Friday, February 24, 2012

ล้อมเว่ยช่วยจ้าว..เสียหาน ขงเบ้ง "จ่ายแพง" รักษาเสฉวน


เมื่อโจโฉแพ้ศึกเสียเมืองฮันต๋งให้เล่าปี่ พระปิตุลาซึ่งเพิ่งได้เมืองเสฉวนมาครองไม่นาน จึงได้กินดินแดนรุกคืบเข้ามาจ่อคอหอย โดยควบทั้งเสฉวน ฮันต๋ง มิหนำซ้ำ ทางใต้ยังมีเกงจิ๋ว แผ่อิทธิพลกว้างขวาง เป็นอันตรายต่อฝ่ายฮูโต๋อย่างยิ่ง

โจโฉเพิ่งแพ้ศึกมาใหม่ๆ ก็คับแค้นยิ่งนัก อยากเอาคืน จะบุกไปตีเสฉวนบ้าง แต่ก็หวั่นใจ เพราะเคยพ่ายมาหนหนึ่งแล้ว สุมาอี้จึงออกอุบาย ให้ส่งหมันทองเป็นทูตไปเจรจากับซุนกวนให้ช่วยตีเกงจิ๋ว เมื่อเล่าปี่พะวงหลัง ฝ่ายเราค่อยตีเสฉวน อันจะเป็นการสลายขั้วพันธมิตรที่ยืนยงมาตั้งแต่ครั้งศึกเซ็กเพ็กด้วย

โจโฉได้ฟังอุบายสุมาอี้ก็ถึงกับตาสว่าง รีบ "จัดไป" ทันที

ฯพณฯ วุยอ๋องส่งหมันทองไปบอกซุนกวนว่า เราสองฝ่ายมิได้ติดต่อกันมาช้านานเพราะท่านไปดองกับเล่าปี่ บัดนี้ ตัวเราจะยกทัพไปตีฮันต๋งและเสฉวน ขอให้ท่านช่วยไปตีเกงจิ๋ว ซึ่งจะทำให้เล่าปี่ต้องรับศึกสองทางจนไม่เป็นอันสู้รบ สุดท้ายคงพ่ายแพ้ไป ฝ่ายเราทั้งสอง (หมายถึงโจโฉและซุนกวน) จะได้มาเป็นมิตรกัน

จะเห็นได้ว่า โจโฉหมายจะสลายขั้วพันธมิตรซุน-เล่า โดยดึงซุนกวนมาเข้าพวกด้วยเสียดื้อๆ

ซุนกวนได้ฟังก็ฉุกคิด ที่จริงเกงจิ๋วนั้นก็ของเรา เราเองอยากได้มาแสนนาน แต่โดนเล่าปี่บิดพลิ้วมาหลายเพลา ครานี้จอมพลตระกูลหลิวก็เติบใหญ่เข้มแข็งมากแล้ว หากปล่อยต่อไป สักวันจักเป็นภัยต่อกังตั๋งโดยแน่แท้ แต่ครั้นจู่ๆ จะไปบุกเกงจิ๋วก็ดูชอบกล

ฝ่ายจูกัดกิ๋น พี่ชายของขงเบ้งจึงออกอุบาย อาสาข้ามน้ำไปเจรจาผูกสัมพันธ์ ขอลูกสาวกวนอูให้แต่งงานกับลูกชายของซุนกวน เกี่ยวดองเป็นญาติพี่น้อง หากกวนอูตกลง เราก็ร่วมกันบุกฮูโต๋เสียเลย แต่ถ้าไม่ตกลง เราก็เข้าด้วยโจโฉ

ซุนกวนได้ฟังอุบายของจูกัดกิ๋นก็ชอบใจมาก จึงทำทีตบปากรับคำฝากหมันทองไปบอกโจโฉว่าเขาจะช่วยตีเกงจิ๋วให้ ครั้นหมันทองกลับไปแล้ว จึงให้จูกัดคนพี่ลงเรือไปคุยกับกวนอู

พอจูกัดกิ๋นไปถึง ก็ได้เจรจาความเสนอไมตรี ปรากฏว่า นอกจากกวนอูจะไม่ตอบรับแล้ว ยังอาจหาญ ส่งสารอันหยามเหยียดอย่างรุนแรงกลับมาถึงซุนกวนอีกว่า "อันบุตรเรานี้เป็นชาติเนื้อเหล่าเสือ ไม่ควรจะให้แก่สุนัข"

พอจูกัดกิ๋นกลับมาบอกซุนกวน นายใหญ่แห่งกังตั๋งก็ถึงกับฟิวส์ขาด เขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ครองกังตั๋ง 82 หัวเมือง คนทั้งแผ่นดินต่างเกรงใจ กวนอูเป็นใครริมาหลู่เกียรติกันบอกว่าเป็น "ชาติหมา"

ซุนกวนจึงตัดสินใจเด็ดขาด..บุกเกงจิ๋ว


ฝ่ายขงเบ้ง เมื่อทราบว่าโจโฉจะมาตีเสฉวน จึงแก้เกมด้วยการใช้กลยุทธ์ “ล้อมเว่ยช่วยจ้าว” สั่งกวนอูทิ้งเกงจิ๋วขึ้นมาตีอ้วนเซียเสียก่อน เพื่อ “ตรึง” โจโฉไว้ที่ฮูโต๋ ไม่ให้มารุกรานฮันต๋งและเสฉวน

กลยุทธ์ “ล้อมอ้วนเซียช่วยเสฉวน” นี้ นอกจากจะป้องกันดินแดนทางตะวันตกไว้ได้แล้ว ดีไม่ดี ถ้ากวนอูตีอ้วนเซียแตก ยังอาจ “เข้าฮอส” กินเมืองฮูโต๋ เป็นอันชนะทั้งกระดาน ปราบโจโฉราบคาบได้เลย

แต่แล้ว หลังจากกวนอูมีชัยหลายครั้ง โดยทดน้ำท่วมทัพอิกิ๋ม ฆ่าบังเต๊กตาย ทำให้โจหยินเกือบทิ้งเมืองอ้วนเซียหนี โจโฉได้ส่ง "ซิหลง" นายทหารเก่าแก่ซึ่งคุ้นเคยกับกวนอูออกมารับศึก และซิหลงก็ไม่ทำให้โจโฉผิดหวัง เขาเป็นฮีโร่ ตีทัพของเลียวฮัวและกวนเป๋งแตก ก่อนจะเข้าดวลเดี่ยวกับกวนอู สุดท้ายกวนอูทานกำลังไม่ไหว ต้องสั่งถอยทัพ

ไม่ทันไร มีข่าวร้ายมาเข้าหูว่าเกงจิ๋วเสียแก่ลิบองแล้ว กวนอูร้อนใจยิ่งนัก รีบรุดจะกลับไปกู้เมือง แต่แล้วตัวเขาก็ถูกทหารกังตั๋งนำโดยพัวเจี้ยงที่มาดักรออยู่แล้ว สกัดจับเอาไว้ได้ระหว่างทางพร้อมกวนเป๋งบุตรชาย ก่อนจะถูกส่งตัวให้ซุนกวนประหารชีวิตในที่สุด

จะเห็นได้ว่า กลยุทธ์ของขงเบ้ง ที่แก้เกมของโจโฉ ด้วยการให้กวนอูมาตีอ้วนเซียเสียก่อน เพื่อที่โจโฉจะได้ไม่กล้ามาตีเสฉวน แม้จะรักษา "ขุน" คือเมืองเสฉวนเอาไว้ได้ แต่ก็ต้องเสียทั้ง "โคน" คือเกงจิ๋ว และเสีย "ม้าศึก" อย่างกวนอูไปด้วย

ขงเบ้ง "ล้อมเมืองเว่ย ช่วยเมืองจ้าว แต่เสียเมืองหาน" รักษาเสฉวนได้ด้วยราคาแพงเกินความคาดหมายไปมาก

เรื่องราวที่เล่ามา เป็นสถานการณ์ที่เกี่ยวพันและต่อเนื่องกัน ตั้งแต่ เล่าปี่ได้ฮันต๋ง, โจโฉจะมาตีเสฉวน, กวนอูตีอ้วนเซียเกือบแตก, ลิบองได้เกงจิ๋ว, กวนอูถูกจับและถูกประหารชีวิต

โดยส่วนตัวผมมองว่าเหตุการณ์ชุลมุนเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการพิสูจน์ให้เราเห็นว่า "สถานภาพสามก๊ก" ได้เกิดขึ้นแล้ว การปะทะกันหลายครั้งของทั้งสามก๊ก เสมือนการ "ลองเชิง" ผลออกมาว่า ทั้งโจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน ไม่มีใครเหนือกว่าใครมากนัก

เล่าปี่ยึดฮันต๋งได้ แต่ก็ต้องเสียเกงจิ๋ว โจโฉแม้จะแพ้เสียฮันต๋ง แต่ฮูโต๋ก็ไม่มีใครแตะต้องได้ ฝ่ายกังตั๋ง ก็ได้เกงจิ๋วคืนมาจากเล่าปี่ หลังจากที่เสียรู้มาหลายปี

สุดท้าย ทั้งสามฝ่ายจึงถ่วงดุลกันและกันโดยสมบูรณ์ ไม่มีใคร "ได้ทั้งหมด" หรือ "เสียทั้งหมด" เมื่อสิ้นสุดความชุลมุนในครั้งนี้ ตามมาด้วยศึกอิเหลงที่เล่าปี่แพ้ต่อซุนกวน "ยุคสามก๊ก" จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ และดำรงยืนยงไปอีก 60 ปี

เป็นยุคสมัยที่คนทั่วโลกต้องจดจำไปตลอดกาล !!

ภาพประกอบจาก
http://aggas2nd.blogspot.com
http://www.wizards.com
http://www.cosmeo.com

Wednesday, February 15, 2012

"เส้นแบ่งของความสัมพันธ์" บทเรียนจากบิฮุย


บิฮุยเป็นคนเมืองกังแฮ พ่อแม่ของเขาตายตั้งแต่ยังเล็ก โดยเขาได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจาก ป๋อเหญิน ญาติผู้พี่

ป๋อเหญินผู้นี้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเล่าเจี้ยง เมื่อเล่าเจี้ยงได้ขึ้นเป็นเจ้าแคว้นเสฉวน จึงให้คนมาเชิญป๋อเหญินไปอยู่ที่เสฉวนด้วยกัน ป๋อเหญินก็ตอบตกลง โดยพาบิฮุยไปด้วย

บิฮุยมาถึงเสฉวนก็ได้เข้ารับการศึกษา เขาเป็นเด็กฉลาด หัวดีมาก และเป็นเพื่อนร่วมเรียนกับ ตังอุ๋น ลูกชายของตั๋งโห ขุนนางจ๊กก๊ก ทั้งคู่สติปัญญาเฉลียวฉลาดไม่แพ้กัน แต่บิฮุยเหนือกว่าตรงที่เป็นคนติดดิน ไม่ถือยศถืออย่าง ไม่วางมาด คบคนได้ทุกชนชั้น

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตั๋งโหต้องไปร่วมงานศพของขุนนางอาวุโสแห่งจ๊กก๊ก จึงสั่งให้ตังอุ๋นผู้ลูก และบิฮุย ตามไปงานศพด้วย ตังอุ๋นขอให้พ่อจัดรถม้ามารับพวกเขาไป แต่ตั๋งโหกลับส่งแค่รถลากแบบบ้านๆ มาให้ ตังอุ๋นเห็นรถเก่าก็อาย ไม่ยอมขึ้นรถ ทว่าบิฮุยกลับไม่ยี่หระ กระโดดขึ้นไปนั่งบนรถทันที

ครั้นมาถึงงานศพ ตังอุ๋นเห็นขุนนางผู้ใหญ่ รวมทั้งขงเบ้ง มาร่วมงานกันพร้อมหน้า แขกเหรื่อเหล่านั้นต่างอาศัยยานพาหนะชั้นดีมาร่วมไว้อาลัย ตังอุ๋นก็ยิ่งอายเพราะตัวเองนั่งรถเก่ามา แทบไม่กล้าลงไปพบปะผู้คน แต่บิฮุยกลับโดดลงจากรถไปทักทายผู้ใหญ่ โดยไร้ซึ่งความกระดาก

พอตั๋งโหรู้เรื่องจากคนลากรถก็รู้สึกผิดหวังในตัวลูกชายมาก บอกกับตังอุ๋นว่า "พ่อสงสัยมาตลอดว่าลูกกับเหวินเหว่ย (ชื่อรองของบิฮุย) ใครนิสัยดีกว่ากัน แต่ตอนนี้ พ่อรู้แน่แล้ว"

ครั้นเติบใหญ่ขึ้น บิฮุยได้เริ่มรับราชการกับจ๊กก๊กในช่วงที่ “เล่าปี่” สถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ โดยคอยรับใช้ “เล่าเสี้ยน” ซึ่งเป็นองค์รัชทายาทอย่างใกล้ชิดจนพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์

เมื่อขงเบ้งกลับมาจากการปราบปรามขบถม่านทางใต้ เขาได้ตั้งบิฮุยเป็นขุนนางระดับสูง ถึงขนาดเคยทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยนว่า หากมีปัญหาใดๆ ให้ปรึกษากับบิฮุยได้ ทั้งยังเอ่ยปากชมว่าบิฮุยเป็นขุนนางที่ “เก่งที่สุด”

ผู้หยั่งรู้ดินฟ้าระดับขงเบ้ง ลองถ้าชมใครว่า "เก่งที่สุด" คนๆ นั้นคงไม่ธรรมดาแน่นอน จริงไหมครับ

ต่อมา ขงเบ้งได้ให้บรรดาศักดิ์บิฮุยเป็น "ขุนนางผู้แสดงออกถึงความซื่อสัตย์และน่าไว้เนื้อเชื่อใจ" ก่อนจะส่งเขาเป็นทูตไปเจรจากระชับความสัมพันธ์ระหว่างจ๊กก๊กและง่อก๊ก

เมื่อไปถึง บิฮุยได้เข้าพบซุนกวน และได้โต้คารมกับบรรดาปราชญ์กังตั๋ง นำโดยจูกัดเก๊ก ขุนนางปากตะไกรแห่งแดนใต้ ปรากฏว่าบิฮุยเจรจาความเมืองได้อย่างฉะฉานและมั่นใจ ถ้อยคำของเขาล้วนแล้วแต่ฉลาดล้ำลึก แฝงไปด้วยข้อคิดมากมาย

ซุนกวนเห็นอัจฉริยะบุคคลอยู่ตรงหน้าก็ออกอาการ "ทึ่ง" ถึงกับเอ่ยปากว่า

"ท่านคือหนึ่งในคนที่ปราดเปรื่องและทรงคุณธรรมที่สุดในโลกนี้ ท่านจะได้เป็นเสนาบดีคนสำคัญของจ๊กก๊กอย่างแน่นอน ข้าจึงกลัวว่า ท่านจะไม่มีโอกาสได้มาเยี่ยมเยียนเราบ่อยนักในอนาคต"

คำพูดของซุนกวน แทบไม่ต้องบรรยายอะไรเพิ่มเติมอีก


ต่อมา ระหว่างที่ขงเบ้งนำทัพไปบุกเหนือและกำลังจะสิ้นใจตายกลางสนามรบ ขงเบ้งได้สั่งเสียให้ “เจียวอ้วน” เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีต่อจากตน และให้ "บิฮุย" รับตำแหน่งต่อจากเจียวอ้วนอีกที และเหล่าขุนนางก็พร้อมใจให้เป็นไปตามนั้น

เจียวอ้วนรับงานใหญ่ต่อจากขงเบ้งอยู่นานหลายปี ครั้นเจียวอ้วนตายลง บิฮุยจึงได้ขึ้นเป็นอัครมหาเสนาบดี ประมุขฝ่ายบริหารของรัฐจ๊ก เขาเป็นที่เชื่อถือของพระเจ้าเล่าเสี้ยนอย่างยิ่ง โดยพระองค์ทรงเชื่อถือ "บิฮุย" และ "เกียงอุย" ในเรื่องการบริหารราชงานเมืองต่างๆ

อย่างไรก็ตาม บิฮุยไม่ได้มีนโยบายที่จะทำสงครามอย่างเต็มตัวเหมือนในยุคขงเบ้ง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า บิฮุยเป็นผู้อนุมัติให้เกียงอุยยกทัพไปตีเมืองชายขอบของวุยก๊ก แต่ไม่ใช่การตีโดยหวังยึดเอาทั้งแผ่นดินเหมือนกับขงเบ้ง บางคนมองว่าเป็นเพียงการ "ตี" เพื่อ "ป้องกัน" หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการ "รุก" เพื่อ "รับ"

จะเห็นได้ว่าการบริหารของบิฮุย ยึดโยงกับ "ยุทธศาสตร์สามก๊ก" ยิ่งกว่าขงเบ้งเสียด้วยซ้ำ

ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่า อุปนิสัยอันหนึ่งของบิฮุยคือความติดดิน เป็นคนง่ายๆ ใจกว้าง และจริงใจ แต่อุปนิสัยเดียวกันนี้ กลับทำให้เขาต้องเสียชีวิตลงแบบไม่คาดฝัน

มีอยู่วันหนึ่ง บิฮุยได้จัดงานเลี้ยงที่บ้าน และเชิญขุนนางระดับสูงมาดื่มกินกันโดยมิได้ระวังป้องกัน

หนึ่งในแขกของงานเลี้ยงครั้งนี้คือ “กัวสวิน” อดีตนายทหารวุยก๊กที่พ่ายศึกและยอมสวามิภักดิ์ต่อจ๊กก๊กเป็นเวลาร่วมสิบปีแล้ว แต่ยังคอยเป็นไส้ศึกให้กับฝ่ายวุยอยู่ตลอด ครั้นบิฮุยดื่มเหล้าจนเมามายแล้ว กัวสวินจึงฉวยโอกาสฆ่าเขาเสีย จบชีวิตขุนนางยอดปัญญาลงอย่างง่ายๆ

เรื่องของบิฮุยสอนให้เรารู้ว่า การเป็นคนง่ายๆ คบคนได้ทุกประเภทนั้น เป็นเรื่องดี ทำให้มีแต่คนรัก แต่อย่าลืม "ขีดเส้น" แบ่งขอบเขตของความสัมพันธ์เอาไว้ด้วย

การ "เต็มที่" กับคนไม่เลือกชั้นวรรณะผิดเวล่ำเวลา อาจนำความเดือดร้อน หรือแม้กระทั่งความวอดวายมาใส่ตัวเรา ดั่งชะตากรรมของบิฮุย ที่ถูกฆ่าตายแบบน้ำตื้นๆ ในบ้านของตนเอง

กระซิบรักบรรลือโลก


ปู่ม่าน-ย่าม่าน

กำฮักน้อง กูปี้จักเอาไว้ในน้ำ

ก็กลัวหนาว จักเอาไว้ปื้นอากาศกลางหาว

ก็กลัวหมอกเหมย ชอนดาวลงมาคะลุม

จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม

ก็กลัวเจ้าจะปะใส่ แล้วลู่เอาไป

ก็เลยเอาไว้ในอกในใจ๋ ตัวจายปีนี้

จักหื้อมันไห้ อะฮิ อะฮิ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นแววา

กระซิบรักคำเมือง

Saturday, February 4, 2012

เอียนซี "สตรีอาภัพ"


หากจะพูดถึง "ผู้หญิงในสามก๊ก" ชื่อที่ผุดขึ้นมาในสมองของคนทั่วไป คงมีตั้งแต่ เตียวเสี้ยน ซุนฮูหยิน เสียวเกี้ยว ไต้เกี้ยว หรือพวกแถวสอง ก็น่าจะเป็น กำฮูหยิน บิฮูหยิน หรือนางอุ๋ยซี เมียขงเบ้ง ฯลฯ

หญิงแต่ละคนที่ว่ามา ล้วนมีบทบาทในเนื้อเรื่องสามก๊กต่างๆ กันไป บ้างก็งามมาก บ้างก็งามน้อย บ้างก็ไม่งามเอาเสียเลย (เช่น อุ๋ยซี ) แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง ทั้งที่ความงามของนางราวกับหยาดฟ้ามาดิน

ผมกำลังจะเล่าถึง "นางเอียนซี" สตรีอาภัพแห่งเรื่องสามก๊ก

นางเอียนซี เกิดที่เมืองจงซาน ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอเป่ย รูปโฉมของนางงดงามหยดย้อย ไม่แพ้ หรืออาจจะมากกว่าสตรีทุกนางในเรื่องสามก๊ก (ยกเว้นเตียวเสี้ยน ซึ่งไม่มีตัวตนจริง)

ครั้นเจริญวัยขึ้น นางได้กลายเป็นภรรยาของ “อ้วนฮี” ลูกชายคนกลางของ “อ้วนเสี้ยว”

ถ้าเปรียบกับสมัยนี้ คงเหมือนได้ตบแต่งกับลูกนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลอันดับต้นๆ ของแผ่นดิน ซึ่งดูๆ แล้ววาสนาก็น่าจะดี มิน่าต้องพบกับความลำบาก

แต่แล้ว เมื่อ “โจโฉ” บุกมายึดเมืองกิจิ๋วได้ “โจผี” บุตรชายของโจโฉได้ฝ่าฝืนคำสั่งของบิดา โดยถือวิสาสะเข้าไปในจวนของอ้วนเสี้ยว และได้พบนางเอียนซีซบหน้ากอดกันร่ำไห้กับ “นางเล่าซือ” ภรรยาของอ้วนเสี้ยว

โจผีถามนางเล่าซือเมียอ้วนเสี้ยวว่านางเอียนซีเป็นอะไรจึงคร่ำครวญเช่นนั้น ก่อนจะขอว่า "กรุณาให้ลูกสะใภ้ของท่านเงยหน้าขึ้นมาเถิด"

และแล้ว เมื่อได้ยลโฉมเอียนซี โจผีถึงกับตะลึงงันในความงามและรู้สึกรักใคร่โดยพลัน จึงรีบขอตัวนางไว้เป็นภรรยา

แม้จะมีเสียงคัดค้านจากขุนนางหลายคน ว่าการไปเอาเมียข้าศึกมาเป็นเมียตนนั้น เป็นเรื่องไม่เหมาะสมและผิดประเพณีการสงครามอย่างรุนแรง มีแต่ข้าศึกที่เป็นอนารยชนจึงจะกระทำการเยี่ยงนั้น แต่โจโฉก็ยอมตามใจลูกชาย มิได้ห้ามปราม (ที่จริงโจโฉเองก็เคยไปเอานางเจ๋าซือ เมียเตียวเจมาเป็นเมียตัว เมื่อครั้งศึกเมืองอ้วนเซีย เป็นไปได้ว่าลูกคงเอาอย่างพ่อ)

แม้ต้องกลายเป็น "หญิงสองผัว" แต่ไม่นานหลังจากนั้น อ้วนฮี สามีเก่าของเอียนซี พร้อมกับ “อ้วนซง” ลูกชายคนเล็กของอ้วนเสี้ยว ได้หนีไปพึ่ง “กองซุนของ” ที่เมืองเลียวตั๋ง และถูกกองซุนของประหารชีวิตในเวลาต่อมา นางเอียนซีจึงเหลือแค่ผัวเดียว เนื่องจากผัวเก่าตายแล้ว

เอียนซีเป็นศรีภรรยาที่แสนประเสริฐ นอกจากรักผัวแล้ว ยังปรนนิบัติแม่ผัว คือ "นางเปียนซี" มารดาของโจผี ภรรยาเอกของโจโฉ เป็นอย่างดี นางมีลูกกับโจผีสามคน เป็นชายหนึ่ง หญิงสอง ผู้ชายคือ "โจยอย" ซึ่งต่อมาได้เป็นฮ่องเต้แห่งราชวงศ์วุยต่อจากบิดา

หลายปีต่อมา เมื่อโจผีขึ้นเป็นฮ่องเต้ พระองค์ทรงสถาปนาเอียนซีเป็น “พระอัครมเหสี” แต่ตามประสาผู้ชายที่ไม่เคยพอ จึงทรงรับเอา “นางกุยฮุย” บุตรสาวของขุนนาง “กุยเฮง” มาเป็นนางห้าม (เมียน้อย) อีกคนหนึ่ง โดยตั้งให้เป็น “พระสนมเอก”

นานวันเข้า โจผีก็เริ่มเบื่อนางเอียนซี และหันไปลุ่มหลงนางกุยฮุยมากกว่า ยิ่งสนมเอกผู้นี้ถูกฝึกปรือจนลีลาเด็ด มารยาร้อยพันเล่มเกวียน เอาใจเป็นเยี่ยม จักรพรรดิ์หนุ่มก็ยิ่งติดใจ ลืมน้ำพริกถ้วยเก่าที่รสชาติเริ่มจะจืดจาง ไม่หวานหอมเหมือนเดิม


นางกุยฮุยรู้ว่าโจผีหลงใหลตนเองก็ชักมีใจกำเริบ คิดกำจัดเอียนซีเพื่อตัวจะได้ขึ้นเป็นพระอัครมเหสี จึงปรึกษากับกุยเฮงผู้บิดา กุยเฮงจึงเอาสินบนไปให้ “เตียวโถ” ขันทีคนสนิทในพระองค์เพื่อให้ช่วยใส่ร้ายเอียนซี เตียวโถเกิดความโลภจึงรับสินบนไว้และยอมร่วมมือด้วย

เตียวโถได้เงินแล้วจึงเริ่มแผนชั่ว โดยได้ออกอุบายให้เอาดินมาปั้นเป็นรูปคนสองคน แล้วเขียนพระนามพระเจ้าโจผีและนางเอียนซีติดไว้ จากนั้นจึงเอาไปฝังไว้ใต้ที่ตำหนักประทับของนางเอียนซี

แล้วเตียวโถจึงไปยุพระเจ้าโจผีที่ทรงพระประชวรอยู่ว่าสาเหตุที่พระองค์ป่วยก็เพราะถูกนางเอียนซีทำไสยศาสตร์ใส่ ทีแรกพระเจ้าโจผียังไม่ทรงเชื่อ เตียวโถจึงขอนำกำลังไปค้นตำหนักนางเอียนซี พระองค์ก็ทรงอนุญาต

ฝ่ายนางเอียนซีถูกเตียวโถพาพวกมาค้นบ้านก็ไม่พอใจแต่มิได้ขัดขวาง เนื่องจากตนไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสีย มิได้มีจิตคิดร้ายอันใด ใยจะต้องกลัวการตรวจค้น หารู้ไม่ว่าตัวเองโดน "ยัดของ" ไว้แล้ว พอขุดปั๊บ ก็เจอปุ๊บ

เมื่อเตียวโถเอาหลักฐาน(เท็จ)ไปถวายพระเจ้าโจผี พระองค์ทรงเชื่อสนิทใจว่าโดนเอียนซีทำของใส่ ทำให้ทรงพิโรธมาก จึงสั่งมเหสีเอกผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานแรมปีให้ฆ่าตัวตาย โดยเอาผ้าแพรขาวรัดคอ แล้วเลื่อนนางกุยฮุยขึ้นเป็นพระอัครมเหสีแทน เป็นไปตามแผนชั่วทุกประการ

ด้วยเหตุนี้ นางเอียนซีจึงต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนายิ่ง ศพของนางถูกนำไปฝังไว้ที่เมืองเย่

อนึ่ง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า นางกุยฮุยยุพระเจ้าโจผีว่า “โจยอย” พระโอรสอันเกิดจากนางเอียนซีไม่ใช่โอรสที่แท้จริงของพระองค์ แต่เป็นลูกของ “อ้วนฮี” สามีเก่าของเอียนซี พระเจ้าโจผีจึงทรงฝังใจและบีบบังคับให้นางเอียนซีฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา โดยมิได้มีเรื่องของการทำเสน่ห์เล่นของ

อย่างไรก็ตาม นางกุยฮุย ก็คือผู้ยุแยงจนเอียนซีต้องตาย แม้วรรณกรรมจะสร้างสรรค์เรื่องราวจนสนุกสนานขึ้น แต่ข้อเท็จจริงตรงนี้มิได้เปลี่ยนแปลง

เรื่องชิงหักสวาทพรรค์อย่างว่า เป็นสันดานดิบของมนุษย์ที่ไม่เคยห่างหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ชาติไหนๆ แม้แต่เราชาวบ้านชาวช่องก็ยังพบเรื่องเช่นนี้แทบจะทุกเมื่อเชื่อวัน

แม้กระนั้น กฏแห่งกรรมก็ยังทำงานของมันอย่างไม่มีวันหยุดพักเช่นกัน แม้กุยฮุยจะใส่ร้ายเอียนซีจนสิ้นชีพิตักษัย แต่หลายปีต่อมา ตัวนางเองสุดท้ายก็ต้องรับกรรมที่ตนเองต่อขึ้น จะเป็นอย่างไรนั้น ตอนหน้าจะมาเล่าต่อ โปรดติดตามครับ