Saturday, February 4, 2012

เอียนซี "สตรีอาภัพ"


หากจะพูดถึง "ผู้หญิงในสามก๊ก" ชื่อที่ผุดขึ้นมาในสมองของคนทั่วไป คงมีตั้งแต่ เตียวเสี้ยน ซุนฮูหยิน เสียวเกี้ยว ไต้เกี้ยว หรือพวกแถวสอง ก็น่าจะเป็น กำฮูหยิน บิฮูหยิน หรือนางอุ๋ยซี เมียขงเบ้ง ฯลฯ

หญิงแต่ละคนที่ว่ามา ล้วนมีบทบาทในเนื้อเรื่องสามก๊กต่างๆ กันไป บ้างก็งามมาก บ้างก็งามน้อย บ้างก็ไม่งามเอาเสียเลย (เช่น อุ๋ยซี ) แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง ทั้งที่ความงามของนางราวกับหยาดฟ้ามาดิน

ผมกำลังจะเล่าถึง "นางเอียนซี" สตรีอาภัพแห่งเรื่องสามก๊ก

นางเอียนซี เกิดที่เมืองจงซาน ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอเป่ย รูปโฉมของนางงดงามหยดย้อย ไม่แพ้ หรืออาจจะมากกว่าสตรีทุกนางในเรื่องสามก๊ก (ยกเว้นเตียวเสี้ยน ซึ่งไม่มีตัวตนจริง)

ครั้นเจริญวัยขึ้น นางได้กลายเป็นภรรยาของ “อ้วนฮี” ลูกชายคนกลางของ “อ้วนเสี้ยว”

ถ้าเปรียบกับสมัยนี้ คงเหมือนได้ตบแต่งกับลูกนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลอันดับต้นๆ ของแผ่นดิน ซึ่งดูๆ แล้ววาสนาก็น่าจะดี มิน่าต้องพบกับความลำบาก

แต่แล้ว เมื่อ “โจโฉ” บุกมายึดเมืองกิจิ๋วได้ “โจผี” บุตรชายของโจโฉได้ฝ่าฝืนคำสั่งของบิดา โดยถือวิสาสะเข้าไปในจวนของอ้วนเสี้ยว และได้พบนางเอียนซีซบหน้ากอดกันร่ำไห้กับ “นางเล่าซือ” ภรรยาของอ้วนเสี้ยว

โจผีถามนางเล่าซือเมียอ้วนเสี้ยวว่านางเอียนซีเป็นอะไรจึงคร่ำครวญเช่นนั้น ก่อนจะขอว่า "กรุณาให้ลูกสะใภ้ของท่านเงยหน้าขึ้นมาเถิด"

และแล้ว เมื่อได้ยลโฉมเอียนซี โจผีถึงกับตะลึงงันในความงามและรู้สึกรักใคร่โดยพลัน จึงรีบขอตัวนางไว้เป็นภรรยา

แม้จะมีเสียงคัดค้านจากขุนนางหลายคน ว่าการไปเอาเมียข้าศึกมาเป็นเมียตนนั้น เป็นเรื่องไม่เหมาะสมและผิดประเพณีการสงครามอย่างรุนแรง มีแต่ข้าศึกที่เป็นอนารยชนจึงจะกระทำการเยี่ยงนั้น แต่โจโฉก็ยอมตามใจลูกชาย มิได้ห้ามปราม (ที่จริงโจโฉเองก็เคยไปเอานางเจ๋าซือ เมียเตียวเจมาเป็นเมียตัว เมื่อครั้งศึกเมืองอ้วนเซีย เป็นไปได้ว่าลูกคงเอาอย่างพ่อ)

แม้ต้องกลายเป็น "หญิงสองผัว" แต่ไม่นานหลังจากนั้น อ้วนฮี สามีเก่าของเอียนซี พร้อมกับ “อ้วนซง” ลูกชายคนเล็กของอ้วนเสี้ยว ได้หนีไปพึ่ง “กองซุนของ” ที่เมืองเลียวตั๋ง และถูกกองซุนของประหารชีวิตในเวลาต่อมา นางเอียนซีจึงเหลือแค่ผัวเดียว เนื่องจากผัวเก่าตายแล้ว

เอียนซีเป็นศรีภรรยาที่แสนประเสริฐ นอกจากรักผัวแล้ว ยังปรนนิบัติแม่ผัว คือ "นางเปียนซี" มารดาของโจผี ภรรยาเอกของโจโฉ เป็นอย่างดี นางมีลูกกับโจผีสามคน เป็นชายหนึ่ง หญิงสอง ผู้ชายคือ "โจยอย" ซึ่งต่อมาได้เป็นฮ่องเต้แห่งราชวงศ์วุยต่อจากบิดา

หลายปีต่อมา เมื่อโจผีขึ้นเป็นฮ่องเต้ พระองค์ทรงสถาปนาเอียนซีเป็น “พระอัครมเหสี” แต่ตามประสาผู้ชายที่ไม่เคยพอ จึงทรงรับเอา “นางกุยฮุย” บุตรสาวของขุนนาง “กุยเฮง” มาเป็นนางห้าม (เมียน้อย) อีกคนหนึ่ง โดยตั้งให้เป็น “พระสนมเอก”

นานวันเข้า โจผีก็เริ่มเบื่อนางเอียนซี และหันไปลุ่มหลงนางกุยฮุยมากกว่า ยิ่งสนมเอกผู้นี้ถูกฝึกปรือจนลีลาเด็ด มารยาร้อยพันเล่มเกวียน เอาใจเป็นเยี่ยม จักรพรรดิ์หนุ่มก็ยิ่งติดใจ ลืมน้ำพริกถ้วยเก่าที่รสชาติเริ่มจะจืดจาง ไม่หวานหอมเหมือนเดิม


นางกุยฮุยรู้ว่าโจผีหลงใหลตนเองก็ชักมีใจกำเริบ คิดกำจัดเอียนซีเพื่อตัวจะได้ขึ้นเป็นพระอัครมเหสี จึงปรึกษากับกุยเฮงผู้บิดา กุยเฮงจึงเอาสินบนไปให้ “เตียวโถ” ขันทีคนสนิทในพระองค์เพื่อให้ช่วยใส่ร้ายเอียนซี เตียวโถเกิดความโลภจึงรับสินบนไว้และยอมร่วมมือด้วย

เตียวโถได้เงินแล้วจึงเริ่มแผนชั่ว โดยได้ออกอุบายให้เอาดินมาปั้นเป็นรูปคนสองคน แล้วเขียนพระนามพระเจ้าโจผีและนางเอียนซีติดไว้ จากนั้นจึงเอาไปฝังไว้ใต้ที่ตำหนักประทับของนางเอียนซี

แล้วเตียวโถจึงไปยุพระเจ้าโจผีที่ทรงพระประชวรอยู่ว่าสาเหตุที่พระองค์ป่วยก็เพราะถูกนางเอียนซีทำไสยศาสตร์ใส่ ทีแรกพระเจ้าโจผียังไม่ทรงเชื่อ เตียวโถจึงขอนำกำลังไปค้นตำหนักนางเอียนซี พระองค์ก็ทรงอนุญาต

ฝ่ายนางเอียนซีถูกเตียวโถพาพวกมาค้นบ้านก็ไม่พอใจแต่มิได้ขัดขวาง เนื่องจากตนไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสีย มิได้มีจิตคิดร้ายอันใด ใยจะต้องกลัวการตรวจค้น หารู้ไม่ว่าตัวเองโดน "ยัดของ" ไว้แล้ว พอขุดปั๊บ ก็เจอปุ๊บ

เมื่อเตียวโถเอาหลักฐาน(เท็จ)ไปถวายพระเจ้าโจผี พระองค์ทรงเชื่อสนิทใจว่าโดนเอียนซีทำของใส่ ทำให้ทรงพิโรธมาก จึงสั่งมเหสีเอกผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานแรมปีให้ฆ่าตัวตาย โดยเอาผ้าแพรขาวรัดคอ แล้วเลื่อนนางกุยฮุยขึ้นเป็นพระอัครมเหสีแทน เป็นไปตามแผนชั่วทุกประการ

ด้วยเหตุนี้ นางเอียนซีจึงต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนายิ่ง ศพของนางถูกนำไปฝังไว้ที่เมืองเย่

อนึ่ง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า นางกุยฮุยยุพระเจ้าโจผีว่า “โจยอย” พระโอรสอันเกิดจากนางเอียนซีไม่ใช่โอรสที่แท้จริงของพระองค์ แต่เป็นลูกของ “อ้วนฮี” สามีเก่าของเอียนซี พระเจ้าโจผีจึงทรงฝังใจและบีบบังคับให้นางเอียนซีฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา โดยมิได้มีเรื่องของการทำเสน่ห์เล่นของ

อย่างไรก็ตาม นางกุยฮุย ก็คือผู้ยุแยงจนเอียนซีต้องตาย แม้วรรณกรรมจะสร้างสรรค์เรื่องราวจนสนุกสนานขึ้น แต่ข้อเท็จจริงตรงนี้มิได้เปลี่ยนแปลง

เรื่องชิงหักสวาทพรรค์อย่างว่า เป็นสันดานดิบของมนุษย์ที่ไม่เคยห่างหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ชาติไหนๆ แม้แต่เราชาวบ้านชาวช่องก็ยังพบเรื่องเช่นนี้แทบจะทุกเมื่อเชื่อวัน

แม้กระนั้น กฏแห่งกรรมก็ยังทำงานของมันอย่างไม่มีวันหยุดพักเช่นกัน แม้กุยฮุยจะใส่ร้ายเอียนซีจนสิ้นชีพิตักษัย แต่หลายปีต่อมา ตัวนางเองสุดท้ายก็ต้องรับกรรมที่ตนเองต่อขึ้น จะเป็นอย่างไรนั้น ตอนหน้าจะมาเล่าต่อ โปรดติดตามครับ

3 comments:

  1. เกียรติวุธMay 31, 2013 at 4:40 PM

    สับสน+งงงวย//จดหมายเหตุวุยก๊ก บอกว่านางเอียนสียืนฎีกาขอสละตำแหน่ง เพราะประชวร แล้วสิ้นพระชนม์ ปี ค.ศ 221//เกร็ดพงศาวดารจีน บอกว่า โจผีจับได้ว่าเอียนสียังมีความสัมพันธ์ทางใจกับโจสิดอยู่เลยประทานยาพิษ//พี่ชี้ชัด บอกว่า เอียนสีถูกใส่ไฟจากนางสนม เลยถูกประทานผ้าขาว.....ตกลงยังไงกันเนี้ย?

    ReplyDelete
  2. สับสน+งงงวย//จดหมายเหตุวุยก๊ก บอกว่า นางเอียนสียื่นฎีกาขอสละตำแหน่ง เพราะประชวรและสิ้นพระชนม์ ค.ศ.221//พงศาวดารจีน บอกว่า โจผีจับได้ว่าเอียนสียังมีความสัมพันทางใจกับโจสิดยุ เลยประทานยาพิษให้//พี่ชี้ชัด บอกว่า นางเอียนสีโดนนางสนมใส่ไฟ จนถูกประทานผ้าขาว.....คลุมเคลือ อยากได้ความกระจ่าง@_@

    ReplyDelete
    Replies
    1. แล้วแต่เชื่อครับ จดหมายเหตุวุยก๊กก็เขียนให้ดูดีเกินไป อาจต้องการปิดความผิดของฮ่องเต้พวกเขาเองไง ต้องดูจากจดหมายเหตุภาพรวมที่ไม่อิงก๊กใด หรือ ก๊กอื่นมีโอกาสน่าเชื่อกว่า

      พงศาวดารถูกแต่งเติมเป็นตำนาน อาจจริงหรือไม่จริงก็ได้ แค่ตำนาน

      5555+ พูดง่ายๆ ในช่วงที่แผ่นดินวุ่นวาย แบ่งฝ่ายเกิน 2 ยากจะเชื่อถือได้ เพราะต่างคนต่างบันทึกให้เห็นผล เสียดายยุคราชวงศ์จิ้นไม่มีคนแบบซือหม่าเชียน ทำให้ประวัติศาสตร์สามก๊กคลุมเครือเกินไป

      Delete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ