปรึกษาสุมาอี้เหมือนที่ปวยเกงเพิ่งพูดไปเมื่อวาน คราวนี้แม่ทัพจอมอึดโกรธจัด สั่งตัดหัวซือเหลียนเสียบประจานไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง โทษฐานทำลายขวัญทหาร ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องกลัวน้ำ ห้ามย้ายค่ายไม่ได้ยินหรือ

จากนั้นก็ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องย้ายค่ายหนีน้ำท่วมอีก


ครั้นแล้ว สุมาอี้สั่งถอนทัพทางประตูเมืองฝั่งทิศใต้ของเมืองเซียงเป๋ง เพื่อล่อให้ทัพเลียวตั๋งหนีออกไป ตามกลศึก "ล้อมพึงเปิดช่อง" หนึ่งใน "36 ยอดกลยุทธ์จีน"

ถอนทัพได้ไม่นาน พอถึงเพ-ลา ฝนก็หยุดตก แม่ทัพแห่งวุยยินดียิ่ง ฟ้าเป็นใจ ทุกอย่างเข้าทางตามแผนเรา

สุมาอี้จึงสั่งทหารบุกข้ามกำแพง เข้าตีเมืองเซียงเป๋งทุกด้านพร้อมกัน ทหารในเมืองระดมกำลังกันต้านเต็มที่ ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง แม้จะยังทะลวงเข้าเมืองไปไม่ได้ทันที แต่ก็ทำให้ไพร่พลเลียวตั๋งไม่มีแก่ใจจะสู้รบอีกต่อไปแล้ว

กองซุนเอี๋ยนเห็นหมดทางสู้ อยู่ต่อก็ตายแน่ จึงส่งคนออกไปขอสวามิภักดิ์กับสุมาอี้ โดยขอส่งลูกชายมาเป็นตัวประกันไว้ก่อน ทว่ายอดคนแซ่สุมาหายอมไม่ ด้วยรู้ทันว่ามิได้ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ จึงไล่ตะเพิดคนนำสารของเอี้ยนอ๋องเจ้ากำมะลอกลับไป

กองซุนเอี๋ยน และ กองซุนสิว สองพ่อลูก เห็นหมดทางไป จึงรอจนตกดึก แล้วให้กองทหารม้าเร็วนำทาง รุดออกจากเมืองไปทางประตูฝั่งทิศใต้ที่สุมาอี้จงใจเปิดช่อง ครั้นออกมาเห็นทางโล่ง ปลอดทหาร ก็ยิ่งดีใจ สั่งเร่งฝีเท้าสุดชีวิต หนีเอาตัวรอดให้ได้

ที่แท้สุมาอี้ขุดบ่อล่อไว้ ขืนไปดักตั้งแต่หน้าประตูเมืองมีหวังขบถหนีกลับเข้าเมืองแน่นอน จึงให้ เตียวฮอง กับ งักหลิม สองทหารเอก ซุ่มกำลังไว้กลางทางห่างออกมาหลายเส้น สุดท้ายฝ่ายวุยจึงจับตัวสองพ่อลูกแซ่กองซุนไว้ได้โดยละม่อม

สุมาอี้ประกาศ ยอมอะไรก็ยอมได้ แต่ยอมให้พวกกบฏ ยอมไม่ได้เป็นอันขาด จึงสั่งลงดาบ ตัดหัวกองซุนเอี๋ยนพร้อมลูกชาย โทษฐานคิดคดทรยศ ไม่เลี้ยงไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป แล้วเอาหัวกลับไปถวายพระเจ้าโจยอย ณ เมืองลกเอี๋ยง

น้ำท่วมน้ำหลาก มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณ แต่ท่วมหนักอย่างไร สักวันก็ต้องหยุด คนจะทำศึกสงครามหรือทำการใดๆ พึงรู้จักน้ำ ต้องรู้ว่าน้ำจะมาเมื่อไร จะหยุดเมื่อไร รู้จักดึงธรรมชาติมาเป็นพวกตน จึงมีชัยชนะทุกแห่งหน

Sunday, October 9, 2011

ลายมือ สุจิตต์ วงศ์เทศ



ผมเป็นแฟนหนังสือของอาจารย์สุจิตต์ วงศ์เทศ ครับ อันนี้เอามาจาก fb ของท่าน ลายมืออาร์ตมาก ชอบจัง :)

Friday, October 7, 2011

ไปออกรายการช่องแมงโก้ทีวีมาครับ

วันก่อนไปออกรายการ คนไทยมีไอเดีย ช่อง แมงโก้ทีวี มาครับ สัมภาษณ์เรื่องตัวผมและสามก๊ก หนึ่งชั่วโมงเต็ม ลองดูนะครับ

คนไทยมีไอเดีย : แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก (๑)



คนไทยมีไอเดีย : แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก (๒)