Thursday, March 29, 2012

กวนอู หักกี่ด่าน ..บั่นหัวใคร?


วีรกรรมที่ทำให้ชื่อเสียงของกวนอูเลื่องลือกันไปไกลที่สุด คือการ “หักห้าด่าน บั่นหัวหกขุนพล” ของโจโฉ เพื่อกลับไปหาเล่าปี่ พี่ชายร่วมสาบาน

ดังที่ได้เล่ามาแล้วว่ากวนอูไปเข้าด้วยโจโฉ หลังจากเล่าปี่พ่ายศึกต่อโจโฉที่เมืองชีจิ๋ว โดยตัวกวนอูถูกล้อมไว้ที่เมืองแห้ฝือ โจโฉจึงส่งเตียวเลี้ยวมาเกลี้ยกล่อมให้นายพลหนวดงามไปรับราชการด้วย สุดท้ายกวนอูยอมตอบตกลง ด้วยเงื่อนไขว่าวันใดที่ได้ทราบข่าวของเล่าปี่เขาจะตีจากไป แต่จะสร้างความชอบทดแทนพระคุณโจโฉเสียก่อน

ช่วงที่อยู่กับโจโฉ กวนอูได้นำทัพออกรบกับอ้วนเสี้ยว และได้ลงง้าวฆ่างันเหลียง ทหารเสือของนายพลอ้วน (วรรณกรรมสามก๊กบอกว่ากวนอูฆ่าบุนทิว คู่หูของงันเหลียงด้วย ซึ่งไม่จริง) จึงถือเป็นการแทนคุณโจโฉเสร็จสิ้นเรียบร้อย

วรรณกรรมเล่าว่า หลังจากตัดหัว งันเหลียง-บุนทิว แล้ว กวนอูก็ได้รับจดหมายจากเล่าปี่ ซึ่งลี้ภัยไปอาศัยอยู่กับอ้วนเสี้ยว เนื้อความเป็นการตัดพ้อต่อว่าน้องร่วมสาบานที่เปลี่ยนข้างไปอยู่กับโจโฉ (ที่จริงแล้ว เล่าปี่ถูกอ้วนเสี้ยวบังคับให้เขียน) ขุนพลหน้าแดงได้เห็นลายมือจริงๆ ของพี่ชายก็ถึงกับน้ำตาไหล คิดว่าพี่เข้าใจเจตนาของตนเองผิด จึงสั่งลูกน้องเก็บข้าวของ จะรีบกลับไปหานายเก่า โดยจะแวะไปบอกลาโจโฉเสียก่อน

เมื่อโจโฉทราบข่าวคราวก็เก็บตัวเงียบอยู่ในบ้าน ไม่ให้กวนอูเข้าพบ เพื่อเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ให้เขาจากไป สุดท้าย น้องรองแห่งสวนท้อจึงจำต้องเสียมารยาท ฝากจดหมายไว้แล้วออกเดินทางทันที

ครั้นโจโฉทราบข่าวกวนอูจะไปแน่แล้ว จึงออกจากบ้านรีบตามไปส่ง เมื่อพบกวนอู โจโฉได้บอกลาอย่างเป็นมิตร พร้อมทั้งอวยพรให้โชคดี ทั้งยังยกทองคำและทรัพย์สินเงินทองให้อีกมากแต่กวนอูไม่รับสักอย่าง นอกจาก เสื้อที่ระลึกเพียงตัวเดียว

ทั้งนี้เพราะโจโฉต้องการ “ซื้อใจ” กวนอูเป็นครั้งสุดท้าย ไหนๆ ก็ต้องจากกัน แม้จะรั้งตัวไว้ไม่ได้ อย่างน้อยกวนอูจะได้ไม่ทำตัวเป็นภัยต่อฝ่ายเขาในวันข้างหน้า

กว่าจะออกจากเมืองหลวงไปได้ คณะของกวนอูต้องฝ่าด่านถึงห้าด่าน บรรดานายด่าน-คนเฝ้าเมืองแต่ละคนต่างก็ขัดขวาง ไม่มีใครยอมให้คณะของน้องรองแห่งสวนท้อผู้นี้จากไปโดยดี กวนอูจึงต้องใช้กำลังหักออกไป และฆ่าขุนพลถึงหกคน

ไม่ว่าจะเป็นขงสิ้วแห่งด่านตังเหลงก๋วน ฮันฮก เจ้าเมืองลกเอี๋ยง พร้อมด้วยเบงทัน นายทหารของฮันฮก เปี๋ยนฮี นายด่านกิสุยก๋วน อองเซ็ก เจ้าเมืองเอี๋ยงหยง สุดท้ายคือจินกี๋ นายด่านหวยจิ๋วก๋วน ไม่นับทหารเลวอีกมาก ฟังดูราวกับเขาเป็นนักรบระดับ “เทพอวตาร”

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงก็คือ การหักด่านฆ่าคนของกวนอูนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นเลย

จดหมายเหตุสามก๊กระบุว่า หลังจากกวนอูสร้างผลงานชิ้นโบแดงด้วยการฆ่า “งันเหลียง” ทหารเอกของอ้วนเสี้ยวได้แล้ว โจโฉก็รู้ทันทีว่ากวนอูถึงเวลาต้องไป ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยกวนอูได้คืนทรัพย์สินสิ่งของทุกอย่าง และเขียนจดหมายลาทิ้งไว้ให้โจโฉ ก่อนจะมุ่งหน้ากลับไปหาเล่าปี่ที่อยู่กับอ้วนเสี้ยวในตอนนั้น โดยโจโฉไม่ได้ปิดบ้านหนี เพราะกวนอูไม่ได้ไปลาเขาด้วยตัวเองเหมือนที่ในวรรณกรรมว่าไว้

เมื่อบรรดาที่ปรึกษาของโจโฉทราบเรื่อง ต่างก็ยุให้นายส่งคนไล่ตามไป ทว่าโจโฉกลับบอกว่า “ลูกน้องใครก็ต้องรับใช้นายของเขา เราอย่าไปตามเขาเลย” และแล้ว กวนอูจึงได้กลับไปหาพี่ชายร่วมสาบานโดยสวัสดิภาพ

จะเห็นได้ว่า กวนอูตัวจริงไม่เคยต้องหักด่านฆ่าคน แต่วรรณกรรมสามก๊กได้แต่งเติมเรื่องราวจนสนุกสนาน ราวกับขุนพลผู้นี้จะฆ่าใครก็ฆ่าได้ง่ายๆ เหมือนหยิบขนมกิน แม้คนของโจโฉจะระดมกำลังกันมาทั้งเมืองก็มิอาจหยุดเขา ความ “เหนือจริง” ตรงนี้ ทำให้อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของกวนอูนั้นเป็นที่โจษขานกันไปทั่ว แม้ยุคนี้สมัยนี้ยังมีผู้เอาไปสร้างเป็นภาพยนตร์จนโด่งดัง


สิ่งหนึ่งที่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และวรรณกรรมสามก๊กระบุไว้สอดคล้องกันก็คือ โจโฉยอมปล่อยกวนอูไปโดยดี ซึ่งทำให้เราต้องยอมรับในหัวจิตหัวใจของคนใหญ่แห่งราชวงศ์ฮั่นเป็นอย่างยิ่ง

รู้ทั้งรู้ว่ากวนอูเก่งขนาดไหน มิหนำซ้ำ เล่าปี่เองก็อยู่กับอ้วนเสี้ยว กวนอูไปหาเล่าปี่ ก็เท่ากับไปเป็นกำลังของอ้วนเสี้ยว ซึ่งกำลังรบอยู่กับตัวเองแท้ๆ โจโฉก็ยัง “ใจนักเลง” พอที่จะปล่อยไป นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ เลย

เราต้องยอมรับในความ “ใจเด็ด” ของโจโฉ ที่ทำตามสัญญาด้วยการปล่อยกวนอูไป แม้การรักษาสัจจะนั้นอาจเป็นหอกหวนกลับมาทิ่มแทงตัวเขาในภายหลัง ขณะเดียวกัน เราก็ต้องยกย่องกวนอูที่รักษาคำพูด ทดแทนคุณโจโฉด้วยการฆ่างันเหลียงเสียก่อน ทั้งยังคืนทรัพย์สินทุกอย่างให้ เป็นการจากไปอย่างไม่มีอะไรติดค้าง สมศักดิ์ศรีลูกผู้ชายทุกประการ

การตีจากโจโฉของกวนอูตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ จึงมิใช่การอวดฝีมือรบของขุนพลคนหนึ่ง หากแต่เป็นเรื่องราว “ใจแลกใจ” ของ “ลูกผู้ชายสองคน” คือ “กวนอู” และ “โจโฉ” ที่งดงาม และน่ายกย่องยิ่งกว่าการหักด่านบั่นหัวมนุษย์เป็นไหนๆ ครับ

[บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "เรื่องจริงของกวนอู" มีจุดมุ่งหมายที่จะเผยแพร่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกวนอู ขุนศึกในยุคสามก๊ก เพื่อส่งเสริมการศึกษาเรื่องสามก๊กอย่างถ่องแท้โดยใช้ปัญญา ไม่งมงาย ด้วยความเชื่อว่า "ความดีงาม" ต้องเริ่มจาก "ความจริง" ครับ]

Thursday, March 15, 2012

กวนอู vs ฮัวหยง : สุราไม่มีวันหายอุ่น (เพราะไม่เคยริน)


วีรกรรมครั้งแรกของกวนอูที่คนทั่วไปต่างรู้จักกันดีก็คือ การที่เขาตัดหัว “ฮัวหยง” นายทหารของตั๋งโต๊ะตั้งแต่สุราในจอกที่โจโฉรินให้ยังไม่หายอุ่น

ครานั้น พันธมิตร 18 หัวเมืองทั่วประเทศได้มารวมตัวกันเพื่อโค่นตั๋งโต๊ะ คนโฉดแห่งเสเหลียง ที่ฉวยโอกาสขณะราชสำนักวุ่นวายเข้ามากุมอำนาจรัฐไว้ได้ และทำหยาบช้าเกินกว่าใครจะทานทน

ทั้งสองฝ่ายเปิดศึกยกแรกกันอย่างดุเดือด โดยฝ่าย 18 หัวเมือง ส่ง ซุนเกี๋ยน เป็นแนวหน้าออกไปรบ แต่เนื่องจากอ้วนสุดที่รับหน้าที่ดูแลกองเสบียงไม่ยอมส่งข้าวให้เพราะกลัวพยัคฆ์แห่งแดนใต้รบชนะแล้วจะได้หน้า ทำให้ทัพจากเมืองเตียงสาระส่ำระสาย ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก สุดท้ายก็เพลี่ยงพล้ำ โดนฮัวหยง ทหารเสือรองแม่ทัพของฝ่ายตั๋งโต๊ะนำทัพซุ่มโจมตีจนแตกพ่าย ตัวซุนเกี๋ยนเองเกือบเอาชีวิตไม่รอด

จากนั้น ฮัวหยงได้มาท้ารบอยู่หน้าค่ายของฝ่ายพันธมิตร หยามกันชัดๆ ว่ามีใครหน้าไหนจะกล้าออกมาสู้กันบ้าง

บรรดานายทหารฝ่ายพันธมิตรต่างดาหน้ากันออกไปรบกับฮัวหยงหลายต่อหลายคน แต่ก็เสียท่าเกือบหมด ชนิดไม่โดนฆ่าตายก็พิการ แต่แล้ว บุรุษนายหนึ่งได้ก้าวออกมา ประกาศกับอ้วนเสี้ยว ประธานฝ่ายพันธมิตรว่า เขาขอรับอาสา ออกไปตัดหัวฮัวหยงมาให้เอง

ทีแรก อ้วนเสี้ยวไม่ยอมให้ออกไป เพราะกวนอูเป็นเพียงทหารม้ามือเกาทัณฑ์ แค่ไพร่พลชั้นผู้น้อย ประเดี๋ยวฝ่ายนั้นหัวเราะเยาะเอาว่าฝ่ายเราหาคนดีมิได้แล้ว

ทว่าโจโฉ ยอดขุนศึกคนสำคัญเห็นหน่วยก้านของกวนอูแล้วจึงขอต่ออ้วนเสี้ยวว่า ในท่ามกลางการศึก อย่ามาถือแก่อิสริยยศเลย ให้ทหารหนวดงามผู้นี้ออกไปสู้ดูสักตั้งเถิด หากไม่สำเร็จค่อยจัดการเสียก็ได้

ว่าแล้วโจโฉก็รินสุราอุ่นๆ ใส่ในจอกให้กวนอูกินเอาฤกษ์เอาชัย ทว่าทหารหน้าแดงปฏิเสธ ขอไปตัดหัวฮัวหยงจอมซ่าให้สิ้นเรื่องสิ้นราวก่อนแล้วค่อยกลับมากิน

กวนอูออกไปได้แป๊บเดียว พลันเกิดเสียงเฮลั่น แกนนำพันธมิตรมองหน้ากันแล้วส่ายหัว บอกแล้วไหมเล่า มันเป็นแค่ทหารเลว จะไปสู้ฝ่ายโน้นได้อย่างไร แต่แล้ว กวนอูก็กลับมา ในมือถือศีรษะเลือดชุ่มของฮัวหยงมาด้วย ก่อนจะโยนหัวนั้นลงตรงหน้าอ้วนเสี้ยว ลงจากม้า แล้วยกสุราที่โจโฉรินให้เทเข้าปากจนหมดจอก

นี่คือการประกาศตัวต่อโลกยุทธภพของกวนอูอย่างหมดจดงดงามที่สุด !!

น่าเสียดายว่า วีรกรรมดังกล่าวของกวนอู มิใช่เรื่องจริง เนื่องจากฮัวหยงที่วรรณกรรมสามก๊กบอกว่ากวนอูไปตัดหัวเขาได้นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงทหารในทัพของ โฮจิ้น และ ลิโป้ ตามลำดับ เขาเคยร่วมอยู่ในทัพของลิโป้ไปรบกับซุนเกี๋ยนจริง แต่แล้วก็เสียชีวิตในการศึกครั้งนั้น จึงไม่มีทางที่จะออกไปท้ารบกับฝ่ายพันธมิตรได้ เพราะเขาตายไปก่อนแล้ว

นอกจากนี้ ต่อให้ฮัวหยงยังมีชีวิตอยู่ เขาก็เป็นเพียงทหารรองคนหนึ่ง ไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะประกาศตัวเป็นตัวแทนทัพหลวงเช่นนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ แม้แต่ตัว กวนอู เอง ก็มิได้เข้าร่วมในสงคราม 18 หัวเมืองรบตั๋งโต๊ะแต่อย่างใด เรื่องราวการตัดหัวฮัวหยงโดยที่สุราในจอกยังอุ่นอยู่ จึงเป็นเรื่องแต่งขึ้นล้วนๆ จากปลายพู่กันของหลอกว้านจง ผู้ประพันธ์วรรณกรรมสามก๊ก มิใช่เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวช่วยเพิ่มอรรถรสให้วรรณกรรมสามก๊กเป็นอย่างมาก และให้บทเรียนสอนใจเราอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้และเปิดโอกาสให้กับคนเก่งเหมือนที่โจโฉทำ อย่าเจ้ายศเจ้าอย่างจนเสียการใหญ่เหมือนอ้วนเสี้ยว


ที่สำคัญที่สุดคือ เป็นการ “รูดม่าน” เพื่อให้โลกได้ยลโฉม “กวนอู” เป็นครั้งแรก เป็นการเปิดตัวที่อลังการทุกกระเบียดนิ้ว ชนิดที่ต้องคารวะในมันสมองข้างขวาของคนแต่ง

นี่คือ “เสน่ห์” ของ “เรื่องแต่ง” ซึ่งข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ไม่อาจให้ในสิ่งเดียวกันนั้นกับเราได้ หากขาดซึ่งความสนุกสนานที่ว่า วรรณกรรมสามก๊ก รวมทั้งตัวกวนอูเอง ก็คงไม่เป็นที่รู้จักและติดอกติดใจของคนทั้งโลกเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ครับ

[บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "เรื่องจริงของกวนอู" มีจุดมุ่งหมายที่จะเผยแพร่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกวนอู ขุนศึกในยุคสามก๊ก เพื่อส่งเสริมการศึกษาเรื่องสามก๊กอย่างถ่องแท้โดยใช้ปัญญา ไม่งมงาย ด้วยความเชื่อของผู้เขียนว่า "ความดีงาม" ต้องเริ่มจาก "ความจริง" ครับ]

Thursday, March 8, 2012

ยอดกุนซือพิทักษ์ตระกูลอ้วน (๒)


หลังจากได้เล่าถึงเรื่องราวของสิมโพยไปแล้ว ในตอนนี้ก็ถึงตาของ ชีสิว และ เตียนห้อง สองยอดกุนซือพิทักษ์ตระกูลอ้วน ซึ่งล้วนเฉลียวฉลาด ซื่อสัตย์ และจงรักภักดีต่อนาย แต่สุดท้ายกลับมีชะตากรรมคล้ายๆ กัน

ชีสิว คือกุนซือที่ว่ากันว่า “เก่งที่สุด” ของอ้วนเสี้ยว เขาเกิดที่เมืองกองเป๋ง ส่วนเตียนห้องนั้น ไม่แน่ชัดว่าเกิดที่เมืองกิลกกุ๋น หรือเมืองปักไฮ ทั้งสองเคยเป็นลูกน้องของ ฮันฮก เช่นเดียวกับสิมโพย ครั้นฮันฮกเสียเมืองกิจิ๋วให้อ้วนเสี้ยว ชีสิวและเตียนห้องจึงมารับใช้ขุนศึกตระกูลอ้วนพร้อมกัน รวมทั้งสิมโพยด้วย

เตียนห้องเคยแนะให้อ้วนเสี้ยวยกทัพไปตีฮูโต๋ ในระหว่างที่โจโฉทิ้งเมืองไปตีชีจิ๋วของเล่าปี่ แต่อ้วนเสี้ยวกลับไม่ทำตาม โดยอ้างว่าลูกคนเล็กป่วยอยู่ เตียนห้องได้ยินก็ถึงกับรำพันว่า “ช่างน่าเสียดายนัก โอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ควรหรือมายอมเสียการใหญ่ด้วยเรื่องลูกเล็กเด็กแดงเช่นนี้”

ครั้นชีจิ๋วแตกแล้ว เล่าปี่ได้หนีมาอาศัยอยู่กับอ้วนเสี้ยว และยุให้อ้วนเสี้ยวตีโจโฉ อ้วนเสี้ยวถูกยุก็เกิดมานะจะไปบุกฮูโต๋ เตียนห้องรู้เข้าก็รีบห้ามไว้ โดยชี้ว่าโอกาสทองได้ผ่านพ้นไปแล้ว อ้วนเสี้ยวรู้สึกเสียหน้ามาก จึงสั่งประหารเตียนห้องโทษฐานขัดคอ

ทว่าเล่าปี่อ่านเกมออกว่าถ้าเตียนห้องตาย คนของอ้วนเสี้ยวจะชี้นิ้วว่าตัวเขาเป็นต้นเหตุ จึงได้เอ่ยปากขอชีวิตไว้ อ้วนเสี้ยวจึงยอมเว้นโทษประหาร แต่ให้เอาตัวเตียนห้องไปขังคุก แต่แล้ว เมื่ออ้วนเสี้ยวส่งงันเหลียง ยอดทหารเสือออกรบ งันเหลียงก็ถูกกวนอู น้องร่วมสาบานของเล่าปี่ ซึ่งขณะนั้นไปรับใช้โจโฉฆ่าตาย ครั้นบุนทิว เพื่อนสนิทของงันเหลียงจะไปล้างแค้นให้เพื่อน ก็โดนกวนอูสังหารเสียอีกคนหนึ่ง

การเสียงันเหลียงและบุนทิว เป็นความเสียหายใหญ่หลวงของอ้วนเสี้ยว ทั้งนี้เพราะไม่เชื่อคำของเตียนห้องนั่นเอง

ฝ่ายชีสิวเป็นคนซื่อสัตย์ ภักดีต่อนายไม่แพ้เตียนห้อง แต่ด้วยความที่เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา จึงไม่เป็นที่โปรดปรานของนายพลอ้วนนัก ต่างจากกัวเต๋า ที่ปรึกษาอีกคนซึ่งไม่ถูกกับชีสิว ทว่าอ้วนเสี้ยวกลับชอบ เพราะเขาปากหวาน เอาใจเก่ง ทั้งที่คำแนะนำของกัวเต๋าล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

วรรณกรรมสามก๊กบอกว่า ชีสิวได้แนะให้อ้วนเสี้ยวประหารชีวิตเล่าปี่เสีย เพื่อชำระความผิดที่กวนอูมาฆ่างันเหลียงกับบุนทิว และอ้วนเสี้ยวก็เกือบจะทำตาม เคราะห์ดีที่เล่าปี่อาศัยไหวพริบ พูดจาหว่านล้อมจนนายพลอ้วนเปลี่ยนใจ แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่มีเรื่องนี้บันทึกไว้ คาดว่าผู้ประพันธ์วรรณกรรมสามก๊กแต่งขึ้นมาเอง

เมื่ออ้วนเสี้ยวกรีฑาทัพใหญ่ เตรียมเปิดศึกกับโจโฉที่กัวต๋อ ในขณะที่ทั้งสองทัพประจันหน้ากันอยู่นั้น ทัพของโจโฉได้บุกเข้ามาก่อน อ้วนเสี้ยวจึงสั่งออกรบ หมายทำศึกชี้ชะตา แต่ชีสิวรีบห้ามไว้ โดยชี้ชัดว่า ฝ่ายเรามีไพร่พลล้นเหลือ เสบียงกรังมากมาย ขณะที่โจโฉเสียเปรียบทุกอย่าง เราจึงควรเน้นตั้งรับ รอจนฝ่ายโน้นอ่อนแรงและถอยทัพจึงค่อยตามตี ต้องมีชัยยึดฮูโต๋ได้แน่

แต่แล้ว แทนที่อ้วนเสี้ยวจะฟังคำแนะนำของชีสิว เขากลับสั่งประหารชีวิตกุนซือตงฉินผู้นี้โทษฐานทำลายขวัญทหาร ทว่าบรรดานายทหารต่างขอชีวิตไว้ อ้วนเสี้ยวจึงให้เอาตัวชีสิวไปขังไว้อีกคนหนึ่ง โดยบอกว่าชนะโจโฉแล้วจะกลับมาชำระโทษเสียพร้อมกับเตียนห้อง (เตียนห้องถูกขังไว้ที่กิจิ๋ว ไม่ได้เดินทางมาด้วย แต่ชีสิวถูกขังไว้ในค่ายที่กัวต๋อ)


แม้จะอยู่ในคุก พอทราบว่าเสบียงที่อัวเจ๋ากำลังตกอยู่ในอันตราย ชีสิวยังอุตส่าห์ขอให้ผู้คุมปล่อยตนเองออกจากที่คุมขังเพื่อไปเตือนอ้วนเสี้ยว แต่ ฯพณฯ อ้วนที่ถูกปลุกขึ้นมากลางดึกกลับโกรธ สั่งประหารชีวิตผู้คุมที่ปล่อยชีสิวออกมา แล้วไล่ชีสิวกลับไปอยู่ในคุก

ในที่สุด การณ์เป็นไปดั่งคำชีสิวทุกประการ โดยโจโฉส่งคนมาลอบเผาเสบียงที่อัวเจ๋าได้สำเร็จ ส่งผลให้อ้วนเสี้ยวพ่ายแพ้ยับเยิน ครั้นโจโฉยึดค่ายของอ้วนเสี้ยวได้ เขาได้ให้ปล่อยตัวชีสิวและเกลี้ยกล่อมไว้เป็นพวก แต่ชีสิวไม่ยอม กลับด่าโจโฉเป็นข้อหยาบช้า โจโฉก็ไม่โกรธกลับแต่งโต๊ะเลี้ยง

พอตกกลางคืน ชีสิวขโมยม้าจะหนีกลับไปหาอ้วนเสี้ยว โจโฉไม่มีทางเลือก จำต้องประหารชีวิตเขาเสีย แล้วเขียนป้ายหน้าหลุมศพสดุดีว่า “ชีสิวเป็นผู้ภักดีต่อนาย ขอให้คนทั้งหลายเอาเป็นเยี่ยงอย่างเถิด”

ครั้นข่าวความพ่ายแพ้ของอ้วนเสี้ยวแพร่สะพัดมาถึงเมืองกิจิ๋ว ผู้คุมที่ดูแลเตียนห้องอยู่จึงมาแสดงความยินดีกับเขา เพราะเข้าใจว่าในเมื่อคำแนะนำของเขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตัวเตียนห้องก็น่าจะพ้นผิด แต่เตียนห้องกลับบอกว่า

“นายเราแม้ภายนอกดูเป็นคนมีเหตุมีผล แต่จิตใจนั้นคับแคบ ช่างริษยาและไม่มั่นใจในตัวเอง หากเขาชนะมา เขาอาจจะปล่อยข้า แต่นี้เขาพ่ายแพ้และได้รับความอัปยศ ข้าแทบไม่มีโอกาสที่จะพ้นความตายไปได้เลย”

และแล้วเตียนห้องก็คาดการณ์ได้ถูกต้องอีกครั้ง โดย “ฮองกี๋” ที่ปรึกษาจอมเจ้าเล่ห์ซึ่งไม่ถูกกับเตียนห้องได้ไปหลอกอ้วนเสี้ยวที่กำลังซมซานกลับมายังกิจิ๋วว่า พอเตียนห้องรู้ว่านายแพ้กลับมาก็หัวเราะเยาะสมน้ำหน้าเป็นการใหญ่ อ้วนเสี้ยวได้ฟังก็โกรธมาก สั่งให้ม้าเร็วนำกระบี่ส่วนตัวมาประหารเตียนห้องเสียโดยอย่าให้เขาได้เจอหน้าอีก เพราะทนไม่ได้ที่ต้องอับอาย

วรรณกรรมสามก๊กบอกว่า เตียนห้องรู้ชะตาตนเองอยู่แล้ว จึงกล่าววาจาอมตะว่า “ลูกผู้ชายเกิดมาชาติหนึ่ง หากเลือกนายผิดก็คือมีตาไร้แวว วันนี้ตัวข้าสมควรตายแล้ว โดยมิควรค่าให้ใครระลึกถึงเลย” ว่าแล้วก็เชือดคอตัวเองตายอย่างน่าเวทนา

ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เตียนห้องมิได้ฆ่าตัวตาย แต่เป็นม้าเร็วที่อ้วนเสี้ยวใช้มาเป็นผู้สังหารเขา ทว่าเหตุที่วรรณกรรมสามก๊กดัดแปลงเรื่องให้เป็นว่าเขาฆ่าตัวตายเสียก่อนนั้น น่าจะเป็นเพราะหลอกว้านจงต้องการให้เตียนห้องเอ่ยวาจาอันเป็นการระลึกว่าตนเองได้ทำผิดพลาดที่ไปที่ดื้อรั้นรับใช้นายเลวจนตัวตาย ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจถึงจิตใจอันคับแคบของอ้วนเสี้ยวอย่างทะลุปรุโปร่งอีกด้วย

นี่คือชะตากรรมของ ชีสิว เตียนห้อง และสิมโพย ซึ่งล้วนเป็น “ยอดกุนซือพิทักษ์ตระกูลอ้วน” ทั้งสามล้วนกล้าที่จะขัดคอ เสนอ “ยาดี” ให้กับนาย สุดท้าย ยาดีนั้นกลับกลายเป็น “ยาพิษ” มาปลิดชีวิตตนเอง

ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมสามก๊กหรือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่ก็ล้วนสอดคล้อง ถูกต้องตรงกัน ว่าอ้วนเสี้ยวเป็นคน “มีตาไร้แวว” ใช้คนไม่เป็น จึงต้องย่อยยับอัปราชัย

แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง ลูกน้องทั้งสามของอ้วนเสี้ยว คือ ชีสิว เตียนห้อง และสิมโพย ซึ่งตายตามไปในภายหลังก็ควรถูกตำหนิว่า “มีตาหามีแววไม่” เช่นกัน คือเป็น “นกที่ไม่รู้จักเลือกไม้ทำรัง” จึงต้องพบจุดจบอย่างน่าอนาถ นั่นเอง

Saturday, March 3, 2012

ยอดกุนซือพิทักษ์ตระกูลอ้วน (๑)


อ้วนเสี้ยว เป็นขุนศึกซึ่งมีที่ปรึกษาเก่งๆ รายล้อมมากที่สุด กุนซือของเขามิได้เป็นรองคณะที่ปรึกษาของ "โจโฉ" เลย หลายคนมองว่าน่าจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ

สาเหตุที่ทำให้คนเก่งๆ ทั้งหลายอยากมาอยู่กับอ้วนเสี้ยว น่าจะเป็นเพราะในช่วงเวลานั้น ขุนนางแซ่อ้วนผู้นี้ทรงอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ดินแดน "ฮอปัก" จึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ยอดคนสมองเพชรตลอดจนนักรบผู้กล้าพากันหลั่งไหลมาอาศัยรับราชการด้วย

นอกจากความเก่งกาจแล้ว กุนซือหลายคนยังซื่อสัตย์และภักดีต่อตระกูลอ้วนอย่างยิ่ง ผมขอยกตัวอย่างมาสามคน ได้แก่ สิมโพย จอสิว และเตียนห้อง

ขอเริ่มต้นเล่าจาก "สิมโพย" ก่อน

สิมโพยผู้นี้เกิดที่เมืองเว่ย เคยรับใช้ “ฮันฮก” เจ้าเมืองกิจิ๋วมาก่อน เมื่อฮันฮกเสียเมืองให้อ้วนเสี้ยว เขาจึงได้มารับใช้อ้วนเสี้ยวต่อไป

ครั้นอ้วนเสี้ยวลังเลว่าจะรบกับ “โจโฉ” ดีหรือไม่ สิมโพยเป็นผู้สนับสนุนให้รบ โดยบอกว่าการเอาชนะโจโฉนั้นง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ อ้วนเสี้ยวจึงกล้าเปิดศึกกับโจโฉ และได้ตั้งให้สิมโพยเป็นแม่ทัพใหญ่

เมื่ออ้วนเสี้ยวนำทัพเข้าปะทะกับโจโฉที่กัวต๋อ สิมโพยได้ให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ใส่ทัพของฝ่ายโจโฉจนต้องล่าถอย ก่อนจะไล่ตามตีทัพโจโฉจนแตกพ่ายไม่เป็นกระบวน

อาจกล่าวได้ว่า ด้วยปัญญาของสิมโพย ทำให้อ้วนเสี้ยวกุมความได้เปรียบอย่างมากในช่วงต้นของสงครามริมแม่น้ำเหลือง


ที่น่าสนใจคือ สิมโพยเป็นผู้เตือนอ้วนเสี้ยวให้ป้องกันเสบียงที่อัวเจ๋าให้ดี เนื่องจากจะเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายระหว่าง "ชัยชนะ" หรือ "ความพ่ายแพ้" ทว่าอ้วนเสี้ยวกลับประมาท มองข้ามคำแนะนำอันนี้ สุดท้ายจึงถูกเผาเสบียงและพ่ายแพ้ต่อโจโฉอย่างยับเยิน

ครั้นอ้วนเสี้ยวตรอมใจจนล้มป่วยและเสียชีวิต สิมโพยได้โอนย้ายตัวเองไปเป็นกุนซือของอ้วนซง ลูกชายคนเล็กของอ้วนเสี้ยวซึ่งได้รับเลือกให้เป็นทายาทสืบทอดอำนาจต่อ ทั้งนี้เป็นเพราะเขาภักดีต่อนายมาก นายเลือกลูกคนนี้ เขาก็ต้องอยู่กับลูกคนนี้

เมื่อโจโฉตามมาตีกิจิ๋ว สิมโพยได้รับมอบหมายจากอ้วนซงให้คุมทัพรับมือ หลังจากเขาเคยช่วยอ้วนเสี้ยวไล่ต้อนจอมคนแซ่โจมาแล้วครั้งหนึ่ง

สิมโพยช่วยอ้วนซงรบป้องกันเมืองเป็นสามารถ ทั้งยังรู้เล่าทันอุบายของฝ่ายโจโฉเป็นอย่างดี เช่น เมื่อโจโฉให้ทหารขุดอุโมงค์เข้ามาในเมือง สิมโพยก็ให้เอาหินถมกันไว้ จนคนของโจโฉเล็ดรอดเข้ามาไม่ได้

นอกจากนี้ สิมโพยยังสั่งประหารชีวิตครอบครัวของ “ซินผี” นายทหารของอ้วนเสี้ยวที่ไปเข้ากับฝ่ายโจโฉ แล้วโยนศพออกมานอกเมืองทีละศพ เพื่อแก้แค้นและสั่งสอนคนทรยศ จนซินผีแค้นแทบสิ้นสติ

การกระทำอันนี้ ทำให้ “สิมเอ๋ง” หลานของสิมโพยซึ่งสนิทกับซินผีรับไม่ได้ ตัดสินใจส่งจดหมายออกไปหาโจโฉบอกให้เข้ามายึดเมือง โดยสิมเอ๋งได้เปิดประตูให้ฝ่ายโจโฉตอนกลางดึก ฝ่ายสิมโพยนอนหลับอยู่บนกำแพงเมืองไม่ทันระวังป้องกัน กิจิ๋วจึงตกเป็นของโจโฉอย่างง่ายดาย

ครั้นเข้าเมืองได้ โจโฉจะเอาตัวสิมโพยไว้ใช้แต่สิมโพยไม่ยอม ลั่นวาจาว่าเขาเป็นข้าแซ่อ้วน ก็จะขอตายในฐานะข้าแซ่อ้วน ไม่ขอเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย โจโฉไม่มีทางเลือก จึงให้เอาตัวไปประหารชีวิต

โดยก่อนตาย สิมโพยได้ขอหันหน้าไปทางทิศเหนือเพื่อกราบลาอ้วนเสี้ยวเป็นครั้งสุดท้ายด้วย

โจโฉซาบซึ้งในความซื่อสัตย์และจงรักภักดีของสิมโพยมาก จึงให้ทำศพเขาอย่างดี แล้วเขียนสรรเสริญว่า

“สิมโพยนี้มีความซื่อสัตย์ต่อนายยิ่งนัก ผู้ใดจะทำราชการต่อไปภายหน้าก็ขอให้ดูสิมโพยเป็นตัวอย่างเถิด”

นี่คือตัวอย่างแรก อันแสดงให้เห็นถึงความรักและภักดีที่ลูกน้องคนหนึ่งมีต่อนาย แต่กลับต้องจบลงด้วยโศกนาฏกรรม ในตอนต่อไปจะมาเล่าถึง จอสิว และเตียนห้อง อย่าลืมติดตามครับ