Friday, December 28, 2012

๒๘ ธันวาคม วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


"คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า"

... ผมคิดถึงพ่อครับ

๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๕

รัตนโกสินทร์


(ภาพจาก Facebook อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ Charnvit Ks)

Thursday, December 20, 2012

เตียวเลี้ยว “มือปราบกังตั๋ง”



เตียวเลี้ยวเป็นทหารเอกแห่งวุยก๊ก ชาวอำเภอหม่าอี้ เมืองเอี้ยนเหมิน ปัจจุบันอยู่ในมณฑลส่านซี เดิมแซ่ “เนี่ย” แต่ครอบครัวของเขาเปลี่ยนมาใช้แซ่ “เตียว” เพื่อหนีศัตรู

ฝีมือรบยอดเยี่ยม ความอดทนสูง ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ชำนาญในพิชัยสงคราม อุปนิสัยซื่อตรง เคยเป็นทหารของเต๊งหงวนเจ้าเมืองเต๊งจิ๋วมาก่อน แต่เมื่อลิโป้ทรยศ ลอบฆ่าเต๊งหงวนแล้วไปอยู่กับตั๋งโต๊ะ เตียวเลี้ยวก็ตามลิโป้ไป หลังจากลิโป้แพ้โจโฉและถูกประหาร เขาก็ได้มารับใช้โจโฉ

โจโฉประทับใจในตัวเตียวเลี้ยวตั้งแต่แรกเห็น จากบุคลิกที่องอาจผึ่งผาย ต่อมา เตียวเลี้ยวได้ตำแหน่งเป็นนายทหารองครักษ์ เขามีส่วนสำคัญช่วยให้โจโฉเอาชนะ อ้วนเสี้ยว ได้ในศึกกัวต๋อ และบุกไปปราบปรามกวาดล้างลูกๆ ของอ้วนเสี้ยว ตลอดจนเผ่าอูหวนทางภาคเหนือจนราบคาบ

ถือว่าเตียวเลี้ยวมีส่วนอย่างยิ่งในการช่วยโจโฉก่อร่างสร้างอาณาจักร จนขึ้นมาเป็นใหญ่ครองค่อนแผ่นดินได้

ครั้นเล่าปี่พ่ายโจโฉแตกทัพ ทำให้กวนอู น้องรองแห่งสวนท้อตกอยู่ในวงล้อมของทหารโจโฉ เตียวเลี้ยวในฐานะมิตรที่ดี ได้เกลี้ยกล่อมจนกวนอูยอมมาอยู่กับโจโฉเป็นการชั่วคราว ซึ่งทำให้เขาและกวนอูสนิทกันยิ่งขึ้น

หลายปีต่อมา หลังจากโจโฉแตกทัพเรือที่เซ็กเพ็กและถูกกวนอูดักจับได้ที่ตำบลฮัวหยง เตียวเลี้ยวได้แนะให้โจโฉอ้อนวอนขอให้กวนอูไว้ชีวิต โดยตัวเขาเองมีส่วนช่วยพูดจาจนกวนอูใจอ่อน ยอมปล่อยให้โจโฉและไพร่พลหนีรอดไปทั้งที่ตนเองทำทัณฑ์บนไว้ แต่เรื่องราวที่ตำบลฮัวหยงนี้เป็นการแต่งขึ้นสำหรับวรรณกรรมล้วนๆ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

ต่อมา โจโฉได้ตั้งเตียวเลี้ยวเป็นเจ้าเมืองหับป๋า ซึ่งเป็นเมืองชายแดนติดกับง่อก๊ก และเตียวเลี้ยวก็ป้องกันเมืองไว้ได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงที่โจโฉรบติดพันกับเล่าปี่ที่เมืองฮันต๋ง ซุนกวนได้ฉวยโอกาสยกทัพสิบหมื่นหวังมายึดหับป๋า นายใหญ่แซ่โจจึงให้ลิเตียนและงักจิ้น นายทหารอีกสองคนไปช่วยเตียวเลี้ยวป้องกันเมือง ทั้งๆ ที่ลิเตียนนั้นไม่ถูกกับเตียวเลี้ยว

ปรากฏว่าด้วยการเตือนสติของโจโฉ เตียวเลี้ยวและลิเตียน (รวมทั้งงักจิ้น) ได้ร่วมแรงร่วมใจระดมสมอง จนสามารถตีทัพสิบหมื่นจากแดนใต้แตกพ่ายไปด้วยไพร่พลที่มีอยู่เพียง 800 นาย ทั้งยังเกือบจับเป็นซุนกวนได้ด้วย นั่นคือชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเตียวเลี้ยว ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปไกล

ในจดหมายเหตุสามก๊กระบุว่า “ครั้งนั้น ทหารเลวเมืองกังตั๋งกลัวฝีมือเตียวเลี้ยวมาก ถ้าเด็กร้องไห้มีผู้ขู่ออกชื่อเตียวเลี้ยว เด็กนั้นก็นิ่งอยู่”


จากวีรกรรมที่ยุทธการหับป๋า ทำให้เตียวเลี้ยวได้เลื่อนยศเป็นเจียงจวิน (นายพล) ครั้นโจโฉตายแล้ว วรรณกรรมระบุว่าพระเจ้าโจผีได้ยกทัพไปบุกกังตั๋งโดยมีเตียวเลี้ยวร่วมไปในทัพด้วย แต่เขาถูกเตงฮอง แม่ทัพอาวุโสแห่งก๊กง่อยิงเกาทัณฑ์ถูกบั้นเอวได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะสิ้นใจตายในเวลาต่อมา

ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แตกต่างจากวรรณกรรมอยู่พอสมควร จดหมายเหตุสามก๊กระบุว่า หลังจากพระเจ้าโจผีขึ้นครองราชย์แล้ว ซุนกวนเป็นฝ่ายยกทัพมารุกรานวุยก๊ก (ไม่ใช่โจผียกไป) เตียวเลี้ยวจึงถูกส่งตัวมาประจำการ ณ หับป๋าอีกครั้ง และเขาก็เอาชนะทัพง่อได้เป็นครั้งที่สอง ทำให้โจผีชื่นชมมาก จึงได้เพิ่มบรรดาศักดิ์และมอบเกียรติยศให้มากมาย ถึงขนาดเปรียบเทียบเขากับ “ซ่าวหู่” ยอดนักรบแห่งราชวงศ์โจว

จากนั้นไม่นานเตียวเลี้ยวก็ล้มป่วย พระเจ้าโจผีจึงส่งแพทย์หลวงประจำราชสำนักไปรักษาอาการ ทั้งยังเสด็จไปเยี่ยมเตียวเลี้ยวเป็นการส่วนตัว โดยเสวยอาหารร่วมกับเขาอย่างไม่ถือตัว จนอาการของเตียวเลี้ยวดีขึ้น

ไม่ช้าไม่นาน ซุนกวนตั้งท่าจะรุกรานวุยก๊กอีก พระเจ้าโจผีจึงให้เตียวเลี้ยวไปรับศึกร่วมกับโจฮิว ครั้นสองฝ่ายประจันหน้ากันที่แม่น้ำแยงซี นายใหญ่แซ่ซุนซึ่งเคยแพ้เตียวเลี้ยวมาหลายครั้งหลายหนถึงกับกล่าวว่า ...

“แม้มันจะป่วย ก็คงหยุดมันยาก พวกเราต้องระวังให้ดี”

และแม้จะไม่ได้รบกับซุนกวนอีก แต่เตียวเลี้ยวก็สามารถนำทัพเอาชนะลิห้อมแห่งกังตั๋งได้ในปีเดียวกันนั้น ซึ่งถือเป็นชัยชนะเหนือง่อก๊กรอบที่สาม

อาจกล่าวได้ว่านายพลเตียว “ทำแฮตทริก” ชนะง่อก๊กได้ถึงสามครั้ง ซึ่งคงมีนายทหารน้อยคนในแผ่นดินที่จะทำได้เช่นนี้

จากนั้นไม่นาน เตียวเลี้ยวก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลง เป็นการ "ป่วยตาย" ไม่ได้โดนเกาทัณฑ์ยิงในการรบเหมือนที่วรรณกรรมเล่าไว้

เตียวเลี้ยวถือเป็นหนึ่งในยอดนายทหารยุคสามก๊กที่ไม่ได้มีดีแค่ฝีมือรบ แต่ยังเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา เขาได้รับการยกย่องจากเฉินโซ่ว ผู้บันทึกจดหมายเหตุสามก๊ก ให้เป็น “หมายเลขหนึ่ง” ในบรรดา “ห้าทหารเอกแห่งวุยก๊ก” ร่วมด้วย เตียวคับ ซิหลง งักจิ้น และ อิกิ๋ม

ด้วยความที่อยู่วุยก๊ก ซึ่งมักถูกมองเป็น “ก๊กผู้ร้าย” ทำให้เตียวเลี้ยวไม่ได้รับการยกย่องและเป็นที่จดจำของผู้อ่านวรรณกรรมมากเท่ากับทหารเอกฝ่ายจ๊กอย่าง กวนอู เตียวหุย หรือจูล่ง

ทั้งๆ ที่ “มือปราบกังตั๋ง” อย่างเขา ยิ่งใหญ่เกรียงไกรไม่แพ้นักรบคนไหนในแผ่นดินเลย



Thursday, December 13, 2012

เตียวหุย "ไม่ชั่วช้า" และ "น่ารัก" (จบ)


ดังที่ได้บอกไปในตอนที่แล้ว ว่าตัวตนที่แท้จริงของเตียวหุยถูกใส่สีตีไข่จน “เกินความจริง” ไปไม่น้อย โดยเฉพาะนิสัยมุทะลุบ้าดีเดือดของเขา

หลายท่านคงจำได้ว่า วรรณกรรมอ้างว่าเขาได้เฆี่ยนตี “ต๊กอิ้ว” ผู้ตรวจการขี้ฉ้อที่มาเรียกรับส่วยจากเล่าปี่ แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า พี่ใหญ่แซ่เล่าเป็นผู้จิกหัวไอ้แสบตกอิ๊วมาฟาดจนหลังลายด้วยมือตัวเอง

ทว่าหลอกว้านจงจงใจ “เปลี่ยนตัว” ให้เตียวหุยเป็นผู้กระทำ เพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ความเป็นคนใจเย็นสุขุมนุ่มลึกของเล่าปี่ต้องเสียไป ขณะเดียวกันก็ขับเน้นความวู่วามของเตียวหุยให้เด่นชัดขึ้น

เอาล่ะ... ทีนี้ขอเล่าเหตุการณ์ต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้าเลยนะครับ จะได้รู้กันว่าหลังจากเล่าปี่ยึดเกงจิ๋วเป็นฐานที่มั่นได้แล้ว เตียวหุยมีบทบาทอย่างไรต่อไป

หลังจากได้เกงจิ๋วมาครองสักระยะหนึ่ง เล่าปี่ได้เดินทางไปยังเสฉวนตามคำเชิญของเล่าเจี้ยง ที่ขอให้นายพลคนแซ่เดียวกันมาช่วยป้องกันเมืองจากเตียวล่อเจ้าเมืองฮันต๋ง (แต่ในใจเล่าปี่นั้นอยากได้เสฉวนใจจะขาดอยู่แล้ว) โดยเล่าปี่มอบหมายให้เตียวหุยและกวนอูอยู่ดูแลเกงจิ๋ว ภายใต้การควบคุมของกุนซือขงเบ้ง

ฝ่ายกังตั๋งเห็นเล่าปี่ไม่อยู่ จึงส่งทหารข้ามน้ำมาหลอกซุนฮูหยิน น้องสาวซุนกวน ซึ่งเป็นเมียเล่าปี่ว่าแม่ป่วยหนัก ใกล้จะสิ้นใจ ก่อนบอกให้ซุนฮูหยินอุ้มอาเต๊าขึ้นเรือมุ่งหน้ากลับไปกังตั๋ง เพื่อจะเอาทารกน้อยไว้ต่อรองขอคืนเกงจิ๋วจากพระเจ้าอาคนดัง เคราะห์ดีที่เตียวหุยและจูล่งรีบออกเรือตามไปและชิงเอาตัวนายน้อยกลับมาได้

อาจกล่าวได้ว่าผลงานของเตียวหุยที่ร่วมด้วยช่วยกันกับจูล่งในครั้งนี้ แม้ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนวีรกรรมที่เตียงปันเกี้ยว แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นการไปแย่งตัวว่าที่ฮ่องเต้กลับมาได้อย่างปลอดภัย

พอเล่าปี่เปิดศึกกับเล่าเจี้ยงเต็มตัว เตียวหุยจึงถูกเรียกตัวขึ้นไปช่วยตีเสฉวน โดยเขาทำศึกอย่างชาญฉลาด ตีหัวเมืองรายทางแตกพ่ายในเวลาอันรวดเร็ว ช่วยให้เล่าปี่ยึดเสฉวนได้ไวเกินคาด

ครั้นเล่าปี่ได้เสฉวนแล้ว เตียวหุยได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในห้าทหารเสือร่วมกับ กวนอู จูล่ง ฮองตง และ ม้าเฉียว โดยตัวเขาได้กินเมืองลองจิ๋ว หรือเมืองปาเส

เมื่อเล่าปี่บุกไปตีเมืองฮันต๋งของโจโฉ เตียวหุยได้ใช้กลศึกเอาชนะเตียวคับ ทหารเอกของโจโฉได้หลายต่อหลายครั้ง ช่วยให้เล่าปี่ยึดฮันต๋งจากโจโฉได้ กลายเป็นหนึ่งในสามก๊กที่เข้มแข็งไม่แพ้โจโฉและซุนกวน ซึ่งต้องยอมรับว่าเตียวหุยมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง

ถึงเวลานี้ แทบทุกคนต่างยอมรับในฝีมือของเตียวหุยว่าเขาไม่ใช่ขุนศึกบ้าดีเดือด มีแต่พละกำลังแต่ไร้สติปัญญาอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นยอดแม่ทัพที่ครบเครื่อง แม้ยอดกุนซืออย่างขงเบ้งยังยอมรับและชื่นชมในพัฒนาการดังกล่าว

แต่แล้ว เวลาของเตียวหุยก็หมดลง

หลังจากกวนอูเสียเมืองเกงจิ๋วและถูกซุนกวนประหารชีวิต เล่าปี่ได้ยกพลมหึมาเตรียมไปตีกังตั๋งเพื่อล้างแค้นให้น้องชาย เตียวหุยจึงขอเป็นทัพหน้าเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จ ทว่าตัวเขาเองกลับจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ โดยถูก ฮอมเกียง และ เตียวตัด ทหารใต้บังคับบัญชาลอบฆ่าตายขณะเมาหลับอยู่ แล้วตัดเอาหัวไปสวามิภักดิ์ต่อซุนกวน ดังที่ผู้อ่านวรรณกรรมสามก๊กทราบกันดี

โดยสรุปแล้ว หากศึกษาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์จากจดหมายเหตุสามก๊กจะพบว่า เตียวหุยตัวจริงถือเป็นนักรบที่ช่ำชองในการสงครามคนหนึ่ง รู้จักทำอุบายพลิกแพลงด้วยสติปัญญา มิใช่คนโง่เขลาใช้แต่อารมณ์อย่างที่คนจำนวนมากเข้าใจ

ที่สำคัญคือ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังระบุว่า เตียวหุยเป็นคนซื่อสัตย์และเมตตาต่อผู้ยากไร้อีกด้วย

สาเหตุหลักที่หลอกว้านจงพยายามสร้าง “คาแรกเตอร์” ของเตียวหุยให้โดดเด่นและขัดแย้งกับความเยือกเย็นของพี่ชายอย่างเล่าปี่และกวนอู ก็เพื่อเพิ่มสีสันให้กับวรรณกรรม จนเขากลายเป็นคน “คุณภาพแย่” หรืออาจถึงขั้น “ชั่วช้า” ในสายตาของบางคน

คนขายหมูขายเหล้ามีอันจะกินอย่างเตียวหุย ยอมทิ้งสมบัติพัสถานมาลำบากตรากตรำตลอดชีวิตเพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ใครจะว่า “ไอ้ห่าม” คนนี้ “ชั่วช้า” แต่ผมว่าเขา “น่ารัก” จะตายไปครับ

Saturday, December 8, 2012

เตียวหุย "ไม่ชั่วช้า" และ "น่ารัก" (๑)



เป็นชาวเมืองตุ้นกวน ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอเป่ย สูงแปดฟุต ศีรษะคล้ายเสือดาว ตากลมใหญ่ คางเหมือนนกนางแอ่น หนวดเหมือนเสือโคร่ง เสียงดังฟ้าลั่น มีกำลังวังชาราวม้าห้อตะบึง จิตใจรุนแรงราวไฟ มีศีลสัตย์หนักแน่นราวภูเขา เคารพผู้มีคุณธรรม เมตตาต่อผู้ยาก มีอาชีพขายสุราและฆ่าหมูขาย ถือทวนยาวสิบฟุตเศษเป็นอาวุธ สาบานเป็นพี่น้องกับ เล่าปี่ และ กวนอู โดยเตียวหุยอายุน้อยสุดจึงเป็นน้องเล็ก

เตียวหุยสร้างชื่อครั้งแรกร่วมกับพี่ชายร่วมสาบานทั้งสองด้วยการปราบขบถโพกผ้าเหลือง แต่ด้วยความใจร้อนวู่วาม ชอบดื่มสุราจนขาดสติ เมื่อเมาแล้วก็มักโบยตีทหารตามอำเภอใจ ทำให้เล่าปี่ต้องเสียการใหญ่หลายครั้ง

ความผิดครั้งใหญ่ในชีวิตของเตียวหุย คือตอนที่เล่าปี่ใช้ให้เขาอยู่เฝ้าเมืองชีจิ๋ว ระหว่างที่ตัวเล่าปี่และกวนอูไปตีเมืองลำหยงของอ้วนสุดตามราชโองการที่โจโฉเป็นคนให้ออก แต่แล้วเตียวหุยกลับกินเหล้าเมา แล้วไปเฆี่ยนตี โจป้า ซึ่งเป็นพ่อตาของลิโป้ เหตุเพราะโจป้าไม่ยอมร่วมดื่มเหล้ากับเขา

วรรณกรรมบรรยายว่า โจป้าโกรธมากที่โดนเตียวหุยทำร้ายให้ต้องอับอาย จึงแอบส่งข่าวให้ลิโป้มายึดเมืองชีจิ๋ว โดยตัวเขาเป็นผู้เปิดประตูให้ลิโป้เข้าเมือง ส่วนตัวเตียวหุยกำลังเมาสุรา เหลือกำลังจะต้านทาน จึงควบม้าซมซานหนีไปหาเล่าปี่ ทิ้งไพร่พลและครอบครัวของเล่าปี่ไว้ในเมือง โดยก่อนไปได้แทงโจป้าตกม้าตายด้วย สุดท้ายเล่าปี่ก็เสียเมืองชีจิ๋วและตกที่นั่งลำบากอีกครั้ง

เรื่องราวตอนนี้ มีความผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงจากจดหมายเหตุสามก๊กอยู่ไม่น้อย

จดหมายเหตุสามก๊กชำระโดยเผยซ่งจื่อระบุว่า เตียวหุยกับโจป้า "ไม่ถูกกัน" เตียวหุยจึงฆ่าโจป้าตาย แต่ไม่มีเรื่องของการกินเหล้าจนเกิดการโบยตีกันแต่อย่างใด และโจป้าก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับลิโป้เลย

การตายของโจป้าทำให้เกิดการจลาจลในเมือง สวีต้านทหารลูกน้องของเล่าปี่จึงเขียนจดหมายไปบอกลิโป้ โดยสวีต้านเป็นคนเปิดประตูให้ลิโป้เข้าเมือง ไม่ใช่โจป้าเปิด เพราะตอนนั้นโจป้าตายไปแล้ว (บ้างก็บอกว่าผู้เขียนจดหมายไปบอกลิโป้คืออ้วนสุด ก็ไม่ทราบว่าอ้วนสุดซึ่งไม่ได้อยู่ในชีจิ๋วจะทราบข่าวก่อนได้อย่างไร)

อย่างไรก็ตาม เนื้อความอีกตอนหนึ่งในจดหมายเหตุสามก๊กของเผยซ่งจื่อกลับระบุไว้ขัดแย้งกันเองว่า เตียวหุยพยายามฆ่าโจป้า โจป้าจึงส่งสารให้ลิโป้มายึดเมืองและเป็นคนเปิดประตูเมืองให้ลิโป้ด้วยตนเอง ซึ่งความจริงเวอร์ชั่นนี้ถือได้ว่าสอดคล้องกับวรรณกรรมมากที่สุด

ทว่าเนื้อความจากจดหมายเหตุสามก๊กฉบับดั้งเดิมโดยเฉินโซ่วกลับระบุไว้อีกทางหนึ่งว่า โจป้าคิดก่อกบฏต่อเตียวหุยและเป็นผู้เรียกให้ลิโป้เข้ามายึดเมือง

แม้จะมีความแตกต่างกันไป แต่จุดร่วมของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ตรงกันก็คือ โจป้าไม่ได้เป็นพ่อตาของลิโป้ และไม่ได้โดนเตียวหุยโบยเพราะไม่ยอมดื่มสุรา

ผู้แต่งวรรณกรรมจงใจแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อเน้นให้เห็นถึงนิสัยไม่ดีของเตียวหุยที่ชอบเมาอาละวาดทำร้ายผู้คน และเจตนา "โยงเรื่อง" ให้เตียวหุยกับลิโป้เป็น "คู่แค้น" กัน ยิ่งขึ้นกว่าเดิม

วีรกรรมครั้งสำคัญที่สุดของเตียวหุยคือเหตุการณ์ ณ สะพานเตียงปันเกี้ยว ที่เขาทำอุบายหลอกโจโฉว่ามีทหารซุ่มกำลังอยู่มหาศาล โดยเขาได้แผดคำรามเสียงอันดังจนโจโฉตกใจสั่งถอนทัพร้อยหมื่นหนีไป ทั้งที่จริงๆ แล้ว ขณะนั้นเตียวหุยมีไพร่พลอยู่เพียงกระหยิบมือเท่านั้น ทำให้เล่าปี่และครอบครัวเอาตัวรอดจากวิกฤตได้อย่างหวุดหวิดที่สุด

ที่น่าสนใจคือ วรรณกรรมระบุเรื่องสนุกๆ ไว้ด้วยว่า แฮหัวเจียว นายทหารของโจโฉได้ยินเสียงเตียวหุยขู่ถึงกับตกใจ หล่นลงจากหลังม้าขาดใจตายทันที แต่เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นเท่านั้น ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไม่มีระบุไว้

หลังเสร็จศึกเซ็กเพ็ก เล่าปี่ได้ยึดเกงจิ๋วไว้เป็นฐานที่มั่น โดยเตียวหุยเป็นกำลังสำคัญในการบุกตีหัวเมืองต่างๆ ช่วยให้เล่าปี่แผ่ขยายอาณาเขตได้อย่างกว้างขวาง

วีรกรรมของเตียวหุยยังมีอีกมากมาย ในตอนหน้าจะมาเล่าถึง "เรื่องจริง" ของเตียวหุยให้ฟังต่อ แล้วท่านจะรู้ว่า ทหารบ้าผู้นี้ นอกจากจะไม่ชั่วช้าแล้ว ยังมีความน่ารักแฝงไว้ไม่น้อย อย่าลืมติดตามกันครับ


Monday, December 3, 2012

เสียงสะท้อน ต่อ "เกียงอุยสีเทา"

หลังจากผมได้นำเสนอบทความ "เกียงอุย วีรบุรุษสีเทา" ปรากฏว่าเสียงตอบรับแรงมากครับ มีทั้งชอบและไม่ชอบ คนที่ไม่ชอบส่วนใหญ่จะเป็นน้องๆ แฟนคลับเกียงอุยที่มีอยู่ไม่ใช่น้อย ซึ่งผมก็ยินดีรับฟังทุกความเห็น

ในบรรดาคอมเม้นท์ที่หลั่งไหลกันเข้ามา มีคอมเม้นท์จากบุรุษผู้หนึ่งซึ่งไม่ใช่ใครอื่นไกล คุ้นเคยกับผมดีอยู่แล้ว คือน้องบิ๊ก สรรเสริญ แห่ง Samkokview.com ซึ่งเป็นคนหนุ่มที่ผมชอบเสวนาเรื่องสามก๊กด้วย และยอมรับในความ "รู้ลึก-รู้จริง" ของเขา

ลองอ่านดูนะครับ เป็นการมองเกียงอุยอย่างเป็นระบบ หลักแน่น จนต้องถ่ายทอดไว้ให้เห็นกันชัดๆ อีกครั้ง ณ ที่นี้

ชัชวนันท์ สามก๊ก

.....................................


เสียงสะท้อน ต่อ "เกียงอุยสีเทา"



โดย น้องบิ๊ก @ SAMKOKVIEW.COM


การที่เกียงอุยออกรบจนกำลังป้องกันทั้งก๊กเหลือแค่ไม่ถึงหนึ่งแสนนาย อย่างไรเสียก็หนีความรับผิดชอบตรงนี้ไม่พ้นครับ

ผมยังมองว่าความอ่อนแอของพระเจ้าเล่าเสี้ยนมิใช่ "ผลโดยตรง" ของการล่มสลายของรัฐสู่ แต่เป็นที่นโยบายการทหารที่ผิดพลาด นั่นจึงตรงประเด็นที่สุด

วรรณกรรมสามก๊กกล่าวอีกด้วยว่า อาเต๊าถอนทหารที่อิมเป๋ง ทว่าประวัติศาสตร์มิใช่ระบุไว้เช่นนั้น ดังนี้ความรับผิดชอบโดยตรงจึงตกแก่แม่ทัพใหญ่ซึ่งก็คือเกียงอุยในขณะนั้น ที่ถอนกำลังป้องกันจุดยุทธศาสตร์จนฝ่ายตรงข้ามลัดทางมาตีเมืองหลวงได้

ขอถามว่าตั้งแต่อดีตกาลจวบปัจจุบันมีแม่ทัพใหญ่ที่เลินเล่อถึงเพียงนี้ได้สักกี่คน?

อีกประการที่อาเต๊ายอมจำนนในสภาพนั้นก็มิใช่โง่เง่าอย่างไรเลย เพราะโดยสภาพเกียงอุยไม่มีทางยกกลับมาช่วยได้เด็ดขาด หากเกียงอุยถอนทหารกลับมาช่วย จงโฮยสามารถไล่ตีจนล่มสลายทั้งกองทัพได้ทันที และหากตั้งยันกันต่อไปก็ไม่มีวี่แววว่าเกียงอุยจะชนะได้เลย

อย่าลืมว่านับจาก Portfolio แล้วจงโฮยมีผลงานการรบเหนือกว่าเกียงอุยอีกนะครับ !!

ยิ่งหากวิจารณ์ข้อผิดพลาดทางยุทธการบุกเหนือทั้ง 9 ครั้งแล้วสงสัยมีร่ายยาวได้หลายหน้า ขอข้ามดีกว่า

ในส่วนของ "เจตนา" ผมไม่ก้าวล่วงวิจารณ์เพราะในทางเอกสารหาข้อยืนยันเช่นนั้นไม่ได้

คารวะพี่อาร์ทที่ "กล้า" เขียนบทความหักล้างความเชื่อเกี่ยวกับเกียงอุยครับ

ด้วยความที่เขาเป็น "แม่ทัพ" สายบู๊แล้วมีระดับสติปัญญาพอสมควร นักอ่านวรรณกรรมสามก๊กหลาย ๆ ท่านจึงวาดภาพเขาเป็น "พระเอก" ในช่วงตอนท้ายแทนการขาดหายไปของวีรบุรุษรุ่นเก่าโดยปริยาย

วรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เป็นเอกสารที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผู้อ่านจำเป็นต้องทำความเข้าใจส่วนนี้เสียก่อน ในการอ่านงานเขียนทางประวัติศาสตร์จึงต้อง "ละวาง" มโนภาพที่เกิดจากวรรณคดี แล้วว่ากันด้วยหลักฐานข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์จึงจะเกิดประโยชน์แตกฉานงอกงามขึ้น

เกี่ยวกับบทความชิ้นนี้เป็นตั้งสมมติฐานความเป็นไปได้ในเรื่องราวที่เป็นช่องว่างทางประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้ประพันธ์มีอิสระที่จะทำเช่นนั้นตราบเท่าที่มีหลักฐานข้อเท็จจริงชี้ช่องสนับสนุนสมมติฐานนั้น ๆ เพียงพอ

เรื่องเกียงอุยเข้าร่วมกับจงโฮย หากพิจารณา factor อื่น ๆ จะเห็นได้ว่าเขาเป็นแม่ทัพใหญ่นำทัพบุกวุยถึงเก้าครั้ง หากถูกคุมตัวกลับวุยก๊กมีหนทางตายมากกว่ารอด ตกอับมากกว่ารุ่งเรืองแน่นอน เพราะตั้งแต่ยุคสุมาสูล่วงมาถึงสุมาเจียวครองอำนาจ สองพี่น้องปฏิบัติต่อศัตรูอย่างโหดร้ายมาก ๆ ผู้ที่กล้าก่อความไม่สงบมีแต่หนทางตายตั้งตระกูลสายเดียว

กรณีเกียงอุยหากไม่ตายก็ยากจะรุ่งครับ ข้ออ้างประหารเกียงอุยมีอาทิ ทรยศนายยอมอ่อนน้อมต่อศัตรู ความผิดฐานยกทัพบุก 9 ครั้งส่งผลเสียหายต่อรัฐเว่ย

ยิ่งกว่านั้น เกียงอุยยังมีความผิดเดิมอีกที่ทรยศวุยหันเข้าจ๊ก... สุมาเจียวก็ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องไว้หน้าเกียงอุยด้วย เพราะขนาดรัชทายาทของเล่าเสี้ยนยังถูกฆ่าตายในเหตุการณ์ชุลมุนตอนเสียก๊ก นับประสาอะไรกับเกียงอุยที่เป็นแม่ทัพพ่ายศึก

พิจารณาทั้งหมดแล้วเกียงอุยมีหนทางตายมากกว่ารอด การที่เกียงอุยเข้ากับจงโฮยจึงมีประโยชน์แก่ตนอย่างน้อย ๆ ก็ขอให้จงโฮยช่วยพูดจาให้ ตนก็อาจรอดจากโทษได้ เพราะอย่าลืมว่าจงโฮยเป็นคนสนิทของสุมาเจียวมีอำนาจใหญ่พอจะคุมทัพเข้าตีรัฐอื่น แต่เหตุการณ์กลับเลยเถิดไปไกลอย่างที่เราท่านทราบกัน สุดท้ายจึงกลายเป็นตายยกโขยง

นี่ก็เป็นแค่สมมติฐานหนึ่งของผมที่ไม่อาจหาหลักฐานมาชี้ตรง ๆ ว่าเป็นเช่นนั้นแน่นอน อาศัยการตีความพฤติการณ์แวดล้อมเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดอาจจะจริงหรือไม่ก็ได้เพราะเหตุการณ์ตรงนี้ยังเป็นช่องโหว่

เช่นเดียวกับบทความของพี่อาร์ทชิ้นนี้ที่ตั้งสมมติฐานขึ้นมาให้ผู้อ่านลองตั้งข้อสังเกตและศึกษาต่อยอดกันอีกที ซึ่งสมมติฐานก็เป็นปัญหาปลายเปิดและไม่อาจหาข้อสรุปได้แน่ชัด (เพราะเหตุการณ์เช่นว่ามิได้เกิดขึ้นในทางประวัติศาสตร์) เปิดช่องให้ผู้อ่านลองพิจารณาความเป็นไปได้เท่านั้นครับ

ขออภัยที่คราวนี้มาซะยาวครับ ตั้งแต่ทำ samkokview ก็มีแต่เขียนให้คนอ่าน ห่างหายจากการเสวนากับผู้รู้ไปนานพอสมควรเลยครับ อารมณ์เก่า ๆ เลยกลับมาคราวนี้

ขอแสดงความนับถือ

Wednesday, November 28, 2012

เกียงอุย "วีรบุรุษสีเทา"


เกียงอุย เป็นชาวเมืองเทียนซุย ปัจจุบันอยู่ในมณฑลกานซู หน้าตาดี สติปัญญาเยี่ยมยอด ช่ำชองในพิชัยสงคราม บิดาของเขาเป็นเจ้าหน้าที่อำเภอ ถูกฆ่าตายโดยกลุ่มกบฏที่ก่อการในเมืองเทียนซุย จึงเหลือเขาอยู่กับแม่แค่สองคน

หลังจากพ่อตาย เกียงอุยได้เข้ารับราชการในตำแหน่งที่ปรึกษาทางทหารของเมืองเทียนซุย ซึ่งมี ม้าจุ้น เป็นเจ้าเมือง เมื่อ ขงเบ้ง ยกทัพบุกเหนือครั้งแรก เกียงอุยได้มีโอกาสนำทัพออกรับศึก และสามารถซ้อนกลจนขงเบ้งเสียท่า

จูกัดขงเบ้งประทับใจมากที่ได้เจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ จึงวางแผนเอาตัวเกียงอุยมาเป็นพวก โดยทำอุบายให้ม้าจุ้นระแวงว่าเกียงอุยจะแปรพักตร์ไปอยู่กับฝ่ายจ๊ก จนม้าจุ้นปิดประตูไม่ให้เกียงอุยเข้าเมือง

เกียงอุยตกที่นั่งลำบาก ไม่รู้จะทำเช่นไร ประกอบกับขงเบ้งผู้มีจิตวิทยาเยี่ยมยอด ได้ไปคารวะแม่ของเกียงอุย โดยขอให้นางช่วยเกลี้ยกล่อมลูกชายมาเข้าเป็นพวก เพราะรู้ว่าขุนทหารผู้นี้เป็นลูกกตัญญู ถ้าแม่พูดต้องเชื่อแน่ และการณ์ก็เป็นไปตามนั้น เพียงเจอหน้าแม่ ได้พูดกันไม่กี่คำ เกียงอุยก็ยอมย้ายข้างมาอยู่กับขงเบ้ง

ขงเบ้งรักเกียงอุยมาก ถ่ายทอดสรรพวิชาทั้งหมดให้ เขาออกศึกกับขงเบ้งหลายครั้งจนช่ำชอง อีกทั้งก่อนขงเบ้งตายยังสั่งเสียให้เกียงอุยสืบสานภารกิจต่อด้วย

ต่อมา เกียงอุยได้เป็นนายทหารใหญ่ และเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหมของแคว้นจ๊ก เขาพยายามสืบทอดปณิธานของอาจารย์ ด้วยการนำทัพบุกวุยก๊กต่อเนื่องถึง 9 ครั้ง แต่ก็ยังไม่สำเร็จอยู่นั่นเอง ส่วนหนึ่งเพราะเจอกับคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง เตงงาย แม่ทัพหนุ่มแห่งวุยก๊ก ซึ่งฝีมือสูสีกันมาก

การบุกเหนือถึง 9 ครั้ง ทำให้เกียงอุยถูกขุนนางจ๊กส่วนใหญ่ตำหนิว่าเป็นคน "ดื้อรั้นดันทุรัง" ทำสงครามไม่รู้จักเลิกรา ส่งผลให้ราษฎรไม่เคยได้อยู่เป็นสุข ประเทศชาติต้องสูญสิ้นทรัพยากรมากมายเกินประมาณ

เลียวฮัว ขุนทหารเฒ่าอดีตมือขวากวนอูซึ่งรับใช้จ๊กก๊กมาอย่างยาวนานถึงกับวิพากษ์เกียงอุยโดยเปรียบเปรยว่า "คนที่ละวางอาวุธไม่เป็น สุดท้ายจักต้องถูกไฟแผดเผา"

ความหมายของเลียวฮัวก็คือ สติปัญญาของเกียงอุยสู้ฝ่ายวุยไม่ได้ กำลังทหารก็มีน้อยกว่า แล้วยังจะบุกไปรุกรานเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายโดยแท้ 


เวลาผ่านไป นอกจากจะยึดวุยก๊กไม่สำเร็จ (ที่จริงคือทำไม่ได้แม้แต่จะใกล้เคียง) แล้ว จ๊กก๊กยังอ่อนแอลงเรื่อยๆ จากปัญหาการเมืองภายใน อันเกิดจากความอ่อนแอของพระเจ้าเล่าเสี้ยน

สุมาเจียว ผู้มากบารมีของก๊กวุยจับตาดูอยู่ตลอด พอสบโอกาสที่จ๊กอ่อนแอเต็มที่ จึงส่งกองทัพบุกเสฉวนถึงสองทาง ทางหนึ่งนำโดย เตงงาย คู่ปรับตัวฉกาจของเกียงอุย อีกทางนำโดย จงโฮย นายทหารใหญ่ แต่ เตงงาย เลือกเดินทัพไปตามทางลัดอิมเป๋ง และยึดเมืองเซงโต๋ได้ก่อน

ฝ่ายเกียงอุยตั้งทัพรออยู่ที่ด่านเกียมโก๊ะ ซึ่งเป็นทางหลักที่จงโฮยจะผ่านมา ทว่าเขาได้รับคำสั่งจากส่วนกลางให้ยอมแพ้ต่อทัพของจงโฮย ตัวเกียงอุยนั้นพร้อมจะสู้อยู่แล้ว พอรู้คำสั่งก็แค้นใจแทบจะบ้าตาย ร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเลี่ยงไม่ได้ เกียงอุยจึงคิดแผนตลบหลัง โดยทำทีผูกมิตรกับจงโฮยไว้ ก่อนจะยุให้แม่ทัพวุยผู้นี้ตั้งตนเป็นใหญ่เสียเอง เพื่อยืมมือจงโฮยกำจัดสุมาเจียว แต่ในใจเกียงอุยคิดว่าจะหาช่องทางยกพระเจ้าเล่าเสี้ยนขึ้นเป็นใหญ่อีกครั้งให้ได้

ประเด็นนี้ ผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊กพยายามนำเสนอเจตนาของเกียงอุยว่า เขายุให้จงโฮยก่อกบฏเพื่อหวังตลบหลังเอาอำนาจถวายคืนแด่พระเจ้าเล่าเสี้ยน แต่ในจดหมายเหตุมิได้มีหลักฐานชี้ชัดเช่นนั้นเลย !!

วรรณกรรมเล่าต่อไปว่า จงโฮยเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงอยู่แล้ว เมื่อได้รับคำแนะนำที่โดนใจยิ่งจึงทำตาม ประกาศปลดแอกตนเองจากราชวงศ์วุย ก่อนจะจับขุนนางวุยที่มาด้วยกันไปขังไว้ และบังคับให้ยินยอม ทว่าขุนนางที่ตามมาด้วยกันไม่มีใครเอาด้วยเพราะเป็นห่วงลูกเมียที่อยู่ที่ลกเอี๋ยง

สุดท้าย สุมาเจียว ทราบเรื่อง จึงให้ อุยก๋วน นำทัพมาตามเก็บทั้ง จงโฮย และ เกียงอุย เสีย อุยก๋วน นำทหารบุกเข้าไปในเมือง รุมฆ่าจงโฮยตายคาที่ ส่วนเกียงอุยเข้าตาจน จึงชักกระบี่ออกมาเชือดคอตัวเองตาย

นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่วรรณกรรมแต่งเติมขึ้นมา เพราะจดหมายเหตุสามก๊กระบุแค่ว่า จงโฮยและเกียงอุยถูกทหารวุยบุกเข้ามาฆ่าตาย ไม่ได้มีตรงไหนเลยที่บอกว่าเกียงอุย "เชือดคอตัวเอง" และ "ตายเท่" ขนาดนั้น

วรรณกรรมยังบอกด้วยว่า ทหารวุยเอากระบี่ผ่าอกเกียงอุยด้วยความแค้น สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า "พบตับคับหัวอกอยู่ ดีนั้นใหญ่เท่าไข่ห่าน" โอ้โฮ ..ว่าไปนั่น

แม้หลอกว้านจงจะบรรยายความราวกับเกียงอุยเป็นวีรบุรุษที่เหี้ยมหาญภักดีจนวันตาย แต่หากมองอีกมุมหนึ่งก็อาจมองได้ว่า การยุให้ศัตรู (คือจงโฮย) "ทรยศนาย" เขาคิดทะเยอทะยานหวังผลว่าตนจะได้เป็นใหญ่ด้วย ...ใช่หรือไม่?

ทว่าด้วยอิทธิฤทธิ์พู่กันของหลอกว้านจง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกียงอุยทำ จึงเป็นการกระทำเพื่อพระเจ้าเล่าเสี้ยน โดยไม่ต้องมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์รองรับ

เรียกได้ว่าชุบตัวเสียสะอาด เอา "สีขาว" ทาทับ  "สีเทา"  กันแบบเนียนๆ เลย 

Monday, November 19, 2012

เตงงาย เด็กเลี้ยงวัวตะกายฝัน


เตงงายเป็นทหารเอกแห่งวุยก๊ก เกิดที่เมืองจี๋หยาง ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอหนาน อุปนิสัยทะเยอะทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง พ่อตายตั้งแต่เล็ก จึงย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่เมืองยีหลำในเกงจิ๋ว ซึ่งเป็นช่วงที่โจโฉเพิ่งเข้ายึดครองเกงจิ๋วได้ไม่นาน

จดหมายเหตุสามก๊กระบุว่า สมัยเด็ก เตงงายมีอาการ “พูดติดอ่าง” จึงถูกผู้ใหญ่ใช้ให้ไปเป็น “เด็กเลี้ยงวัว” ซึ่งเป็นงานที่ต่ำต้อย แม้กระนั้น เขาก็ยังฉายแววของความเป็นยอดนักการทหารออกมา

เชื่อไหมครับว่า เมื่อเตงงายต้อนวัวไปในหุบเขาหรือภูมิประเทศในลักษณะต่างๆ เขามักใช้จินตนาการว่าถ้าตัวเองได้เป็นแม่ทัพจะตั้งค่ายไว้ตรงนั้น เก็บเสบียงไว้ตรงนี้ จนเพื่อนๆ เยาะเย้ยหาว่าชอบเพ้อฝันไร้สาระ

เมื่อโตขึ้น เตงงายได้เข้ารับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการชั้นผู้น้อย อยู่มาวันหนึ่ง เขานำบัญชีรายรับรายจ่ายมาส่งให้ทางการ และได้พบกับสุมาอี้ ราชครูแห่งวุยก๊ก สุมาอี้เห็นแววของเตงงาย จึงดึงตัวมาทำงานด้วย

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เตงงายคุยกับสุมาอี้ และได้เรียกชื่อตัวเองเป็น “เตง เอง เอง เอง งาย” อันเกิดจากอาการติดอ่างที่ติดตัวมาตั้งแต่เล็ก สุมาอี้จึงแซวว่า “ตกลงเตงงายมีกี่คนกันแน่”

เตงงายจึงตอบว่า “เวลาเราอุทานว่า ดูพญาหงส์ตัวนั้นสิ! ดูพญาหงส์ตัวนั้นสิ! นั่นก็ยังมีหงส์เพียงตัวเดียวมิใช่หรือ” คำตอบนี้ทำให้สุมาอี้ชื่นชมในไหวพริบของเตงงายเป็นอย่างมาก

เมื่อเกียงอุยนำทัพมาบุกวุยก๊กเป็นครั้งที่สาม สุมาเจียวได้ให้นายทหารหลายคนช่วยกันรับมือแต่ก็ยังไม่สามารถต้านทานเกียงอุยได้จนไพร่พลถูกฆ่าตายไปมากมาย ทัพวุยจึงต้องถอยไปตั้งรับที่เมืองเต๊กโตเสีย สุมาเจียวจึงให้เตงงาย นายทหารดาวรุ่ง ยกทัพมาช่วยป้องกันเมือง

ปรากฏว่า เพียงเตงงายเข้าบัญชาการรบ ทัพวุยที่ตกเป็นฝ่ายตั้งรับมาตลอดก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยเตงงายได้ทำกลศึกหลายประการหลอกล่อจนเกียงอุยต้องล่าถอยกลับเมืองเสฉวนไป

เกียงอุยเจอคู่ปรับที่ฝีมือสูสีกันเป็นครั้งแรกก็ถึงกับเปรยว่า เตงงายนี้สติปัญญาราวกับกุนซือขงเบ้งเลยทีเดียว ฝ่าย ต้านท่าย นายทหารวุยก๊กชื่นชมในความสามารถของเตงงายมาก จึงขอสาบานเป็นพี่น้องด้วย เตงงายซึ้งใจที่ขุนนางอาวุโสเห็นคุณค่าของตนจึงตอบรับด้วยความยินดี

หลังจากนั้น เกียงอุยได้ยกทัพมาบุกเหนืออีกหลายต่อหลายครั้ง แต่แทบทุกครั้งก็ถูกเตงงายป้องกันเอาไว้ได้หมด จึงถือเป็นคู่ต่อกรที่สูสีน่าดูชมที่สุดคู่หนึ่งในยุคสามอาณาจักร สุดท้าย จ๊กก๊กเริ่มเกิดปัญหาภายในเนื่องจาก พระเจ้าเล่าเสี้ยน เอาแต่เชื่อฟังคำขันที เสพย์สุราเคล้านารีมิได้ขาด

สุมาเจียวเห็นจ๊กก๊กอ่อนแอลงทุกวันจึงเป็นฝ่ายนำทัพมาบุกเสฉวนบ้าง โดยได้ส่งเตงงายมาตีจ๊กก๊กพร้อมกับคู่อริของเขาคือ จงโฮย โดยจงโฮยได้นำทหารสิบหมื่นเดินทัพไปตามทางหลัก ผ่านไปทางด่านเกียมโก๊ะ ส่วนเตงงายนำทหารลัดเลาะไปตามทางลัดอิมเป๋ง ผ่านเส้นทางทรหดรายล้อมไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อน

ในที่สุด เตงงายซึ่งเดินทัพลำบากกว่ามากสามารถเข้าถึงเมืองเซงโต๋ได้ก่อน โดย พระเจ้าเล่าเสี้ยน ยอมสวามิภักดิ์อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน แม้แต่จงโฮยซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตของเขาก็ยังนึกไม่ถึง

แต่แล้ว เตงงายมัวแต่จัดการกิจการงานภายในเสฉวนให้เรียบร้อย ไม่ยอมรีบยกทัพกลับราชธานีลกเอี๋ยงตามคำสั่งของสุมาเจียว สุมาเจียวจึงเริ่มระแวงว่าเตงงายกำเริบจะตั้งตัวเป็นใหญ่

ในขณะที่ทางฝ่ายของจงโฮย เมื่อทราบว่าคู่อริของตนยึดเซงโต๋ได้ และทราบว่าสุมาเจียวระแวงเตงงายอยู่แล้ว เขาจึงหาเรื่องจะกำจัดเตงงายเสีย

จงโฮยจึงส่ง อุยก๋วน นายทหารในทัพไปจัดการกับเตงงายที่อยู่ ณ เมืองกิมก๊ก อุยก๋วนฉวยโอกาสที่เตงงายหลับพักผ่อนประกาศกับทหารในเมืองว่าเตงงายเป็นกบฏ ไพร่พลจำนวนมากกลัวถูกข้อหากบฏไปด้วยจึงตีจากเตงงายมาอยู่กับอุยก๋วน

อุยก๋วนได้ให้คนเข้ารุมจับเตงงายพร้อมกับ เตงต๋ง บุตรชาย ใส่เครื่องคุมขังเอาไว้ แล้วจงโฮยจึงส่งตัวกลับไปให้สุมาเจียวชำระโทษ โดยก่อนไป เกียงอุยซึ่งยอมเข้าเป็นพวกของจงโฮยได้เอาทวนเคาะหัวเยาะเย้ยเตงงายด้วย

แต่แล้ว จงโฮยกลับเป็นฝ่ายก่อกบฏเสียเอง เขาจึงถูกอุยก๋วนและนายทหารคนอื่นๆ รุมฆ่าตาย ลูกน้องของเตงงายเห็นเกิดจลาจลดังนั้นจึงร่วมกันจะไปชิงเอาตัวหัวหน้าของตนกลับคืนมา

ฝ่ายอุยก๋วนที่ทำเตงงายไว้มาก กลัวเตงงายหลุดออกมาแล้วจะมาล้างแค้นตน จึงส่ง เตนซก นายทหารคนสนิทนำกำลังไปฆ่าเตงงายและเตงต๋งเสียระหว่างทาง

วีรบุรุษผู้พิชิตเสฉวนจึงต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถกลางป่าเขา โดยไม่ได้รับผลของความชอบใหญ่หลวงที่ตัวเองได้กระทำเลย

นี่คือเรื่องราวของยอดคนอีกผู้หนึ่งในยุคสามก๊ก ที่ปรากฏตัวขึ้นในช่วงท้ายของวรรณกรรม แต่ได้สร้างสีสัน และมีบทบาทสำคัญยิ่งในการ "รวมแผ่นดิน" ทำให้ "สามก๊ก" เหลือเพียง "สอง" แม้แต่พระเจ้าแผ่นดินของอีกก๊กยังต้องสยบลงแทบเท้าเขา

เตงงาย อดีตเด็กเลี้ยงวัวแสนต่ำต้อย ทั้งชีวิตไม่เคยพบกับความสบาย อุตส่าห์ตะกายฝัน ไต่เต้าขึ้นมาจนเป็นทหารเอกแห่งแผ่นดิน ครั้นจะได้เป็นใหญ่กลับต้องพบจุดจบอย่างน่าเวทนายิ่ง ถือเป็นขุนพลผู้อาภัพโดยแท้

Saturday, October 27, 2012

"หวดเจ้ง" ยอดคนผู้โดน "ขโมยซีน"


หวดเจ้ง เกิดที่โย่วฝูเฟิงในเมืองเลียงจิ๋ว ปัจจุบันอยู่ในมณฑลกานซู่ บิดาชื่อ “ฝ่าเจิน” หรือ “หวดเจิน” เดิมที เขาเป็นขุนนางเมืองเสฉวน ลูกน้องของเล่าเจี้ยง

หวดเจ้งและเพื่อนขุนนางอีกสองคนคือเบ้งตัดและเตียวสง ได้ร่วมมือกันวางแผนโน้มน้าวให้เล่าเจี้ยงเชิญเล่าปี่เข้ามายังเอ๊กจิ๋ว โดยอ้างว่าเพื่อให้เข้ามาช่วยป้องกันเมืองจากเตียวล่อ เล่าเจี้ยงก็หลงเชื่อยอมทำตาม

ครั้นเล่าปี่มาถึงเสฉวน หวดเจ้งและเบ้งตัดรีบออกไปต้อนรับ โดยตั้งใจว่าจะช่วยเล่าปี่ยึดเสฉวนให้จงได้ เพราะเบื่อผู้นำที่ไม่เอาไหนอย่างเล่าเจี้ยง

วรรณกรรมอ้างว่า หวดเจ้งวางแผนกับบังทอง กุนซือของฝ่ายเล่าปี่ จะให้อุยเอี๋ยน (ซึ่งเป็นคนของเล่าปี่) สังหารเล่าเจี้ยงในงานเลี้ยง โดยให้ทำทีรำกระบี่เข้าไปประชิดตัวแล้วปลิดชีพเจ้าแห่งเสฉวนเสีย แต่แล้วนายทหารเสฉวนที่ภักดีต่อเล่าเจี้ยงรู้ทันจึงเข้าขัดขวาง ทั้งสองฝ่ายตะลุมบอนกันเป็นการใหญ่ เคราะห์ดีที่เล่าปี่สั่งยุติปฏิบัติการดังกล่าวไว้ได้ทันจึงไม่มีการนองเลือด

เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เพราะตัวจริงของบังทองไม่เคยวางแผนสิ้นคิด หมายสังหารเล่าเจี้ยงในงานเลี้ยง ฝ่ายหวดเจ้งเอง ไม่ว่าเขาจะ “ปันใจ” ให้เล่าปี่ขนาดไหนก็ตาม เขาก็มิเคยกระทำการอันชั่วช้าและตื้นเขิน อย่างการหลอกนายตัวเองไปให้คนอื่นฆ่าซึ่งๆ หน้าแต่อย่างใด

นี่จึงเป็นการสร้างเรื่องราวขึ้นมาเองของหลอกว้านจง ผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊ก อันกลายเป็นตราบาปประทับไว้บนชื่อของสองยอดคนอย่างหวดเจ้งและบังทองโดยไม่สมเหตุสมผลเลย !!

ครั้นเล่าปี่ผิดใจกับเล่าเจี้ยงและตัดสินใจบุกตีเสฉวน หวดเจ้งได้คอยชี้แจงสภาพภูมิศาสตร์จนเล่าปี่ยึดเมืองลกเสียไว้ได้ พอเล่าปี่ได้ม้าเฉียวเป็นทัพหน้าบุกไปประชิดกำแพงเมือง เล่าเจี้ยงก็ยอมสวามิภักดิ์อย่างง่ายดาย

เมื่อเล่าปี่ถึงฝั่งฝัน ได้ครองเสฉวน จึงปูนบำเหน็จ แต่งตั้งให้หวดเจ้งเป็น "ผู้ว่าราชการของแคว้นปาจ๊ก" ตอบแทนที่เขาช่วยปูพรมแดงให้ตนบุกป่าฝ่าเขาหลายร้อยลูกมานั่งเป็นเจ้าแห่งแคว้นยักษ์แห่งนี้


ใน ค.ศ. 217 โจโฉบุกเข้ายึดเมืองฮันต๋งจากเตียวล่อได้ อันถือเป็นภัยคุกคามต่อเสฉวนซึ่งมีพรมแดนอยู่ติดกัน เล่าปี่จึงนำทัพไปตีฮันต๋งเสียก่อนเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม

วรรณกรรมอ้างว่า หลังจากการสู้รบดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง สติปัญญาเหนือมนุษย์ของขงเบ้งทำให้ฝ่ายเล่าปี่กุมความได้เปรียบอย่างต่อเนื่อง จนโจโฉมีอันต้องพลาดท่าครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อมา ขงเบ้งได้แนะเล่าปี่ให้ตั้งหวดเจ้งเป็นปลัดทัพเดินทางไปทำศึกชิงพื้นที่เขาเตงกุนสันพร้อมกับแม่ทัพเฒ่าฮองตง

ปรากฏว่า หวดเจ้งทำหน้าที่เป็นมันสมองคอยวางกลยุทธ์ ช่วยให้ฮองตงหลอกล่อและฉวยโอกาสบุกเข้าสังหารแฮหัวเอี๋ยน แม่ทัพใหญ่ฝ่ายโจโฉถึงแก่ความตาย ยึดพื้นที่เตงกุนสันเอาไว้ได้ ปูทางให้เล่าปี่ตีเมืองฮันต๋งของโจโฉแตกในที่สุด

เมื่อได้ฮันต๋งแล้ว หวดเจ้งเป็นเสียงหลักที่สนับสนุนให้เล่าปี่ตั้งตนขึ้นเป็น “ฮันต๋งอ๋อง” ฝ่ายตัวเขาเองก็ได้รับแต่งตั้งเป็น “ราชเลขาธิการ” (ซึ่งก็คือเลขาฯ ของเล่าปี่) นอกจากนี้ เขายังแนะนำนางงอซี หญิงหม้ายรูปงามน้องสาวของงออี้ ขุนนางเสฉวน ให้เป็นภรรยาใหม่ของนาย เพื่อทดแทน ซุนฮูหยิน ที่ถูกฝ่ายกังตั๋งชิงตัวกลับไป

สองปีต่อมา หวดเจ้งก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลง

ใน ค.ศ.219 เล่าปี่ซึ่งเพิ่งตั้งตนเป็นฮ่องเต้จะกรีฑาทัพไปบุกง่อก๊กล้างแค้นให้กวนอู ขุนนางหลายคนพยายามคัดค้าน รวมทั้งคนเก่าแก่อย่างขงเบ้งและจูล่ง เพราะขณะนั้นโจผีเพิ่งถอดพระเจ้าเหี้ยนเต้ออกจากบัลลังก์ จึงควรคิดการบุกวุยก๊ก ไม่ใช่ไปตีง่อก๊ก แต่เล่าปี่ไม่ฟัง ประกาศว่าใครคัดค้านจะตัดหัวให้หมด

เชื่อไหมครับ แม้ขงเบ้งยังเอ่ยวาจาว่า หากหวดเจ้งยังมีชีวิตอยู่และได้ห้ามปราม เล่าปี่ก็คงจะเชื่อและไม่ไปทำศึกกับง่อก๊ก

คำพูดของขงเบ้งแสดงให้เห็นว่าหวดเจ้งมีอิทธิพลมากเพียงใด ถ้ายึดเอาตามคำพูดของกุนซือฮกหลงย่อมหมายความว่า ณ เวลานั้น หวดเจ้งมีอิทธิพลต่อเล่าปี่ยิ่งกว่าขงเบ้งเสียอีก!!

จากเนื้อความในวรรณกรรมที่เล่ามา ดูเหมือนว่าหวดเจ้งมีส่วนอย่างมากในการก่อร่างสร้างอำนาจของเล่าปี่ใช่ไหมครับ? แต่เชื่อไหมว่าในประวัติศาสตร์จริง เขามีบทบาทยิ่งกว่านั้นด้วยซ้ำ!!

กล่าวคือ ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ นอกจากหวดเจ้งผู้นี้จะช่วยให้เล่าปี่ได้เมืองเสฉวนแล้ว เขายังเป็นกุนซือหลักให้ทัพของเล่าปี่ในศึกฮันต๋งตั้งแต่ต้นจนจบ จนเล่าปี่รบชนะโจโฉแย่งฮันต๋งมาครองได้ ส่วนขงเบ้งนั้นมีส่วนร่วมน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลยในสงครามฮันต๋ง

ทว่าในวรรณกรรม หลอกว้านจงเพิ่ง “ส่ง” หวดเจ้งไปเป็นที่ปรึกษาของฮองตงในการชิงพื้นที่เตงกุนสัน ทั้งที่แท้จริงแล้วเขามีบทบาทมาแต่แรก เท่ากับเป็นการ “ลดบทบาท” หวดเจ้งให้เป็นเพียง “พระรอง” แล้ว “ดัน” ขงเบ้งขึ้นเป็น “พระเอก” อีกตามเคย

หวดเจ้ง จึงเป็นตัวอย่างของ “คนโชคไม่ดี” ที่ถูกหลอกว้านจง ผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊ก “ขโมยซีน” เอาผลงานชิ้นโบแดงของเขาไปมอบให้คนอื่น

ลีลาการขโมยซีนของหลอกว้านจงหาได้จบแค่นี้ไม่ เดี๋ยวตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อว่ามีใครถูกขโมยซีนแบบนี้อีกบ้าง โปรดติดตามครับ

กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง


โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

Wednesday, October 10, 2012

นายพลตาเดียว กับหัวใจอันยิ่งใหญ่


แฮหัวตุ้น (เซี่ยโหวตุ้น 夏侯惇 Xiahou Dun) เกิดที่อำเภอเจียวก๋วน เมืองไพก๊ก ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเจียงซู เมื่อทราบว่า โจโฉ ซึ่งเป็นญาติร่วมแซ่ (เดิมโจโฉแซ่ “แฮหัว”) กำลังรวบรวมไพร่พลไปปราบ ตั๋งโต๊ะ เขาจึงชวนลูกพี่ลูกน้องอีกคน คือ แฮหัวเอี๋ยน พร้อมพรรคพวกนับพันไปร่วมด้วย ก่อนจะอยู่รับใช้โจโฉจนตลอดชีวิต ฝากวีรกรรมไว้นับครั้งไม่ถ้วน

เมื่อโจโฉนำทัพตามตีตั๋งโต๊ะที่เผาเมืองลกเอี๋ยงทิ้งแล้วย้ายราชธานีหนีไปยังเมืองเตียงอัน โจโฉถูก ซีเอ๋ง ทหารของตั๋งโต๊ะซุ่มโจมตีและเกือบโดนจับตัวได้ แต่แฮหัวตุ้นได้นำทัพมาช่วยไว้ทันและฆ่าซีเอ๋งตาย ถือว่าเขาทำบุญคุณครั้งใหญ่กับโจโฉเป็นครั้งที่หนึ่ง

 แฮหัวตุ้นได้ไปรบในอีกหลายสมรภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการบุกตีเมืองชีจิ๋ว รวมทั้งรบกับ ลิโป้ โดยเมื่อโจโฉเสียทีถูกลิโป้ล่อเข้าไปในเมืองปักเอี้ยงแล้วล้อมตี แฮหัวตุ้นเป็นผู้ช่วยชีวิตโจโฉออกมาจากกองเพลิงได้อย่างหวุดหวิด  นี่จึงถือเป็นครั้งที่สองที่เขาช่วยชีวิตโจโฉ

จากนั้น เขามีส่วนสำคัญช่วยให้โจโฉเข้าอารักขาพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ โดยคุ้มกันพระองค์พ้นจากลิฉุย กุกุยกี นี่เป็นผลงานโบแดงอีกครั้งของ "อาตุ้น" ครั้นโจโฉย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองฮูโต๋ จึงเลื่อนยศให้แฮหัวตุ้นเป็น “นายพล”

จุดสำคัญของชีวิตที่ทำให้นายทหารคนกล้าผู้นี้กลายเป็นนายพลตาเดียว เกิดขึ้นขณะโจโฉยกทัพไปรบกับลิโป้ที่เมืองเสียวพ่าย โดยนายพลตุ้นนำไพร่พลห้าหมื่นไปรบกับ โกซุ่น ลูกน้องลิโป้ ทั้งคู่รบกันได้เกือบห้าสิบเพลง โกซุ่นจึงชักม้าหนี แฮหัวตุ้นก็ตามไป แต่กลับโดน โจเสง ทหารรองในทัพโกซุ่นลอบยิงเกาทัณฑ์ถูกเข้าที่ตาข้างซ้ายเจ็บปวดเป็นสาหัส

วรรณกรรมเล่าว่า แฮหัวตุ้นชักเอาลูกเกาทัณฑ์ออกมาโดยมีลูกตาตัวเองติดมาด้วย ประกาศว่า “ตาข้างนี้พ่อแม่ให้มา จะทิ้งได้อย่างไร” แล้วกลืนลูกตาลงคอไป ก่อนจะปรี่เข้าไปฆ่าโจเสงตายด้วยความแค้น เขาจึงเหลือตาข้างเดียวนับตั้งแต่นั้นมา

เรื่องนี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ แฮหัวตุ้นเสียลูกตาเพราะโดนเกาทัณฑ์ในการรบกับลิโป้จริง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้ยิงใส่เขา โดยวรรณกรรมสามก๊กสมมุติขึ้นมาเองว่าเป็น โจเสง

นอกจากนี้ เขาก็ไม่ได้ตามไปฆ่าโจเสงด้วยความโกรธ (เพราะโจเสงไม่ใช่คนยิงเกาทัณฑ์ใส่ตาเขา) และที่สำคัญคือ แฮหัวตุ้นไม่เคยกลืนลูกตาตัวเองลงท้องแต่อย่างใด วรรณกรรมเพียงเติมแต่งขึ้นมาเพื่อให้เห็นถึงความกล้าหาญของเขาเท่านั้น


เรื่องหนึ่งที่ผมชอบโดยส่วนตัว และไม่ถูกบันทึกไว้ในวรรณกรรมสามก๊กของหลอกว้านจง คือเหตุการณ์ขณะที่โจโฉขึ้นเป็น "วุยอ๋อง" ใหม่ๆ

เมื่อโจโฉเถลิงศักดิ์ขึ้นเป็นวุยอ๋อง นายทหารและขุนน้ำขุนนางคนสำคัญของเขาล้วนได้รับปูนบำเหน็จ ทั้ง "ขั้น" ทั้ง "ตำแหน่ง" จากวงศ์ "วุย" ถ้วนหน้ากัน มีแฮหัวตุ้นเพียงผู้เดียว ที่ได้รับบรรดาศักดิ์จาก "ราชวงศ์ฮั่น" โดยรับพระราชทานจากพระเจ้าเหี้ยนเต้โดยตรง

เมื่อแฮหัวตุ้นถามถึงเหตุผล ว่าเหตุใดเขาไม่ได้บำเหน็จจาก "วุย" เหมือนนายทหารคนอื่นๆ แต่ได้จาก "ฮั่น" โจโฉจึงให้คำตอบที่สุดประทับใจยิ่ง ซึ่งแสดงถึงความรักที่เขามีต่อนายพลตาเดียวผู้นี้ว่า ...

"ข้าเคยได้ยินว่า ผู้ปกครองที่ดีที่สุด ย่อมเรียนรู้จากขุนนางของเขาเหมือนนักเรียนเรียนรู้จากครู ผู้ปกครองที่ดีรองลงมา เป็นเพื่อนกับขุนนางของเขา ขุนนางคือคนผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถ แคว้นเล็กๆ อย่างแคว้นวุยของเรา ไม่มีค่าควรแก่ยอดขุนนางอย่างท่านเลย"

ไม่รู้ใครคิดอย่างไรนะครับ แต่ถ้าเป็นผม รับใช้เจ้านายด้วยความซื่อสัตย์มาตลอดชีวิต จนวันหนึ่งได้ยินนายพูดกับเราอย่างนี้ มีหวังร้องไห้น้ำตานองหน้าด้วยความซาบซึ้งแน่นอน !!

แม้กระนั้น ด้วยความรักและภักดี แฮหัวตุ้นยืนกรานว่าเขาต้องการรับบรรดาศักดิ์จากวุย อันเป็นสิ่งที่แม้เกียรติยศจากพระหัตถ์ของพระเจ้าแผ่นดินก็ทดแทนไม่ได้ สุดท้าย โจโฉปฏิเสธไม่ได้จึงต้องยอมตามนั้น

ที่สำคัญ เรื่องนี้บันทึกไว้โดย เผยซ่งจื่อ ซึ่งเป็นคนชำระประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก จึงน่าเชื่อถือได้ว่า "เกิดขึ้นจริง" ไม่ใช่วรรณกรรมที่เขียนอวยโดยหลอกว้านจงนะครับ

ก่อนจบ ผมขอฝากอะไรไว้นิดหนึ่ง หลายท่านคงจำได้ว่า ตามวรรณกรรมสามก๊ก ขงเบ้งได้พูดเมื่อครั้งเห็นอุยกายยอมให้จิวยี่โบยก่อนศึกเซ็กเพ็กว่า "กังตั๋งมียอดทหารเช่นนี้ ทัพเรือโจโฉจะไม่แตกได้อย่างไร"

ผมจึงขอเอา "เรื่องจริง" เสนอกลับเป็นคำพูดบ้างว่า "แล้วในเมื่อโจโฉมียอดนายทหารเช่นนี้ วุยก๊กจะไม่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร"

นี่คือเรื่องราวของหัวใจอันยิ่งใหญ่ ที่นายกับลูกน้องคู่หนึ่งมีให้แก่กันและกัน ซึ่งผมมองว่าน่าประทับใจสุดจะบรรยายครับ !!

Tuesday, September 25, 2012

มิวสิควีดีโอ The Assassins (โจโฉ)



พรุ่งนี้จะได้ไปดูเป็นรอบแรกๆ ของโลกเลยครับ แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะ :)

Monday, September 10, 2012

เยี่ยมร้านช็อคโกแล็ตในฝัน


ผมเพิ่งกลับจากฮ่องกงครับ ไปครั้งนี้ ถือโอกาสแวะเยี่ยมกิจการของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ ซีส์ แคนดีส์ (See’s Candies) ร้านช็อคโกแล็ตชื่อดัง

ที่แวะไป เนื่องจากมีความสนใจเป็นส่วนตัว หลังจากได้อ่าน-แปล เรื่องราวของธุรกิจนี้มาหลายต่อหลายครั้ง จนอยากรู้ว่าทำไมปู่บัฟฟ์แกชอบนักชอบหนา

ที่สำคัญ เกาะฮ่องกงน่าจะเป็นที่เดียวในโลกนอกสหรัฐฯ ที่มีสาขาของซีส์มาตั้งอยู่ เลยต้องไปให้เห็นเสียหน่อย สาขาที่ผมไป อยู่ในห้าง K11 ย่านจิมซาจุ่ยครับ วีไอท่านไหนไปช้อปฮ่องกงอย่าลืมแวะไปดูกันบ้าง (เคยอ่านหนังสือเจอว่ามีอีกสาขาหนึ่งอยู่ที่ย่าน Causeway bay ฝั่งเกาะฮ่องกง แต่ผมไม่ได้ไปดู ไม่ทราบว่ายังมีอยู่หรือเปล่า)

เท่าที่เห็น ร้านเขาจัดวางสินค้าเป็นระเบียบเรียบร้อยดี และมีไม่มากชิ้นนัก บรรยากาศดูโปร่ง โล่งสบาย ต่างจากร้านขนมของ Mark & Spencer ที่มีให้เลือกหยิบได้เต็มไปหมด ลองดูรูปที่ผมถ่ายมานะครับ

เอาล่ะ ขอเล่าเรื่องการลงทุนสักที ซีส์ แคนดีส์ เป็นธุรกิจในฝันของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ โดยปู่บัฟฟ์พร้อมด้วยเพื่อนรักคือ ชาร์ลี มังเกอร์ ได้เข้าไปซื้อกิจการร้านช็อคโกแล็ตชื่อดังแห่งนี้เมื่อปี 1972 หรือ 40 ปีที่แล้ว ด้วยเงิน 25 ล้านเหรียญ ในนามของบริษัท บลูชิพ แสตมป์ส


ในตอนนั้น ซีส์ แคนดีส์ หรือในชื่อเก่าคือ ซีส์ แคนดี ช็อปส์ (See’s Candy Shops) ถูกเจ้าของเก่าเสนอขายกิจการที่ราคา 40 ล้านเหรียญ โดยบริษัทมีเงินสดอยู่ 10 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งหมายความว่าราคาจริงอยู่ที่ 30 ล้านเหรียญเท่านั้น

ที่น่าสนใจคือ ขณะนั้น บัฟเฟตต์ยังก้าวไม่พ้นเงาของ เบน เกรแฮม ที่มุ่งเน้นแต่สินทรัพย์ที่มีตัวตนในทางบัญชี ทำให้เขาไม่ยอมซื้อกิจการดังกล่าว เพราะสินทรัพย์ที่มีตัวตนของซีส์มีอยู่แค่ 7 ล้านเหรียญ

ทว่า อีรา มาร์แชล เพื่อนของมังเกอร์ เป็นผู้โน้มน้าวจนทั้งคู่เปลี่ยนใจ โดยให้เหตุผลว่า ซีส์เป็นบริษัทที่มีความพิเศษมากๆ สุดท้าย บัฟฟ์และมังเกอร์จึงตัดสินใจซื้อ แต่ได้ต่อราคาลงมาจนเหลือ 25 ล้านเหรียญ ซึ่งต้องถือว่าโชคดีเหลือเกินที่เจ้าของยอมขายให้

ทุกวันนี้ บัฟเฟตต์กับมังเกอร์ยอมรับว่า พวกเรารู้สึก “อับอาย” มาก ที่ประเมินค่าของซีส์ต่ำไปในตอนนั้น จนเกือบพลาดโอกาสงามๆ ในชีวิต และการได้กิจการของซีส์มาครอบครอง นอกจากกำไรแล้ว ยังได้ความรู้มหาศาล ถือว่าคุ้มเกินคุ้ม


ซีส์ แคนดีส์ เปิดสาขาแรกในปี 1921 ที่ลอส แอนเจลิส และเริ่มโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ ทางฝั่งตะวันตก (West Coast) ของสหรัฐฯ ด้วยการทำการตลาดที่ง่ายแสนง่าย ไม่ต้องโฆษณาโทรทัศน์หรือสิ้นเปลืองงบอะไรมากมาย เพียงแค่ให้ลูกค้าที่เดินเข้าไปในร้านทดลองชิมเท่านั้น รับรองว่าติดใจทุกคน

(ส่วนตัวผมเอง คุณ shopkeeper ที่ร้านสาขาฮ่องกงก็เอาให้ชิมเหมือนกัน แต่ผมมันเป็นคนไม่ค่อยติดช็อคโกแล็ต จึงรู้สึกเฉยๆ หรือลิ้นไม่ถึงเหมือนปู่บัฟฟ์ก็ไม่ทราบ 555+)

ว่ากันว่ารสชาติที่อร่อยของช็อคโกแล็ตซีส์ อาจเป็นเพราะเขาไม่ใช้วัตถุกันเสียใดๆ ทั้งสิ้น หรืออาจเป็นเพราะคุณภาพของ “น้ำ” ในแคลิฟอร์เนีย ที่ทำให้ช็อคโกแล็ตออกมาอร่อยเป็นพิเศษ

ด้วยความนิยมที่ผู้บริโภคมีต่อซีส์ ทำให้บริษัทสามารถขึ้นราคาสินค้าได้ทุกปี ปีละ 5% โดยยอดขายแทบไม่ได้รับผลกระทบเลย (อันนี้ผมยืนยันได้ว่าจริง เพราะที่ได้เห็นนั้นราคาแพงมาก ช็อคโกแล็คแท่งหนึ่งแพ็ค 4 อัน คิดเป็นเงินไทยก็ 500-600 บาท)

สิ่งนี้เองที่บัฟเฟตต์เรียกว่าเป็น “แฟรนไชส์” (Franchise) ของบริษัท เป็นเสมือน “คูเมือง” (moat) คอยป้องกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาต่อกรด้วย และหลายครั้งที่บัฟเฟตต์เขียนหรือพูดถึงเรื่องแฟรนไชส์ เขาก็มักยกตัวอย่างของ ซีส์ แคนดีส์ เสมอ

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าซีส์จะเป็นที่หนึ่งไปทุกที่ โดยในทศวรรษ 80 บริษัทเคยไปเปิดร้านในเท็กซัส และ เซนต์หลุยส์ แต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จจนต้องปิดตัวลง ส่วนหนึ่งเพราะเจอคู่แข่งท้องถิ่นที่เข้มแข็งกว่า จนถึงทุกวันนี้ 110 จาก 211 ร้านของซีส์ ก็ยังอยู่ในแคลิฟอร์เนีย โดยบริษัทไม่สามารถสร้างชื่อในฝั่งตะวันออก (East Coast) เลย


ข้อจำกัดของซีส์ คือการที่ต้องใช้วัตถุดิบที่ใหม่สดเสมอ ทั้งยังไม่ยอมใช้วัตถุกันเสีย ทำให้สินค้ามี Shelf life ที่สั้นมาก เวลาจะเปิดร้านใหม่ในโซนไหน จึงต้องไปเปิดโรงงานใหม่ และหาซัพพลายเออร์ใหม่อยู่ใกล้ๆ กัน ที่สำคัญคือการ Logistics ก็ยากและซับซ้อนกว่ามาก เพราะต้องส่งวัตถุดิบให้เร็ว

แม้จะดังเฉพาะในฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ จนหลายคนมองว่าช็อคโกแล็ตของซีส์นั้น “หายาก” แต่ ชิพ ฮักกินส์ อดีต CEO ของซีส์บอกว่า ความ “หายาก” นั่นแหละ ยิ่งทำให้ “มีค่า” ชิพบอกว่า “ถ้าซีส์มีวางขายไปทุกที่ มันจะพิเศษได้ยังไงเล่า”

อย่างไรก็ตาม ซีส์กำลังมีแผนที่จะขยายตลาดไปยัง area อื่นๆ มากขึ้น ซึ่งผู้บริหารชุดปัจจุบันเชื่อว่า การลด “ความหายาก” (Scarcity) ของสินค้าลง อาจทำให้ช็อคโกแล็ตของซีส์ดู “ธรรมดา” ขึ้นก็จริง แต่การทำให้คนจำนวนมากขึ้นได้มีประสบการณ์ดีๆ กับสินค้าของบริษัท ก็น่าจะคุ้มกัน

ก่อนจบ ขอเล่าอะไรแปลกๆ นิดนึง มีเรื่องพูดกันขำขำว่า “ในแคลิฟอร์เนีย ถ้าซื้อ รัสเซลล์ สโตเวอร์ (ช็อคโกแล็ตอีกยี่ห้อ) ไปให้สาว สาวจะตบคุณ แต่ถ้าซื้อ ซีส์ ไปให้ สาวจะจูบคุณ”

ผมเองก็ได้ซื้อมาบ้าง (ไม่ได้ซื้อมากนักเพราะแพง) คงไม่กล้าลองเอาให้สาวที่ไหน ขอกินเองแล้วกันนะ

 หมายเหตุ : ข้อมูลประกอบบางส่วนจากนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 3 ก.ย. 2012



Wednesday, August 15, 2012

Sockage เทควันโด้ฉาวโลก (จบ)


(ต่อจากตอนที่แล้ว)

ฝ่ายไต้หวัน เมื่อได้ทราบถึงเหตุผลที่หยางถูกปรับแพ้ ก็แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง

โค้ชของไต้หวันชี้แจงว่า ก่อนการแข่งขัน ฝ่ายจัดการแข่งขันได้แจ้งให้หยางเปลี่ยนถุงเท้าเพราะสัญญาณไม่ชัดเจน เธอจึงไปเอาถุงเท้ารุ่นเก่า (ที่ไม่ได้รับอนุญาต) มาใส่ แต่ก็ได้เอาตัวเซ็นเซอร์ตรงส้นเท้าที่ผิดกติกาออกไปแล้ว และเจ้าหน้าที่ก็ได้ตรวจแล้วด้วย แล้วไฉนจึงมาปรับอาหยางแพ้ตอนขึ้นแข่งแล้ว

วิบากกรรมของหยางยังไม่จบเพียงแค่นั้น ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เธอถูกแบนห้ามแข่งขันเป็นเวลา 3 เดือน ส่วนโค้ชไต้หวันโดนแบนถึง 20 เดือน ในขณะที่สมาคมเทควันโด้ไต้หวันถูกปรับเงิน 50,000 เหรียญ

เรียกว่าแพ้แล้วยังถูกลงโทษตามหลัง "อาน" กันเลยทีเดียว

การรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมนี้เอง ทำให้ฝ่ายไต้หวันตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการทางกีฬา ที่ตั้งอยู่ในโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในประเทศไต้หวันเอง เหตุการณ์นี้ได้สร้างความโกรธแค้นให้คนจีนขาวเป็นอย่างยิ่ง นักการเมืองไม่ว่าจะข้างไหนต่างออกมาโจมตีสหภาพเทควันโด้เอเชียอย่างหนัก

แม้แต่นายกรัฐมนตรีไต้หวันยังกล่าวว่า "ถ้าพิสูจน์ได้ว่าคำตัดสินครั้งนี้ไม่เป็นธรรม คณะกรรมการจัดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ (ซึ่งก็คือจีนแผ่นดินใหญ่ คู่แค้นสายโลหิตของไต้หวัน)  ต้องรับผิดชอบมากที่สุด"

นอกจากจะด่าสหภาพเทควันโด้แล้ว คนไต้หวันยังเริ่มด่ากันเองอีกด้วย โดยนักการเมืองฝ่ายค้านของพรรค DPP ได้ตำหนิคนของฝ่ายรัฐบาลอย่างรุนแรง ว่าทำไมตอนที่หยางเพิ่งถูกจับแพ้ ถึงไม่รีบประท้วง

"มีเจ้าหน้าที่ของเราตั้งมากมายไปนั่งชมการแข่งขัน ... แล้วตอนที่เห็นหยางถูกปรับแพ้ พวกมันทำอะไรเล่า...ไม่ทำอะไรสักอย่าง"

จะเห็นได้ว่า จากเรื่องของกีฬา ได้กลายเป็นเรื่องระดับชาติไปโน่นแล้ว


นอกจากนี้ ยังมีการปลุกกระแสต่อต้าน "เกาหลีใต้" ขึ้นในไต้หวัน เหตุที่ต้านเกาหลีเพราะเทควันโด้เป็นกีฬาของเกาหลี และคนในสหภาพจำนวนมากก็เป็นคนเกาหลี

คนไต้หวันเริ่มรณรงค์กันให้บอยค็อตต์สินค้าเกาหลี มีการเผาธงชาติเกาหลี มีแท็กซี่และร้านอาหารขึ้นป้ายว่า "ไม่ต้อนรับคนเกาหลี"

อีกประเทศที่โดนต่อต้านก็คือ "จีน" เหตุที่ต้องด่าจีนก็เพราะ "อาหยาง" เป็นกระดูกชิ้นโตของ อู๋จิ้งหยี้ว์ นักเทควันโด้จีน ซึ่งสุดท้ายอู๋ก็เป็นฝ่ายคว้าเหรียญทองไปสมใจ

นอกจากนี้ยังมี "ทฤษฎีสมคบคิด" (Conspiracy Theory) ขึ้นมาว่า จ้าวเล่ย เจ้าหน้าที่จีนผู้เป็นคนสั่งยุติการแข่งขันและทำให้หยางถูกปรับแพ้นั้น เป็น Mentor ของอู๋มาอย่างยาวนาน ทำให้คนไต้หวันเชื่อว่า จ้าวคือ "มือที่มองไม่เห็น" ที่ปรับหยางแพ้ เพื่อช่วยลูกรักของตัวเอง

ดูเหมือนเรื่องนี้จะลุกลามใหญ่โตจนหยุดไม่อยู่ใช่ไม่ครับ แต่เอาเข้าจริงแล้ว สิ่งที่ยุติเรื่องนี้ได้ คือ "เวลา"

ในปี 2011 หยางฉูจวิน สามารถคว้าเหรียญเงินจากการแข่งขันเทควันโด้ชิงแชมป์โลกที่เกาหลีใต้ได้เป็นผลสำเร็จ จากนั้นไม่นาน ทั้งหยางและฝ่ายไต้หวันก็ตกลงปลงใจที่จะขอ "ถอนฟ้อง" คดีนี้

เป็นอันว่า กรณี "Sockage" เทควันโด้ฉาวโลก กลับยุติลงอย่างง่ายๆ  เมื่อเวลาผ่านพ้นไป!!



บทเรียนที่เราน่าจะเรียนรู้ได้จากเรื่องนี้ก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ "Controversial" ขึ้น ในวงการกีฬา ไม่ว่าจะเป็นมหกรรมกีฬาใหญ่เล็กขนาดไหน ไม่ว่าคู่ขัดแย้งจะเป็นประเทศไหน ก็อาจส่งผลกระทบเป็นลูกคลื่นต่อไปเรื่อยๆ 

สิ่งที่มักตามมาก็คือ ปฏิกริยาตอบโต้ของผู้คนในประเทศที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงมักมีการรณรงค์ต่อต้าน หาทางระบายอารมณ์ และมีการสร้างทฤษฏีสมคบคิดต่างๆ ขึ้นมา

มองในแง่ดี ผมเชื่อว่าความขัดแย้งในวงการกีฬา แม้จะเจ็บปวดทรมาน ความรู้สึกมัน "โคตรเจ็บใจ" มัน "โกรธแค้น" แต่ยังไงก็เป็นเพียง "เชื้อหวัด" ไม่สามารถที่จะฆ่าใครได้

ไม่เหมือนเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ เช่น การแย่งดินแดนกัน การแย่งโบราณสถานกัน ที่เปรียบเหมือน "เซลล์มะเร็ง" อันอาจลุกลามบานปลายจนหยุดยั้งไม่อยู่

หากเรารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็เป็นสิทธิ์ที่จะแสดงออก แต่จะทำอย่างไรที่จะ "จำกัดวง" ให้การแสดงออกนั้นอยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่ทำให้เชื้อหวัดนั้น "กลายพันธุ์" จนระบาดต่อเนื่อง กลายเป็นอันตรายใหญ่หลวงต่อองคาพยพอื่นๆ ของประเทศครับ

แหล่งข้อมูล : wikipedia

Sunday, August 12, 2012

Sockage เทควันโด้ฉาวโลก



2.45 น. ของวันที่ 11 สิงหาคม คนไทยทั้งประเทศต่างถ่างตาดูการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นในกีฬาโอลิมปิกรอบชิงชนะเลิศ ที่ประเทศอังกฤษ ระหว่าง แก้ว พงษ์ประยูร กับ โจว ซื่อ หมิง นักมวยชาวจีน 

ปรากฏว่าการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของนักชกจีน ชนิดค้านสายตาคนไทยทั้งประเทศ แม้แต่ผู้ชมในสนามจำนวนมากก็ยังโห่กันเกรียว เพราะเชื่อว่าแก้วน่าจะชนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยกสุดท้าย ที่นักมวยร่างเล็กชาวไทยออกหมัดได้จะแจ้งกว่า

เช้าวันต่อมา คนไทยต่างแสดงความเกรี้ยวกราด ทั้งใน Social Network และในทุกๆ วงสนทนาทั่วประเทศ บ้างก็ออกมาด่าไอบ้า (สมาคมมวยนานาชาติ) บ้างก็ด่านักมวยจีน บ้างก็เลยเถิด ด่าไปถึงประเทศจีนเลยก็มี 

ที่จริงแล้ว กรณีขัดแย้งลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ ในแวดวงกีฬาโลก ดังเช่นกรณีต่อไปนี้


หยาง ฉู จวิน นักเทควันโด้สาวชาวไต้หวัน เป็นยอดนักเทควันโด้ระดับโลกคนหนึ่ง ล่าสุด เธอได้เข้าร่วมแข่งขันในลอนดอนเกมส์ 2012 เช่นเดียวกัน แต่ไปไม่ถึงดวงดาว พ่ายต่อน้องเล็ก ชนาธิป ซ้อนขำ จอมเตะสาวไทยไปในรอบแรก

หยาง หรือนิคเนมภาษาอังกฤษคือ "จูดี้ หยาง" เกิดเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 1985 ที่ประเทศไต้หวัน ปัจจุบันอายุ 27 ปี ผมได้ยินผู้บรรยายอังกฤษเรียกเธอว่า "Killing Beauty" หรือแปลเป็นไทยคือ "สวยประหาร" อันเนื่องมาจากหน้าตาที่สะสวย และเพลงเตะที่เฉียบคม

หยางสร้างชื่อในระดับนานาชาติครั้งแรก ด้วยการคว้าเหรียญทองจากเทควันโด้ชิงแชมป์เอเชียในรุ่นฟลายเวธ ไม่เกิน 51 กก. เมื่อปี 2008

แต่แล้ว ในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ที่กว่างโจว ประเทศจีน เรื่องอื้อฉาวก็เกิดขึ้น!!

ระหว่างที่หยางแข่งขันกับนักเทควันโด้เวียดนามในรอบแรก และนำอยู่ถึง 9-0 คะแนนนั้น ฝ่ายจัดการแข่งขัน โดย จ้าว เล่ย รองประธานสหภาพเทควันโด้เอเชียชาวจีน ได้แจ้งให้ผู้ตัดสินบนเวทียุติการแข่งขันชั่วคราว และให้ตรวจดูอุปกรณ์ที่เท้าทั้งสองข้างของหยาง

ฝ่ายจัดการแข่งขันใช้เวลาพักใหญ่ ก่อนจะให้นักกีฬาทั้งสองขึ้นไปบนเวที แล้วผู้ตัดสินก็ชูมือให้นักเทควันโด้เวียดนามเป็นฝ่ายชนะ ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ชมทั้งสนาม และคนที่ชมการถ่ายทอดสดอยู่ทั่วโลก !!


ทางด้านหยางเอง เมื่อทราบว่าตนเองเป็นฝ่ายแพ้ ทั้งๆ ที่นำห่างอยู่ถึง 9-0 ก็ถึงกับตกตะลึง และร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร โดยเธอไม่ยอมลงจากเวทีเป็นเวลานาน

เวลาผ่านไปนับสิบนาที ทางผู้มีอำนาจต้องยื่นคำขาดให้เธอลุกออกมา มิฉะนั้นจะตัดสิทธิ์นักกีฬาเทควันโด้ไต้หวันทุกคน หยางจึงจำใจก้าวลงจากเวทีทั้งน้ำตานองหน้า

ในช่วงแรก สหภาพเทควันโด้เอเชียไม่ยอมเปิดเผยถึงสาเหตุที่ปรับหยางแพ้ แต่ต่อมา ยาง จิน ซุก เลขาธิการชาวเกาหลีใต้ของสหภาพฯ ก็ออกมาแถลงว่า เหตุที่ตัดสิทธิ์หยาง เป็นเพราะเธอใช้ตัวเซ็นเซอร์ที่เท้าชนิดที่ "ไม่ได้รับอนุญาต"

ทั้งยังชี้ว่า การกระทำดังกล่าว ... "เป็นการกระทำที่เล็งเห็นถึงประโยชน์ โดยมีเจตนาที่จะโกงการแข่งขันอย่างชัดเจน และนั่นคือสาเหตุที่นักกีฬาโดนปรับแพ้"

เลขาฯ ยาง จิน ซุก บอกด้วยว่า ถุงเท้าที่ใช้ในการแข่งขันนั้นมีอยู่สองประเภท คือ "แบบเก่า" กับ "แบบใหม่" แต่ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่กว่างโจว ฝ่ายจัดการแข่งขันอนุญาตให้ใช้เฉพาะถุงเท้าแบบใหม่เท่านั้น

ทั้งนี้เพราะถุงเท้าแบบเก่ามีคุณสมบัติที่ทำให้อาจถูกติดตัวเซ็นเซอร์พิเศษชิ้นที่ 3 เข้าไปที่ส้นเท้า จากปกติที่มีอยู่แค่ 2 ชิ้น กลายเป็น 3 ชิ้น ซึ่งทำให้มีการจับสัญญาณผิดพลาด คือไวเกินกว่าเหตุ เตะเฉี่ยวๆ ก็ยังดัง ทว่าถุงเท้าแบบใหม่ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะใช้การเย็บตัวเซ็นเซอร์ติดเข้าไปกับถุงเท้า

ในกรณีของหยาง เธอได้เอาถุงเท้าแบบเก่ามาใช้ จึงถูกปรับแพ้ !!

เมื่อเกมออกมารูปนี้ มีหรือที่ฝ่ายไต้หวันจะยอมง่ายๆ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป ติดตามต่อในตอนหน้าครับ

แหล่งข้อมูล : wikipedia

Monday, July 30, 2012

ปัญหาการเรียนการสอนของไทย

ด้านล่างนี้เป็นข้อเขียนสั้นๆ ของ ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ผู้ดำเนินรายการ Money Talk ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการลงทุนไทย โดยท่านเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ NIDA ด้วย เขียนไว้ในแฟนเพจ Money Talk ผมเห็นว่าน่าสนใจมากๆ จึงขอ Copy มาให้ได้อ่านกันครับ
.........................



โดย : ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา
ที่มา : http://Facebook.com/MoneyTalkTV

ฤดูกาล เปิดเทอมใหม่สำหรับนิด้า กำลังมาถึงในสัปดาห์หน้า

ทุกครั้งที่เปิดเทอมใหม่ นักศึกษาก็ตื่นเด้น โดยเฉพาะเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามา อาจารย์ก็ตื่นเต้น แม้ว่าจะสอนมานานก็ตาม เพราะได้เจอคนใหม่ เริ่มการสอนรอบใหม่

และหลายคนเช่นผม อาจจะต้องวิธีการสอนใหม่ๆ ที่คิดว่าดีกว่าเดิม เพื่อให้ นักศึกษาได้เรียนรู้ได้ดีขึ้น

วิธีการสอนที่ผมพิสูจน์ด้วยตัวเองว่า ใช้ได้ไม่ดีนักสำหรับ ระดับปริญญาโทของไทยในขณะนี้ คือ

...Student Center พยายามให้นักศึกษาเป็นหลักในการเรียนการสอน แต่คนไทยไม่ค่อยแสดงออก ทำให้ไม่ค่อยได้ผล


...เชื่อว่านักศึกษาอ่านหนังสือมาล่วงหน้า และพอจะรู้เรื่องแล้ว มาถึงก็ถามคำถาม เพราะ นักศึกษาไทยไม่อ่านหนังสือมาก่อนเรียน


...เชื่อว่า Text จากเมืองนอกดี เพราะนักศึกษาไทยไม่ยอมอ่าน Text ภาษาอังกฤษ เพราะอ่อนแอเรื่องภาษา สู้หา lecture note เก่าที่เป็นภาษาไทยมาอ่านดีกว่า


...ให้ทำการบ้านอย่างอิสระ คือใครจะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ เพราะ นักศึกษาไทยไม่ทำงานนอกเหนือจากที่อาจารย์สั่ง


...ให้อิสระในการเข้าเรียนหรือไม่ก็ได้ เพราะจะมีคนมาเรียนน้อยมาก


...Open Book ในการสอบ เพราะจะไม่เตรียมตัว ไม่พยายามเข้าใจในหลายๆเรื่อง รอเปิดหนังสือเอาตอนสอบ


...เชื่อใจในความสุจริต ไม่ต้องคุมสอบ เพราะจะมีหลายคน ที่คอยลอกกันอยู่

รวมทั้งอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ

...อาจจะถือได้ว่า การศึกษาระดับต้นทาง มีปัญหาที่ไม่สามารถสร้างสิ่งที่ผมเขียนไว้ข้างบนได้ ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่เด็กไทยควรได้เรียนได้ฝึกหัดมาตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม

...เมื่อมาถึงระดับปริญญา หรือ ปริญญาโท เราเข้าไปแก้ไขเรื่องพวกนี้ไม่ได้แล้ว เพราะต้องสอนเน้นเนื้อหา

...ที่เขียนทั้งหมดในวันนี้ หากไม่ตรงกับหลายคน เพราะคนอีกส่วนหนึ่งจะมีความพร้อม ไม่มีปัญหาอย่างที่ผมระบุ ก็ขออภัยคนกลุ่มนั้นด้วยครับ

Tuesday, July 24, 2012

คืนความเป็นธรรมให้ "อุยเอี๋ยน"



บุคคลหนึ่งในยุคสามก๊ก ที่ถูก หลอกว้าน ผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊ก จงใจพะยี่ห้อ "กบฏ" ให้ คงไม่มีใครโดนกล่าวหารุนแรงเท่ากับ "อุยเอี๋ยน" อีกแล้ว

อุยเอี๋ยน หรือ เว่ยเหยียน เกิดที่เมืองอี้หยาง ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอหนาน สูงแปดฟุต หน้าสีน้ำตาลเข้มดั่งผลพุทราสุก วรรณกรรมสามก๊กอ้างว่าเขาเคยเป็นนายทหารเมืองเกงจิ๋ว ลูกน้องของ “เล่าเปียว”

หลังจากเล่าเปียวตาย อุยเอี๋ยนพยายามเปิดประตูรับ เล่าปี่ ที่อพยพหนี โจโฉ ให้เข้ามาในเกงจิ๋ว แต่ นายทหารเกงจิ๋วหลายคนซึ่งเป็นพวกของชัวมอไม่ยอม ฝ่ายเล่าจ๋องลูกชายตัวน้อยของเล่าเปียวซึ่งเป็นเจ้าเมืองคนใหม่ก็เด็กเกินกว่าจะตัดสินใจอะไรได้ เล่าปี่เห็นไม่เข้าท่าจึงหนีไปอยู่ที่เมืองกังเหลง

ฝ่ายอุยเอี๋ยน หลังเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นแล้วก็ได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองเตียงสา ซึ่งมี ฮันเหียน เป็นเจ้าเมือง แต่ฮันเหียนไม่ชอบอุยเอี๋ยน จึงไม่เคยช่วงใช้ ทั้งยังดูถูกเขาให้ได้เจ็บใจ

ครั้นขงเบ้งให้กวนอูมาตีเมืองเตียงสา ฮันเหียนจึงให้ ฮองตง ออกไปรบ แต่แล้วฮันเหียนกลับจะประหารฮองตงเสียเพราะเข้าใจว่าขุนพลเฒ่า "ล้มมวย" แกล้งฮั้วกับกวนอู

อุยเอี๋ยนเห็นดังนั้นจึงปลุกระดมให้ทหารเมืองเตียงสาร่วมกันกำจัดฮันเหียนเสีย โดยนำทหารราวหนึ่งร้อยคนบุกเข้าไปตัดหัวฮันเหียน แล้วเอาศีรษะของฮันเหียนไปสวามิภักดิ์ต่อกวนอู

แต่แล้วเมื่อได้เข้าพบขงเบ้งและเล่าปี่ ขงเบ้งกลับ "สั่งประหาร" อุยเอี๋ยนท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าขุนนาง โดยขงเบ้งชี้ว่าอุยเอี๋ยนเป็นคนทรยศนาย จักเอาไว้ไม่ได้ !!

เคราะห์ดีที่เล่าปี่ได้ห้ามยอดกุนซือของตนเองไว้ โดยบอกว่าหากฆ่าอุยเอี๋ยนเสีย ต่อไปจะไม่มีใครกล้ามาสวามิภักดิ์อีก ขงเบ้งจึงยอม แล้วปรามอุยเอี๋ยนให้รับใช้เล่าปี่อย่างซื่อสัตย์


ต่อมา อุยเอี๋ยนและฮองตง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพหน้าของเล่าปี่คู่กัน โดยทั้งคู่เป็นกำลังหลัก ช่วยให้เล่าปี่ยึดเสฉวนได้สำเร็จ

อุยเอี๋ยนมีบทบาทสำคัญในการรบกับฝ่ายโจโฉอีกหลายครั้ง ในศึกชิงเมืองฮันต๋ง ขณะที่ทัพวุยกำลังเสียทีอยู่นั้น อุยเอี๋ยนเกือบปลิดชีวิตจอมคนผู้ไม่ยอมให้โลกทรยศได้ โดยเขาได้ยิงเกาทัณฑ์ถูกปากของโจโฉฟันหักสองซี่ตกจากหลังม้า ทำให้โจโฉต้องถอยกลับราชธานีฮูโต๋ไปด้วยความบอบช้ำ คือเสียฮันต๋งแล้วยังเสียฟันไปอีกสองซี่

หลายปีต่อมา เมื่อขงเบ้งนำทัพลงใต้ไปปราบขบถ อุยเอี๋ยนมีส่วนในการจับเป็นเบ้งเฮ็กหลายต่อหลายครั้ง จนครบเจ็ดครั้ง เจ้าแห่งพวกม่านจึงยอมแพ้ต่อพญามังกรจูกัดเหลียง

ครั้นขงเบ้งนำทัพขึ้นเหนือไปบุกวุยก๊ก อุยเอี๋ยนได้เป็นกำลังหลักไปด้วยเช่นเคย โดยระหว่างการบุกเหนือ อุยเอี๋ยนเริ่มขัดแย้งกับขงเบ้งหลายหน

ที่น่าสนใจคือ การที่เขาได้อาสาขอนำทัพโจมตีวุยก๊กในลักษณะกองโจร โดยขอกำลังเพียงห้าพันนายจู่โจมเข้าตีเมืองเตียงอันโดยตรงแทนที่จะบุกไปทางเขากิสานเท่านั้น แต่ขงเบ้งปฏิเสธเพราะไม่อยากเสี่ยง

นักกลยุทธ์ยุคหลังหลายคนมองว่า การเอาแต่รบตามแบบแผนของกุนซือมังกรหลับในครั้งนั้น แทนที่จะลอง "รบพิสดาร" ตามข้อเสนอของอุยเอี๋ยน ทำให้ทัพจ๊กพลาดโอกาสที่จะบุกเข้าเมืองเตียงอันอย่างน่าเสียดาย

 จากนั้นเป็นต้นมา อุยเอี๋ยนเริ่มแสดงอาการต่อต้านและขัดขืนคำสั่งของขงเบ้งอย่างเปิดเผย แต่ขงเบ้งก็ยังไม่คิดกำจัดเขาเพราะเสียดายฝีมือรบ

ในการบุกเหนือครั้งที่เจ็ด ขงเบ้งซึ่งล้มป่วยลงได้ทำพิธีต่ออายุตนเอง แต่แล้วเมื่อครบกำหนดเจ็ดวัน อุยเอี๋ยนได้วิ่งเข้ามาในกระโจม ทำให้เทียนนั้นดับวูบลง พิธีต่ออายุขงเบ้งจึงล้มเหลว

เมื่อขงเบ้งสิ้นลม เหล่าขุนนางนำโดย เอียวหงี ต่างเตรียมพร้อมที่จะถอยทัพกลับเสฉวนตามคำสั่งของขงเบ้ง มีแต่อุยเอี๋ยนเพียงผู้เดียวที่ยืนยันให้บุกวุยก๊กต่อไป ฝ่ายม้าต้ายได้ทำทีมาเข้าด้วยอุยเอี๋ยนตามคำสั่งเสียของขงเบ้ง แล้วยุให้อุยเอี๋ยนบุกเสฉวนตั้งตนเป็นใหญ่เสียเอง

วรรณกรรมอ้างว่า อุยเอี๋ยนโดนลูกยุก็ได้ใจ วางแผนว่าหากชนะจะบุกเข้ายึดเสฉวนแล้วตั้งตัวเป็นเจ้า


แต่สุดท้าย ขณะเผชิญหน้ากับหลวงของจ๊กก๊กที่หน้าเมืองฮันต๋ง เอียวหงีที่อยู่บนกำแพงเมืองได้ท้าให้อุยเอี๋ยนตะโกนขึ้นว่า “ใครกล้าฆ่ากู” สามครั้ง แล้วตนจะขอยอมแพ้ยกเมืองฮันต๋งให้

อุยเอี๋ยนจึงตะโกนขึ้นสามครั้งว่า “ใครกล้าฆ่ากูๆๆ” พอสิ้นเสียงตะโกน ม้าต้ายที่อยู่ข้างๆ กายก็ปรี่เข้าไปตัดหัวอุยเอี๋ยนในทันที ดับชีพของนายพลอหังการ์ลงในที่สุด

ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ อุยเอี๋ยนไม่เคยรับใช้เล่าเปียวมาก่อน และไม่เคยฆ่าฮันเหียน เจ้าเมืองเตียงสา เพราะหลักฐานที่มีระบุว่าฮันเหียนเป็นผู้ยอมสวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่ด้วยตนเอง ที่จริงแล้ว อุยเอี๋ยนเริ่มต้นอาชีพทหารในสังกัดของเตียวหุย และเขาก็ได้ทำให้เตียวหุยก็ประทับใจในความเก่งกล้าสามารถ จนไต่เต้าขึ้นมาเป็นทหารเอกในที่สุด

สำหรับความขัดแย้งกับขงเบ้งนั้น ขงเบ้งเคยกล่าวถึงอุยเอี๋ยนว่า “มันมีความเป็นกบฏอยู่ในกระดูก”  หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นคนคิดคดทรยศ "โดยสันดาน" ทั้งๆ ที่ ณ เวลานั้น ยังมิได้มีหลักฐานใดบ่งชี้เลยว่าอุยเอี๋ยนเป็นคนไม่ซื่อ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอคติที่ยอดกุนซือแห่งแคว้นจ๊กมีต่อทหารเอกผู้นี้อย่างชัดแจ้ง

สำหรับการ “ก่อกบฏ” ของอุยเอี๋ยนหลังจากขงเบ้งตาย แม้ว่าอุยเอี๋ยนต้องการจะบุกวุยก๊ก ซึ่งไม่เป็นไปตามคำสั่งเสียของขงเบ้ง แต่เขาก็มิได้คิดตีเมืองฮันต๋งตามที่วรรณกรรมกล่าวอ้างแต่อย่างใด ข้อมูลที่ตรงกันก็คือม้าต้ายเป็นผู้สังหารอุยเอี๋ยนในข้อหากบฏ จากการที่เขาไม่ยอมทำตามคำสั่งเสียขงเบ้ง

หากศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน จะเห็นได้ว่าอุยเอี๋ยนมิได้มี “สันดานกบฏ” ตามที่วรรณกรรมกล่าวอ้าง กลับเป็นขงเบ้งเสียอีกที่มีใจอคติต่อเขา

ทว่าวรรณกรรมสามก๊กกลับสร้างเรื่องราวความ “ไม่ซื่อ” ของอุยเอี๋ยน เพื่อเพิ่มความชอบธรรมให้กับขงเบ้งที่ได้ปฏิบัติต่ออุยเอี๋ยนอย่างเลวร้ายมาตลอดนั่นเอง !!

Tuesday, June 26, 2012

เก้าอี้ของแวนโก๊ะ - เก้าอี้ของโกแกง



วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh) เป็นจิตรกรชาวดัตช์ ยุคโพสต์อิมเพรสชั่นนิสต์ ภาพที่เขาวาดเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความ “สวยงามแบบดิบๆ” แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา และใช้ “สี” ได้อย่างโดดเด่น โดยผลงานของเขามีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อแวดวงศิลปะในศตวรรษที่ 20

แม้จะเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับในระดับต้นๆ ของโลก แต่ตลอดเวลาที่ยังมีชีวิต แวน โก๊ะ กลับเป็นเพียงศิลปินไส้แห้ง ถังแตก ผลงานของเขาแทบไม่เป็นที่รู้จักและไม่มีใครเห็นคุณค่า

เรื่องราวของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (ขอเรียกว่า แวน โก๊ะ) ตลอดจนผลงานและความรู้สึกนึกคิดของเขา เป็นที่รับรู้ของคนยุคต่อมา ผ่านจดหมายที่เขาเขียนติดต่อกับ ธีโอ แวน โก๊ะ (Theo Van Gogh) น้องชาย (ขอเรียกว่าธีโอ) ซึ่งมีอาชีพเป็นดีลเลอร์ขายงานศิลปะ ธีโอเป็นคนเดียวที่ให้การสนับสนุนแวน โก๊ะ ทั้งด้านการเงิน และคอยให้กำลังใจพี่ชายด้วยความปรารถนาดีอยู่ตลอดเวลา

ในปี 1888 ระหว่างที่แวน โก๊ะประสบปัญหาทางการเงินอยู่นั้น ธีโอ ได้รับมรดกมาเป็นเงินจำนวนหนึ่ง เขาจึงแบ่งเงินจำนวนนี้เพื่อช่วยเหลือพี่ชายที่กำลังตกยาก

นอกจากนี้ ด้วยคำขอของ แวน โก๊ะ ธีโอได้แบ่งเงินอีกส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือ พอล โกแกง (Paul Gau guin) เพื่อนจิตรกรคนสนิทของ แวน โก๊ะ โดยธีโอจ่ายเงินให้โกแกงเพื่อแลกกับภาพเขียนของเขาจำนวน 12 ภาพต่อปี หรือพูดง่ายๆ ก็คือจ่าย “เงินเดือน” ให้กับโกแกง โดยจ้างให้วาดภาพให้เดือนละภาพนั่นเอง

 

ต่อมา ธีโอได้แนะนำให้แวน โก๊ะและโกแกงย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพื่อที่จะได้ช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่าย ซึ่งแวน โก๊ะและโกแกงก็ทำตาม

เมื่อมาอยู่ร่วมกัน แวน โก๊ะกับโกแกงเริ่มมีเรื่องระหองระแหงบ่อยครั้งตามประสาลิ้นกับฟัน ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ แวน โก๊ะเริ่มมีอาการทางจิต ซึ่งทำให้เขาทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การที่แวน โก๊ะตระหนักว่าความสัมพันธ์อันร้าวฉานระหว่างเขากับโกแกง คงทำให้ความฝันที่จะได้เปิดสตูดิโอร่วมกับเพื่อนรักคนนี้เลือนรางเต็มทน ก็ยิ่งทำให้เขาเป็นทุกข์ขึ้นไปอีก

ในปี 1888 ท่ามกลางความสับสน ว้าเหว่ จนกลายเป็นซึมเศร้านี้เอง แวน โก๊ะได้วาดภาพขึ้นมาสองภาพ ภาพหนึ่งเป็นภาพที่ชื่อว่า “เก้าอี้ของแวน โก๊ะ” (Van Gogh's Chair) บนเก้าอี้นั้นมีไปป์และยาเส้นของเขาวางอยู่

ว่ากันว่าเก้าอี้ตัวนี้มีสัญญะบ่งถึงตัวตนที่แท้จริงของ แวน โก๊ะ โดยมันได้ถอดเอาภาวะอารมณ์ของเขาในเวลานั้นออกมา ทำให้เป็นเก้าอี้ที่ดูแตกต่างและมีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง ก่อนจะกลายเป็นภาพเขียนที่โด่งดังไปทั่วโลก



อีกภาพหนึ่งที่แวน โก๊ะวาดในเวลาไล่เลี่ยกัน คือภาพ “เก้าอี้ของโกแกง” (Gauguin's Chair) เก้าอี้ตัวนี้ต่างจากตัวแรกตรงที่ดูหรูหรามีระดับกว่า ไม่เหมือนเก้าอี้ของแวน โก๊ะที่ดูเรียบง่าย

เก้าอี้ของโกแกง เป็นสีน้ำตาลเข้ม มีที่เท้าแขน บนที่นั่งมีหนังสือและเทียนที่จุดแล้ววางอยู่ โดยแวน โก๊ะได้ใช้ภาพนี้เป็นสัญลักษณ์แทนตัวของโกแกง

ทว่ายังไม่ทันที่จะวาดเสร็จ อาการทางประสาทของ แวน โก๊ะ ก็กำเริบอย่างรุนแรงจนไม่สามารถทำงานต่อได้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออาการทุเลาลงแล้ว เขาก็ได้กลับมาวาดรูปเก้าอี้ของตัวเองจนสมบูรณ์ แต่ภาพเก้าอี้ของโกแกงนั้นถูกทิ้งไว้ โดย แวน โก๊ะ ไม่ได้กลับมาวาดต่ออีกเลย

แหล่งข้อมูล : หนังสือ [The World's Greatest Art] Van Gogh, เว็บไซต์ wikipedia

Sunday, June 24, 2012

๒๔ มิถุนา ทวงคืนวันชาติไทย


"ราษฏรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฏร.." - ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑ 

Thursday, June 7, 2012

ว่าด้วยเรื่อง สถานภาพ "พระเจ้าอา" ของเล่าปี่



ในวรรณกรรมสามก๊ก เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้พบเล่าปี่ครั้งแรก พระองค์ถามว่าท่านทำความชอบมากนัก เป็นใครมาจากไหนหรือ?

เล่าปี่ทูลว่า เขาสืบเชื้อสายมาจาก "ตงสานเชงอ๋อง-เล่าเสง" (จงซานเฉิงห่วง-หลิวซง) โอรสในพระเจ้าฮั่นเกงเต้

พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงให้อาลักษณ์เอาพงศาวลีมาตรวจดู ซีรีส์สามก๊กฉายภาพให้เห็นว่า อาลักษณ์อ่านออกเสียง ถ่ายทอดถ้อยคำในพงศาวลีให้ฮ่องเต้หนุ่มได้สดับดังนี้ (ขอคัดลอกเป็นสำเนียงฮกเกี้ยนออกมาจากหนังนะครับ)

"ฮั่นเกงเต้ มีโอรส 14 องค์
ตงสานเชงอ๋อง-เล่าเสง เป็นองค์ที่ 7
เล่าเสง มีบุตรชื่อ เล่าเจิน
บุตร เล่าเจิน ชื่อ เล่าอัง
... บุตร เล่าอัง ชื่อ เล่าลู่
บุตร เล่าลู่ ชื่อ เล่าเลี่ยน
บุตร เล่าเลี่ยน ชื่อ เล่าอิง
บุตร เล่าอิง ชื่อ เล่าเจี้ยน
บุตร เล่าเจี้ยน ชื่อ เล่าอาย
เล่าอาย มีบุตรชื่อ เล่าเสี่ยน
เล่าเสี่ยน มีบุตรชื่อ เล่าซู
เล่าซู มีบุตรชื่อ เล่าอี้
เล่าอี้ มีบุตรชื่อ เล่าปี้
บุตร เล่าปี้ ชื่อ เล่าต๋า
เล่าต๋า มีบุตรชื่อ เล่าปู้อี๋
เล่าปู้อี๋ มีบุตรชื่อ เล่าฮุ่ย
เล่าฮุ่ย มีบุตรชื่อ เล่าฉอง
บุตร เล่าฉอง ชื่อ เล่าเหง
"เล่าปี่" คือ บุตรชายของเล่าเหง (จบ) "
 
วรรณกรรมเล่าว่า เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ทราบข้อมูลดังนี้ จึงเรียกเล่าปี่ว่า "ท่านอา" เล่าปี่จึงได้รับการยอมรับจากคนทั้งแผ่นดินว่าเป็น "พระปิตุลา" หรือ "พระเจ้าอา" คืออาของพระเจ้าอยู่หัว นับตั้งแต่นั้น
 
หลายท่านอาจเกิดข้อสงสัยว่า "พงศาวลี" คืออะไร ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต บอกว่า พงศาวลี หมายถึง "แผนลำดับเครือญาติ" คือแผนผังที่โยงใยให้เห็นว่าตระกูลนี้มีลำดับเชื้อสายอย่างไร ใครเป็นพ่อใคร ลูกใคร ใครแต่งกับใคร
 
ย้อนกลับไปที่ซีรีส์สามก๊ก ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า การตรวจดูพงศาวลี น่าจะใช้เวลานานอักโขอยู่ เพราะแต่ละคน ก็น่าจะมีลูกหลายคน
 
เป็นต้นว่า ที่บอกว่า "บุตร เล่าอัง ชื่อ เล่าลู่" เป็นไปได้ไหมว่า เล่าอังก็อาจไม่ได้มีบุตรคนเดียว แล้วจะทราบได้อย่างไรว่า คนไหนเล่า ที่จะเป็นเชื้อสายสืบต่อไปจนถึงเล่าปี่ ถ้าเป็นบุตรคนละคน แม้สืบค้นต่อไปก็คงไม่พบเล่าปี่แน่ๆ
 
ดังนั้น ฉากในหนัง ที่อาลักษณ์เอาพงศาวลีมาอ่านด้วยความรวดเร็วนั้น ถือว่าไม่สมจริง แต่ก็พอเข้าใจได้ในความเป็นหนัง
 
ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับวรรณกรรมนะครับ เพราะวรรณกรรมบอกเพียงว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ตรวจพงศาวลีดู ไม่ได้บอกว่าตรวจนานหรือไม่นานขนาดไหน
 
แต่ประเด็นต่อไป ที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมโดยตรงก็คือ แม้พระเจ้าเหี้ยนเต้จะอยากดึงเล่าปี่ไว้เป็นพวก เพื่อถ่วงดุลย์กับโจโฉ ที่เข้ามาริดรอนพระราชอำนาจไปมากแล้วในเพลานั้น แต่พระองค์จักกล้าเรียกเล่าปี่ว่า "อา" หรือ?
 
ตัวเหี้ยนเต้เอง คือโอรสของ "พระเจ้าเลนเต้" ทว่าเลนเต้ไม่ใช่โอรสแท้ของ "พระเจ้าฮวนเต้" กษัตริย์องค์ก่อนหน้า เป็นแต่เพียงเด็กที่ฮวนเต้เก็บมาเลี้ยงเป็นลูก เนื่องจากฮวนเต้ไม่มีโอรส
 
ที่จริงเลนเต้ไม่ใช่เด็กข้างถนนเสียทีเดียว เป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่นเหมือนกัน แต่เป็นเชื้อพระวงศ์ลักษณะเดียวกับเล่าปี่ คือ "ปลายแถวมากๆ"
 
กล่าวคือ พระองค์ทรงเป็น "Great-great grandson" (Great grandson แปลว่า "เหลน" ส่วน Great-great grandson ผมไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดี) ของพระเจ้าฮั่นจางตี้ กษัตริย์องค์ที่สามของฮั่นตะวันออก

ดังนั้น ระหว่างเหี้ยนเต้ ซึ่งเป็นลูกเลนเต้ เชื้อพระวงศ์ปลายแถวคนหนึ่ง กับเล่าปี่ เชื้อพระวงศ์ปลายแถวอีกคนหนึ่ง มองมุมไหน ก็ไม่น่าจะสมเหตุสมผลที่คนหนึ่งจะมาเป็น "อา" ของอีกคนได้
 
แม้เหี้ยนเต้จักมีพระราชประสงค์เช่นนั้น นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ขัดต่อโบราณราชประเพณีอย่างรุนแรง และถามต่อว่า หากเรื่องนี้เป็นความจริง โจโฉซึ่งกุมอำนาจไว้ได้เกือบเบ็ดเสร็จแล้ว จะยอมให้เกิดขึ้นหรือ?
 
อันที่จริง ความเป็น "พระเจ้าอา" นี้ เป็นเพียง "เรื่องแต่ง" จากปลายพู่กันของหลอกว้านจง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเล่าปี่ ในการ "พยายาม" เป็นผู้พิชิตแผ่นดิน และเป็นขั้วตรงข้ามกับโจโฉ ซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นขบถราชบัลลังก์
 
ทั้งๆ ที่ในประวัติศาสตร์ แม้เล่าปี่จะสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ฮั่นจริง ก็เป็นเพียงเชื้อสายปลายแถวเถ้าธุลี สืบต่อกันมาหลายร้อยปี เกือบจะ 20 ชั่วอายุคน
 
จึงหยิบมาเล่าให้กันฟัง ด้วยประการละฉะนี้ .... ครับ
 

Tuesday, June 5, 2012

แจ้งข่าวครับ


แจ้งให้ทราบว่า ทริป "ตามรอยสามก๊ก กับแฟนพันธุ์แท้" ยังรับได้อีกประมาณ 7 ท่านนะครับ ใครสนใจรีบตัดสินใจหน่อยครับ จะได้ไปเยี่ยมขงเบ้งที่บ้านกัน :)

Wednesday, May 16, 2012

โปรแกรมทัวร์สามก๊ก

ขอเชิญทุกท่าน ร่วมตะลุยดินแดนสามก๊ก กับทัวร์ "ตามรอยสามก๊ก กับ แฟนพันธุ์แท้"

จัดโดย "โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก (OKLS)" โดยมีตัวผม ชัชวนันท์ สันธิเดช  "แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก" ร่วมทริปไปด้วยในฐานะวิทยากรครับ

การเดินทัพครั้งนี้ เน้นคุณภาพทุกรายละเอียด กินดี อยู่ดี และเป็นทัวร์ประวัติศาสตร์แท้ๆ ไม่เน้นช้อปปิ้ง

ท่านที่ชอบสามก๊กควรไปมากๆ แม้นไม่ชอบสามก๊กก็ไปได้ เพราะเราจะพาไปที่เด่นๆ หลายแห่ง ไม่ผิดหวังแน่ครับ

------------------


ตามรอยสามก๊ก กับ แฟนพันธุ์แท้

ออกเดินทัพ 2-9 ก.ย. 2555 - 8 วัน 7 คืน

54,900 บาท




วันที่ ๑ : กรุงเทพฯ – กวางเจา – อู่ฮั่น


พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 7.30 น. ออกเดินทางสู่กว่างโจว (กวางเจา) ด้วย สายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 668 (10.45-14.35)

ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง นำท่านไปรับประทานอาหารเย็น จากนั้น เดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง โดยจัดให้ท่านนั่งในชั้นหนึ่ง (G1176 19.00-23.01) ไปยังเมือง อู่ฮั่น เมืองหลวงแรกของง่อก๊ก (ชื่อในสามก๊กไทยคือเมืองง่อกุ๋น หรือ บู๊เฉียง) ซึ่งซุนเซ็กยึดครองได้ตั้งแต่เมื่อครั้งบุกมาตีหัวเมืองในกังตั๋ง และเมืองแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นราชธานีของง่อก๊กในเวลาต่อมา ก่อนจะย้ายเมืองหลวงไปที่หนานจิง (นานกิง)

เช็คอินเข้าพักที่โรงแรมอันหัว (สี่ดาว) เมืองอู่ฮั่น

วันที่ ๒ : ท่องแดนง่อก๊ก : หอกระเรียนเหลือง – พิพิธภัณฑ์มณฑลหูเป่ย – ทะเลสาบตงหู – กินปลาอู่ชัง



เที่ยวชม หวงเฮ่อโหลว หรือ หอกระเรียนเหลือง สร้างโดยซุนกวน ตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นครองง่อก๊ก ชม พิพิธภัณฑ์หูเป่ย ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดของมณฑล เก็บรักษาของล้ำค่าจากยุคสามก๊กรวมทั้งยุคอื่นๆ ไว้มากมาย ชมทิวทัศน์แสนวิจิตรงดงาม ณ ทะเลสาบตงหู ทางตะวันออกของเมืองอู่ฮั่น เป็นทะเลสาบในเมืองขนาดใหญ่อันดับสองของจีน

จากนั้น ไปรับประทานอาหารเย็น ปลาอู่ชัง ปลาท้องถิ่นของง่อก๊ก รสชาติเยี่ยมยอด มีแหล่งกำเนิดในทะเลสาบเหลียงจื่อ ทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง ซึ่งมีน้ำใสสะอาด อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ปลาชนิดนี้ถูกตั้งชื่อตามเมืองหลวงเก่าของง่อก๊ก คือ “เมืองอู่ชัง” (บู๊เฉียง) เนื้อละเอียด โปรตีนสูง เหมาเจ๋อตง ยังเคยเขียนไว้ในบทกวีว่าเขาติดใจในรสชาติของปลา อู่ชังยิ่งนัก

กลับเข้าที่พัก ณ โรงแรมอันหัว (สี่ดาว) เมืองอู่ฮั่น

วันที่ ๓ : ตะลุยสมรภูมิเซ็กเพ็ก



ท่องอาณาจักรสามก๊กแบบ “จัดเต็ม” เดินทางไปยัง ซานกว๋อชื่อปี้ ซึ่งเป็นจุดที่เคยเกิด “ศึกเซ็กเพ็ก” หรือ “ยุทธนาวีที่ภูผาแดง” สมรภูมิที่ทัพร้อยหมื่นของโจโฉปะทะกับ “พันธมิตรซุน-เล่า” คือทัพของฝ่ายซุนกวนและเล่าปี่ และเป็นฝ่ายพันธมิตรฯ ด้วยมันสมองของแม่ทัพจิวยี่และยอดกุนซือขงเบ้ง ที่ช่วยกันวางแผนเผาทัพเรือโจโฉจนแตกพ่ายยับเยินกลับไป


ท่านจะได้เห็น ภูผาแดง ของจริง ที่ถูกความร้อนของไฟบรรลัยกัลป์ในศึกเซ็กเพ็กจนกลายเป็นสีแดงเพลิง ชม รูปแกะสลักจิวยี่ วีรบุรุษแห่งกังตั๋ง และ ศาลาอี้เจียง ที่จิวยี่ใช้เป็นที่บัญชาการรบ ชม แท่นเรียกลม ที่ขงเบ้งขึ้นไปทำทีร่ายมนต์เรียกลมให้พัดพาไฟไปเผาทัพร้อยหมื่นของโจโฉ ชม อารามเฟิ่งฉู หรือ อารามหงส์ดรุณ สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงบังทอง อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ทำกลอุบายจนฝ่ายกังตั๋งมีชัยเหนือโจโฉ และชมอีกหลายจุดสำคัญ

รับประทานอาหารเย็น และกลับเข้าที่พัก ณ โรงแรมอันหัว (สี่ดาว) เมืองอู่ฮั่น


วันที่ ๔ : ย้อนรอยขงเบ้ง: หลงจง – โงลังกั๋ง – สามเยือนกระท่อมหญ้า – เมืองโบราณเซียงฝาน



เช็คเอาท์จากโรงแรมตั้งแต่เช้าตรู่ ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมือง กู่หลงจง หรือ หลงจง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเขตเซียงหยาง มณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นบ้านเดิมของขงเบ้งก่อนเข้ารับราชการ คำว่า “หลงจง” เป็นที่มาของชื่อ “ยุทธศาสตร์หลงจง” ซึ่งขงเบ้งได้เปิดบ้านแสดงวิสัยทัศน์ต่อเล่าปี่ว่าแผ่นดินจะแตกออกเป็นสาม

ชมบ้านของขงเบ้งใน ว่อหลงกัง หรือ โงลังกั๋ง ซึ่งปัจจุบันทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของขงเบ้ง โดยฉายา “ว่อหลง” หรือ “ฮกหลง” ของขงเบ้ง ซึ่งแปลว่า “มังกรเร้นกาย” ก็ได้มาตอนที่เขาทำนาอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ แกะรอยเส้นทาง “สามเยือนกระท่อมหญ้า” ที่ เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย เดินทางบากบั่นมาเชิญตัวขงเบ้งไปช่วยทำการใหญ่ถึง ๓ ครั้ง

ช่วงบ่าย เที่ยวเมืองโบราณเซียงฝาน จำลองบรรยากาศสมัยโบราณ เมืองเซียงฝานแห่งนี้มีแม่น้ำฮั่น (หันซุย) ไหลผ่ากลาง แบ่งเมืองออกเป็นฝั่งเหนือ-ใต้ พื้นที่ของเมืองนี้ เดิมคือเมืองอ้วนเซีย (ฝานเฉิง) และเมืองซงหยง (เซียงหยาง) ที่แฟนๆ สามก๊กรู้จักกันดี เพราะเกิดศึกสงครามบ่อยครั้ง รวมทั้งวีรกรรมของกวนอูที่ทดน้ำท่วมเจ็ดทัพของอิกิ๋มก็เกิดขึ้นที่นี่

เช็คอินเข้าที่พัก ณ โรงแรมเฉิงสื้อหมิงเหญิน (สี่ดาว) ในเมืองเซียงฝาน

วันที่ ๕ : เกงจิ๋ว – สุสานกวนอู – สมรภูมิเตียงปัน – จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า



ออกเดินทางไปยัง เมืองโบราณจิงโจว หรือเมือง “เกงจิ๋ว” อันเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั้งสามก๊กต่างแย่งชิง ชมกำแพงเมืองเกงจิ๋วตั้งแต่ยุคโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จากนั้น เดินทางต่อไปยัง เมืองตังหยาง (ตังเอี๋ยง) ซึ่งเป็นจุดที่กวนอูพลาดท่าถูกฝ่ายง่อก๊กจับตัวได้หลังจากเสียเมืองเกงจิ๋วและถูกประหารชีวิต สักการะร่างไร้ศีรษะของกวนอูที่ สุสานกวนหลิง (ศีรษะของกวนอูถูกซุนกวนส่งไปให้โจโฉ ปัจจุบันอยู่ที่เมืองลั่วหยาง) จากนั้น ถึงไฮไลท์สำคัญของทริปนี้ คือไปเยือน สมรภูมิฉางปัน หรือ เตียงปัน จุดที่ “จูล่ง” ทหารเอกของเล่าปี่ สร้างวีรกรรม “ฝ่าทัพรับอาเต๊า” และชม สะพานฉางปั่นเฉียว หรือ เตียงปันเกี้ยว ที่เตียวหุยตัวคนเดียว ตวาดทัพสิบหมื่นของโจโฉจนถอยกรูดเหยียบกันตายเป็นเบือ

จากนั้นนั่งรถไปยังเมืองอี๋ชัง หลังรับประทานอาหารเย็น ไปสนามบินอี๋ชัง เพื่อขึ้นเครื่องบิน สายการบินเสฉวน (3U9712 22.10-23.55) เดินทางต่อไปยัง เมืองเฉิงตู หรือ เซงโต๋ ราชธานีของจ๊กก๊ก ปัจจุบันคือเมืองเอกของมณฑลเสฉวน

เข้าที่พัก โรงแรมหยินเหอหวางเฉา เมืองเฉิงตู

วันที่ ๖ : บุกถิ่นจ๊กก๊ก : ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า – พิพิธภัณฑ์ซานซิงตุ้ย – บ้านตู้ฝู่ – อู่โหวฉือ (ศาลเจ้าขงเบ้ง) – ถนนวัฒนธรรมจิ๋นหลี่ – โชว์เปลี่ยนหน้ากาก



เดินทางไปชมความน่ารักของหมีแพนด้า สัตว์ท้องถิ่นของมณฑลเสฉวนซึ่งเป็นที่ชื่นชอบและเอ็นดูของคนทั่วโลก ณ ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า จากนั้น เดินทางออกนอกเมืองไปยัง พิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย ซึ่งจัดแสดงของโบราณหายากของจ๊กก๊ก รวมทั้งของจากยุคอื่นๆ ด้วย จากนั้น ไปเที่ยว บ้านตู้ฝู่ กวีเอกสมัยราชวงศ์ถัง หนึ่งในกวีที่มีชื่อเสียงที่สุดของประวัติศาสตร์ชาติจีน ประพันธ์บทกวีอมตะไว้มากมาย

ช่วงบ่าย ไปเที่ยว “อู่โหวฉือ” หรือ “ศาลเจ้าขงเบ้ง” สักการะขงเบ้ง พระเจ้าเล่าปี่ และบรรดานายทหารของจ๊ก ไม่ว่าจะเป็นกวนอู เตียวหุย จูล่ง เกียงอุย บังทอง ฯลฯ ที่ล้วนมีส่วนในการก่อร่างสร้างแผ่นดินขึ้นมา จากนั้น เดินเล่นที่ ถนนวัฒนธรรมจิ๋นหลี่ จำลองบรรยากาศเมืองในยุคโบราณ เข้ากับทัวร์ประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี หลังอาหารเย็น ชม “โชว์เปลี่ยนหน้ากาก” การแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ของมณฑลเสฉวนที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยจัดให้ท่านนั่งในชั้นหนึ่ง อยู่ภายในสี่แถวหน้าสุดติดขอบเวที

กลับเข้าที่พัก โรงแรมหยินเหอหวางเฉา เมืองเฉิงตู

วันที่ ๗ : เล่อซาน: ล่องเรือ – ปีนเขา – ไหว้พระใหญ่



เดินทางไปยังเขาเล่อซาน ล่องเรือชมทัศนียภาพอันงดงามและมหัศจรรย์ ตื่นตาตื่นใจกับความใหญ่โตของพระพุทธรูปเล่อซาน พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก มีความสูงกว่า 70 เมตร กว้าง 20 เมตร ใช้เวลาสร้างกว่า 90 ปี จึงจะเสร็จสิ้น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2539 จากนั้น นำท่านขึ้นเขาเล่อซาน ไปเยี่ยมชมวัดหลิงอวิ๋น เพื่อสักการะและชื่นชมพระพุทธรูปเล่อซานอย่างใกล้ชิด

รับประทานอาหารค่ำใน ภัตตาคารอาหารสมุนไพร กินอาหารฮ่องเต้ ลิ้มรสอาหาร เสฉวนแท้ๆ อบอวลไปด้วยเครื่องเทศอร่อยลิ้น ถูกใจคนไทยที่ชอบทานเผ็ดเป็นอย่างยิ่ง

กลับเข้าที่พัก โรงแรมหยินเหอหวางเฉา เมืองเฉิงตู

วันที่ ๘ : ตูเจียงเยี่ยน – เฉิงตู – กรุงเทพฯ



เช็คเอาท์จากโรงแรม ออกเดินทางไปยัง โครงการชลประทานตูเจียงเยี่ยน โครงการชลประทานที่เก่าแก่ที่สุดในโลก สร้างโดย หลี่ปิงและลูกชาย ชาวแคว้นฉิน เมื่อ 256 ปีก่อนคริสตกาล เพื่อกั้นแม่น้ำหมินเจียง (ต้นน้ำของแม่น้ำแยงซีเกียง) และจัดการระบบน้ำในที่ราบลุ่มเฉิงตู ทำให้เสฉวนเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของชาวจีนแถบตะวันตกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แม้จะผ่านกาลเวลามากว่า 2,200 ปีแล้ว เขื่อนนี้ยังใช้งานได้ดี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2543

ชมสะพานแขวนขนาดใหญ่ ระบบชลประทานของเขื่อนตูเจียงเยี่ยนนี้เอง

หลังอาหารกลางวัน เดินทางไปสนามบิน ออกเดินทางกลับสู่ประเทศไทย ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 619 (15.30-17.35) สู่สนามบินสุวรรณภูมิ เสร็จสิ้นการ “ตามรอยสามก๊ก กับ แฟนพันธุ์แท้” อย่างสมบูรณ์

--------------

ราคาค่าทัวร์  54,900 บาท


อัตรานี้รวม
  • ค่าตั๋วเครื่องบิน สายการบินไทย ชั้นประหยัด
  • กรุงเทพฯ – กวางเจา / เฉิงตู - กรุงเทพฯ
  • ค่าตั๋วรถไฟความเร็วสูงชั้นหนึ่ง (กวางเจา-อู่ฮั่น)
  • ค่าตั๋วเครื่องบินสายการบินเสฉวน (อี๋ชัง-เฉิงตู)
  • ค่าที่พัก (4 ดาว) ห้องละ 2 ท่าน
  • ค่าอาหารทุกมื้อ
  • ค่ามัคคุเทศก์ (ภาษาไทย) และหัวหน้าทัวร์คนไทย
  • ค่ารถโค้ชปรับอากาศและคนขับรถ
  • ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวตามรายการ
  • ค่าธรรมเนียมการทำวีซ่า
  • ค่าประกันอุบัติเหตุ วงเงินหนึ่งล้านบาท (เงื่อนไขตามกรรมกรรม์)
อัตรานี้ไม่รวม
  • ค่าน้ำหนักกระเป๋าเดินทางส่วนเกิน (กรณีที่เกิน 20 กิโลกรัมต่อหนึ่งคน)
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่างๆ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าซักรีดเสื้อผ้า ค่าอาหารและเครื่องดื่มนอกรายการ ฯลฯ
  • ค่าทิปมัคคุเทศก์ และคนขับรถ วันละ 30 หยวน (8 วัน รวม 240 หยวน)
  • ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % และค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% (ในกรณีที่สมัครในนามบริษัท)
วิธีการชำระเงิน

  • โอนเงินค่ามัดจำ 20,000 บาท เข้าบัญชี "โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก" ธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว 25 บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 045-2-02754-4  พร้อมแฟกซ์หน้าหนังสือเดินทาง (หน้าแรกที่มีภาพถ่าย) พร้อมสลิปใบ Pay in มาที่หมายเลข 02-939-8946 หรือถ่ายรูปทั้งหน้าหนังสือเดินทางและสลิปใบ Pay in แล้วอีเมล์มาที่ CheeChud@gmail.com
  • โอนเงินส่วนที่เหลือ 34,900 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 55 ด้วยวิธีเดียวกับการโอนเงินมัดจำ (หากไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนด ขอสงวนสิทธิ์ ไม่คืนค่ามัดจำทั้งหมด)
เอกสารประกอบการขอวีซ่า
  • หนังสือเดินทาง (มีอายุมากกว่า 6 เดือน และมีหน้าว่างสำหรับประทับตรา อย่างน้อย 2 หน้า)
  • รูปถ่ายสี (หน้าตรง) ขนาด 2 นิ้ว 2 ใบ อัดภาพด้วยกระดาษถ่ายภาพ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โทร -
เว็บไซต์ - http://www.okls.net/http://www.cheechud.com/
อีเมล์ - CheeChud@gmail.com, Jitrlada@hotmail.com





Saturday, May 5, 2012

"ภิญโญ ตอบโจทย์" เล่าประสบการณ์นั่งรถไฟความเร็วสูงเยือนเซ็กเพ็ก

บทความข้างล่างนี้ชื่อ "รถไฟ บันไดเลื่อน โลกเคลื่อน ลมบูรพา" เขียนโดย คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ ไทย ไทย นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของพี่เขา ที่เคยนั่งรถไฟจีนสมัยก่อน เปรียบเทียบกับเมื่อไม่นานมานี้ ที่ได้นั่งรถไฟความเร็วสูง จาก "กวางเจา" ไป "อู่ฮั่น" และไปชมสถานที่จริงของ "สมรภูมิเซ็กเพ็ก" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่เราจะเดินทางไปกันกับทัวร์ "ตามรอยสามก๊ก กับ แฟนพันธุ์แท้" ผมเห็นว่าน่าจะสนใจ จึงยกมาให้ได้อ่านกันครับ



ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เขียน
ที่มา : MatichonOnline - คอลัมน์ ไทย ไทย มติชนสุดสัปดาห์ 2-8 มีนาคม 2555

ปี 1997 ผมนั่งรถไฟจากปักกิ่งมุ่งหน้าสู่เซี่ยงไฮ้ไม่กี่เดือนก่อนหน้าที่อังกฤษจะคืนเกาะเฮ่องกงกลับสู่อ้อมกอดแผ่นดินแม่

รถไฟตู้นอนจีนสมัยนั้นหนึ่งคอกมีสามชั้น ชั้นละเตียง แบ่งออกเป็นสองด้าน รวมหกที่นั่ง

ตอนกลางวันทุกคนจะลงมานั่งที่เตียงล่าง หันหน้าคุยกัน ถึงตอนค่ำ ก็ปีนกลับขึ้นเตียง เตียงใครเตียงมัน ถึงเช้าก็ปีนกลับมาคุยกันใหม่

ทำให้คิดถึงพุทธภาษิตที่ว่า "เดินทางร่วมกันเจ็ดก้าวเหมือนเป็นมิตร เดินทางร่วมกันสิบสองก้าวนับเป็นสหาย อยู่ร่วมกันหนึ่งเดือนนับเป็นญาติ หากนานกว่านั้นนับเป็นตัวเอง"

นั่งๆ นอนๆ หลายชั่วโมงเข้าก็ชักจะอยากนับญาติกับอาม่าที่นั่งมาด้วย เพราะเผลอคิดว่าเป็นอาม่าตัวเองไปจริงๆ

ที่ต้องนั่งนอนกันมาราธอนข้ามวันขนาดนี้ เพราะจากปักกิ่งมาเซี่ยงไฮ้ใช้เวลาเดินทางเกือบ 20 ชั่วโมง แต่ถ้าจะเดินทางไปถึงกวางเจา ต้องใช้เวลาถึง 35 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

ผู้โดยสารต่างชาติมักได้ประสบการณ์แตกต่างกันไปจากการเดินทางยาวนานในต่างบ้านต่างเมือง ทั้งควันสูบบุหรี่ กลิ่นบะหมี่ในน้ำร้อน รสชาร้อนในขวดแก้ว เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อย สารพัดจัดให้จากการพเนจรคอนกระเป๋า

ประสบการณ์เหล่านี้กำลังจะกลายเป็นอดีตภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าสำหรับผู้มีฐานะ เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานีวิทยุจีนแห่งกรุงปักกิ่งรายงานข่าวรถไฟความเร็วสูงสายปักกิ่ง-กวางเจา กำลังจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปีนี้ จาก 35 ชั่วโมงเมื่อ 15 ปีที่แล้ว การเดินทางจากเมืองหลวงทางเหนือลงสู่เมืองเศรษฐกิจหลักทางใต้จะใช้เวลาเพียง 7-8 ชั่วโมงเท่านั้น

นี่คือความมหัศจรรย์ทางการพัฒนาประเทศของจีน ซึ่งขนาดทางเศรษฐกิจได้ก้าวแซงหน้าญี่ปุ่นมาอยู่อันดับสองของโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปีที่แล้วผมมีโอกาสใช้รถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อเมืองกวางเจากับเมืองอู่ฮั่นเมืองเอกของมณฑลเหอเป่ย์ ซึ่งอยู่บนเส้นทางเชื่อมต่อจากปักกิ่งลงสู่กวางเจา

ถ้าไม่บอกว่าเป็นรถไฟจีน ผู้โดยสารอาจจะเผลอจินตนาการได้ว่ากำลังนั่งอยู่ในรถไฟหัวกระสุนของญี่ปุ่นที่วิ่งจากโตเกียวไปโอซาก้าก็เป็นได้ ด้วยบรรยากาศภายในนั้นเงียบสงบ สะอาดสะอ้าน

ความเร็วของรถไฟที่แสดงเหนือประตูตู้วิ่งไปแตะที่ระดับ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในบางช่วง
ด้วยความเร็วขนาดนี้ ทำให้การเดินทางของผู้คนเป็นไปได้โดยสะดวกสบาย

จากกรุงเทพมหานครลงเครื่องที่กวางเจาต่อรถไฟใช้เวลาไม่นานก็ถึงอู่ฮั่นเมืองหลวงของง่อก๊ก จากตัวเมืองไปอีกเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น ก็ถึงผาแดง ที่เคยเป็นสมรภูมิเมื่อครั้งทัพเรือโจโฉแห่งวุยก๊กยกมาประชิด จนกลายเป็นฉากสำคัญในมหากาพย์สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ

ถ้าเทียบกับแผนที่ปัจจุบันแล้ว จะเห็นว่าง่อก๊กของซุนกวนนั้น กุมพื้นที่ริมทะเลฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจหลักของจีนเป็นสำคัญ ส่วนวุยก๊กนั้นตั้งมั่นกุมอำนาจอยู่ทางตอนเหนือศูนย์กลางการเมืองปัจจุบัน โดยมีจ๊กก๊กของเล่าปี่กุมเขตตะวันตกลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ มีเสฉวนเป็นเมืองหลัก

สมัยก่อนการจะยกทัพจับศึกกันแต่ละครั้งต้องวางแผนการเดินทางและการส่งเสบียงทั้งทางบกทางน้ำเป็นอย่างดี ทหารเมืองเหนือไม่ชินคลื่นลมเมืองใต้ เมื่ออุยกายออกอุบายให้โบยตี เพื่อเสนอกลศึกผูกเรือ ครั้นโจโฉหลงเชื่อ ขงเบ้งรอลมเปลี่ยนทิศ พิชิตศึกด้วยเรือเพลิง กองทัพเรือโจโฉก็ถูกเผากระเจิง แตกพะพ่ายด้วยพระพายแผลงฤทธิ์กลับทิศลม จนเกิดสำนวนจีนที่ว่า ทุกสิ่งพร้อมสรรพ รอรับเพียงลมตะวันออก

ลมตะวันออกที่พัดมาจึงหมายถึง ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

นักท่องเที่ยวเดินทางมาอู่ฮั่น เมื่อมาถึงมักแวะขึ้นไปชมชัยภูมิเมืองบนหอกระเรียนเหลือง สืบเนื่องมาจากยุคสามก๊ก แม่ทัพนายกองมักใช้หอนี้เป็นจุดตรวจตรารับมือข้าศึก แม้หอเดิมจะไม่คงทนมาถึงปัจจุบัน แต่การจำลองขึ้นมาใหม่ ก็พอทำให้ได้กลิ่นอายของอดีตอันรุ่งโรจน์

ปัจจุบันวันนี้เหนือใต้ออกตกของแผ่นดินจีนสงบศึก ทั้งประเทศเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวด้วยรถไฟความเร็วสูง จนจีนกลายมาเป็นประเทศที่มีรถไฟความเร็วสูงมากที่สุดในโลก และมากกว่าทั้งโลกรวมกัน
จีนวางแผนการนี้ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 กระทรวงการรถไฟเสนอแผนการใหญ่เข้าสู่การพิจารณาของสภาประชาชน มีการเสนอแผนการสร้างรถไฟความเร็วสูงระหว่างปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้มาตั้งแต่ปี 1995 แต่ด้วยข้อถกเถียงเรื่องเทคโนโลยีที่เหมาะสม กว่าจะลงมือสร้างจริงก็ย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

และนับจากนั้นเป็นต้นมาจีนก็เร่งพัฒนาความเร็วของรถไฟให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมาแตะที่ระดับ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในหลายเส้นทาง

เรียกว่าถ้านั่งจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่อาจะใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง

ในขณะที่รถไฟไทยจากกรุงเทพฯ ตอนค่ำๆ แม้จะเป็นรถด่วน กว่าจะถึงเชียงใหม่ก็เป็นเวลาเช้า ใช้เวลาเดินทางไม่ต่ำกว่า 14-15 ชั่วโมง

ผ่านไปยี่สิบปี แม้นักท่องเที่ยวจะเพิ่มมากขึ้น เกิดสายการบินต้นทุนต่ำเช่นเดียวกับทั่วโลก แต่การคมนาคมหลักเช่นรถไฟก็ยังคงความเร็วไว้ที่เดิม รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูงที่พูดกันมาไม่ต่ำกว่าสองทศวรรษ ยังคงเป็นความฝันของผู้โดยสารรถไฟไทยเมื่อวิ่งผ่านอุโมงค์ขุนตาน

รถไฟไทยยังคงเป็นตำนานและเป็นประสบการณ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงแม้เวลาจะเปลี่ยนไป

ความเร็วของรถไฟจีนถูกประธานาธิบดี บารัค โอบามา ใช้เป็นดัชนีที่วัดการพัฒนาประเทศ

โอบามากล่าวว่า "มันเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้ว่า ทำไมจีนถึงมีระบบขนส่งทางรถไฟที่ดีกว่าอเมริกา สิงคโปร์มีท่าอากาศยานที่ดีกว่าอเมริกา และเราเพิ่งรู้ว่าคอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก ซึ่งเคยอยู่ในอเมริกา แต่มาบัดนี้ไม่ได้อยู่ในอเมริกาอีกต่อไปแล้ว"

นอกจากรถไฟแล้ว คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกนั้น อยู่ในจีนนะครับ

ไอแพด ไอโฟน และไอทั้งหลายที่กำลังจะตามมา ลองพลิกข้างหลังเครื่องดูเถอะครับ ส่วนใหญ่จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Designed by Apple in California Assembled in China

ถ้อยคำสั้นๆ นี้ทำให้โอบามาตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรที่จะให้สินค้าเหล่านี้กลับมาผลิตในอเมริกา

สตีฟ จ๊อบส์ จึงต้องตอบว่า งานการผลิตเหล่านี้จะไม่กลับมาอเมริกาอีกแล้ว เพราะด้วยค่าแรง ด้วยกลไกการผลิตที่เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่นั้น ได้ถูกยักย้ายถ่ายเทเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ไปนานแล้ว ไปแล้วไปลับ ไม่กลับมาอีก เพราะถ้าจะกลับมาต้องมาทั้งระบบ มาแบบแยกชิ้นส่วนไม่ได้

นี่คือความซับซ้อนของห่วงโซ่การผลิตยุคใหม่

โทมัส ฟรีดแมน ผู้เขียนหนังสือ The World is Flat จึงต้องตั้งคำถามต่อว่าทำไมอเมริกาถึงได้ล้าหลังในโลกที่ตัวเองได้สร้างขึ้น

ฟรีดแมนเล่าประสบการณ์การเดินทางไปร่วมประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ที่เมืองเทียนจิน เมื่อปี 2010 จากที่เคยต้องเดินทางจากปักกิ่งด้วยรถยนต์ 3-4 ชั่วโมง เมื่อห้าปีก่อน มาบัดนี้เมื่อรถไฟความเร็วสูงสายปักกิ่งเทียนจินสร้างเสร็จ การเดินทางดังกล่าวใช้เวลาเพียง 29 นาทีเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงความสะดวกสบายในระดับสากล ทั้งตัวสถานี การซื้อตั๋วผ่านตู้อัตโนมัติ ที่มีทั้งภาษาจีนและอังกฤษให้เลือก

นี่คือหนึ่งในรถไฟสายที่เร็วที่สุดในโลก

กลับมาที่อเมริกาแค่บันไดเลื่อนในสถานีรถไฟใต้ดินที่ฟรีดแมนใช้นั่งมาทำงานในวอชิงตันเสีย การซ่อมแซมให้ทันสมัยยังต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน ซึ่งถ้าเพิ่มเวลาให้อีกสองเดือน รัฐบาลจีนสามารถสร้างหอประชุมขนาด 230,000 ตารางเมตร ที่เทียนจินได้แล้วเสร็จ

ความเร็วจึงเป็นเครื่องวัดประสิทธิภาพ วัดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งอเมริกันกำลังสูญเสียไปให้กับจีนแผ่นดินใหญ่ ตั้งแต่เรื่องรถไฟ ไปจนถึงบันไดเลื่อน

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้โลกเคลื่อน เมื่อลมตะวันออกพัดมา มหาอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ ก็อาจมีชะตากรรมที่เปลี่ยนไป ตามสายลมบูรพา ซึ่งนำมาทั้งความสำเร็จและความเปลี่ยนแปลง

ประเทศไทยตอนนี้ทั้งน้ำและลมแรง แต่ไม่มีใครรู้ว่าความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นอย่างไร ผมครุ่นคิดระหว่างอยู่ในตู้เสบียงของรถนอนเชียงใหม่ ซึ่งกำลังเคลื่อนที่ช้าๆ ผ่านขุนเขาเข้าสู่อุโมงค์ขุนตาน


ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1330770269&grpid=&catid=19&subcatid=1904