Wednesday, May 16, 2012

โปรแกรมทัวร์สามก๊ก

ขอเชิญทุกท่าน ร่วมตะลุยดินแดนสามก๊ก กับทัวร์ "ตามรอยสามก๊ก กับ แฟนพันธุ์แท้"

จัดโดย "โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก (OKLS)" โดยมีตัวผม ชัชวนันท์ สันธิเดช  "แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก" ร่วมทริปไปด้วยในฐานะวิทยากรครับ

การเดินทัพครั้งนี้ เน้นคุณภาพทุกรายละเอียด กินดี อยู่ดี และเป็นทัวร์ประวัติศาสตร์แท้ๆ ไม่เน้นช้อปปิ้ง

ท่านที่ชอบสามก๊กควรไปมากๆ แม้นไม่ชอบสามก๊กก็ไปได้ เพราะเราจะพาไปที่เด่นๆ หลายแห่ง ไม่ผิดหวังแน่ครับ

------------------


ตามรอยสามก๊ก กับ แฟนพันธุ์แท้

ออกเดินทัพ 2-9 ก.ย. 2555 - 8 วัน 7 คืน

54,900 บาท




วันที่ ๑ : กรุงเทพฯ – กวางเจา – อู่ฮั่น


พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 7.30 น. ออกเดินทางสู่กว่างโจว (กวางเจา) ด้วย สายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 668 (10.45-14.35)

ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง นำท่านไปรับประทานอาหารเย็น จากนั้น เดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง โดยจัดให้ท่านนั่งในชั้นหนึ่ง (G1176 19.00-23.01) ไปยังเมือง อู่ฮั่น เมืองหลวงแรกของง่อก๊ก (ชื่อในสามก๊กไทยคือเมืองง่อกุ๋น หรือ บู๊เฉียง) ซึ่งซุนเซ็กยึดครองได้ตั้งแต่เมื่อครั้งบุกมาตีหัวเมืองในกังตั๋ง และเมืองแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นราชธานีของง่อก๊กในเวลาต่อมา ก่อนจะย้ายเมืองหลวงไปที่หนานจิง (นานกิง)

เช็คอินเข้าพักที่โรงแรมอันหัว (สี่ดาว) เมืองอู่ฮั่น

วันที่ ๒ : ท่องแดนง่อก๊ก : หอกระเรียนเหลือง – พิพิธภัณฑ์มณฑลหูเป่ย – ทะเลสาบตงหู – กินปลาอู่ชัง



เที่ยวชม หวงเฮ่อโหลว หรือ หอกระเรียนเหลือง สร้างโดยซุนกวน ตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นครองง่อก๊ก ชม พิพิธภัณฑ์หูเป่ย ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดของมณฑล เก็บรักษาของล้ำค่าจากยุคสามก๊กรวมทั้งยุคอื่นๆ ไว้มากมาย ชมทิวทัศน์แสนวิจิตรงดงาม ณ ทะเลสาบตงหู ทางตะวันออกของเมืองอู่ฮั่น เป็นทะเลสาบในเมืองขนาดใหญ่อันดับสองของจีน

จากนั้น ไปรับประทานอาหารเย็น ปลาอู่ชัง ปลาท้องถิ่นของง่อก๊ก รสชาติเยี่ยมยอด มีแหล่งกำเนิดในทะเลสาบเหลียงจื่อ ทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง ซึ่งมีน้ำใสสะอาด อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ปลาชนิดนี้ถูกตั้งชื่อตามเมืองหลวงเก่าของง่อก๊ก คือ “เมืองอู่ชัง” (บู๊เฉียง) เนื้อละเอียด โปรตีนสูง เหมาเจ๋อตง ยังเคยเขียนไว้ในบทกวีว่าเขาติดใจในรสชาติของปลา อู่ชังยิ่งนัก

กลับเข้าที่พัก ณ โรงแรมอันหัว (สี่ดาว) เมืองอู่ฮั่น

วันที่ ๓ : ตะลุยสมรภูมิเซ็กเพ็ก



ท่องอาณาจักรสามก๊กแบบ “จัดเต็ม” เดินทางไปยัง ซานกว๋อชื่อปี้ ซึ่งเป็นจุดที่เคยเกิด “ศึกเซ็กเพ็ก” หรือ “ยุทธนาวีที่ภูผาแดง” สมรภูมิที่ทัพร้อยหมื่นของโจโฉปะทะกับ “พันธมิตรซุน-เล่า” คือทัพของฝ่ายซุนกวนและเล่าปี่ และเป็นฝ่ายพันธมิตรฯ ด้วยมันสมองของแม่ทัพจิวยี่และยอดกุนซือขงเบ้ง ที่ช่วยกันวางแผนเผาทัพเรือโจโฉจนแตกพ่ายยับเยินกลับไป


ท่านจะได้เห็น ภูผาแดง ของจริง ที่ถูกความร้อนของไฟบรรลัยกัลป์ในศึกเซ็กเพ็กจนกลายเป็นสีแดงเพลิง ชม รูปแกะสลักจิวยี่ วีรบุรุษแห่งกังตั๋ง และ ศาลาอี้เจียง ที่จิวยี่ใช้เป็นที่บัญชาการรบ ชม แท่นเรียกลม ที่ขงเบ้งขึ้นไปทำทีร่ายมนต์เรียกลมให้พัดพาไฟไปเผาทัพร้อยหมื่นของโจโฉ ชม อารามเฟิ่งฉู หรือ อารามหงส์ดรุณ สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงบังทอง อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ทำกลอุบายจนฝ่ายกังตั๋งมีชัยเหนือโจโฉ และชมอีกหลายจุดสำคัญ

รับประทานอาหารเย็น และกลับเข้าที่พัก ณ โรงแรมอันหัว (สี่ดาว) เมืองอู่ฮั่น


วันที่ ๔ : ย้อนรอยขงเบ้ง: หลงจง – โงลังกั๋ง – สามเยือนกระท่อมหญ้า – เมืองโบราณเซียงฝาน



เช็คเอาท์จากโรงแรมตั้งแต่เช้าตรู่ ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมือง กู่หลงจง หรือ หลงจง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเขตเซียงหยาง มณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นบ้านเดิมของขงเบ้งก่อนเข้ารับราชการ คำว่า “หลงจง” เป็นที่มาของชื่อ “ยุทธศาสตร์หลงจง” ซึ่งขงเบ้งได้เปิดบ้านแสดงวิสัยทัศน์ต่อเล่าปี่ว่าแผ่นดินจะแตกออกเป็นสาม

ชมบ้านของขงเบ้งใน ว่อหลงกัง หรือ โงลังกั๋ง ซึ่งปัจจุบันทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของขงเบ้ง โดยฉายา “ว่อหลง” หรือ “ฮกหลง” ของขงเบ้ง ซึ่งแปลว่า “มังกรเร้นกาย” ก็ได้มาตอนที่เขาทำนาอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ แกะรอยเส้นทาง “สามเยือนกระท่อมหญ้า” ที่ เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย เดินทางบากบั่นมาเชิญตัวขงเบ้งไปช่วยทำการใหญ่ถึง ๓ ครั้ง

ช่วงบ่าย เที่ยวเมืองโบราณเซียงฝาน จำลองบรรยากาศสมัยโบราณ เมืองเซียงฝานแห่งนี้มีแม่น้ำฮั่น (หันซุย) ไหลผ่ากลาง แบ่งเมืองออกเป็นฝั่งเหนือ-ใต้ พื้นที่ของเมืองนี้ เดิมคือเมืองอ้วนเซีย (ฝานเฉิง) และเมืองซงหยง (เซียงหยาง) ที่แฟนๆ สามก๊กรู้จักกันดี เพราะเกิดศึกสงครามบ่อยครั้ง รวมทั้งวีรกรรมของกวนอูที่ทดน้ำท่วมเจ็ดทัพของอิกิ๋มก็เกิดขึ้นที่นี่

เช็คอินเข้าที่พัก ณ โรงแรมเฉิงสื้อหมิงเหญิน (สี่ดาว) ในเมืองเซียงฝาน

วันที่ ๕ : เกงจิ๋ว – สุสานกวนอู – สมรภูมิเตียงปัน – จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า



ออกเดินทางไปยัง เมืองโบราณจิงโจว หรือเมือง “เกงจิ๋ว” อันเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั้งสามก๊กต่างแย่งชิง ชมกำแพงเมืองเกงจิ๋วตั้งแต่ยุคโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จากนั้น เดินทางต่อไปยัง เมืองตังหยาง (ตังเอี๋ยง) ซึ่งเป็นจุดที่กวนอูพลาดท่าถูกฝ่ายง่อก๊กจับตัวได้หลังจากเสียเมืองเกงจิ๋วและถูกประหารชีวิต สักการะร่างไร้ศีรษะของกวนอูที่ สุสานกวนหลิง (ศีรษะของกวนอูถูกซุนกวนส่งไปให้โจโฉ ปัจจุบันอยู่ที่เมืองลั่วหยาง) จากนั้น ถึงไฮไลท์สำคัญของทริปนี้ คือไปเยือน สมรภูมิฉางปัน หรือ เตียงปัน จุดที่ “จูล่ง” ทหารเอกของเล่าปี่ สร้างวีรกรรม “ฝ่าทัพรับอาเต๊า” และชม สะพานฉางปั่นเฉียว หรือ เตียงปันเกี้ยว ที่เตียวหุยตัวคนเดียว ตวาดทัพสิบหมื่นของโจโฉจนถอยกรูดเหยียบกันตายเป็นเบือ

จากนั้นนั่งรถไปยังเมืองอี๋ชัง หลังรับประทานอาหารเย็น ไปสนามบินอี๋ชัง เพื่อขึ้นเครื่องบิน สายการบินเสฉวน (3U9712 22.10-23.55) เดินทางต่อไปยัง เมืองเฉิงตู หรือ เซงโต๋ ราชธานีของจ๊กก๊ก ปัจจุบันคือเมืองเอกของมณฑลเสฉวน

เข้าที่พัก โรงแรมหยินเหอหวางเฉา เมืองเฉิงตู

วันที่ ๖ : บุกถิ่นจ๊กก๊ก : ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า – พิพิธภัณฑ์ซานซิงตุ้ย – บ้านตู้ฝู่ – อู่โหวฉือ (ศาลเจ้าขงเบ้ง) – ถนนวัฒนธรรมจิ๋นหลี่ – โชว์เปลี่ยนหน้ากาก



เดินทางไปชมความน่ารักของหมีแพนด้า สัตว์ท้องถิ่นของมณฑลเสฉวนซึ่งเป็นที่ชื่นชอบและเอ็นดูของคนทั่วโลก ณ ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า จากนั้น เดินทางออกนอกเมืองไปยัง พิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย ซึ่งจัดแสดงของโบราณหายากของจ๊กก๊ก รวมทั้งของจากยุคอื่นๆ ด้วย จากนั้น ไปเที่ยว บ้านตู้ฝู่ กวีเอกสมัยราชวงศ์ถัง หนึ่งในกวีที่มีชื่อเสียงที่สุดของประวัติศาสตร์ชาติจีน ประพันธ์บทกวีอมตะไว้มากมาย

ช่วงบ่าย ไปเที่ยว “อู่โหวฉือ” หรือ “ศาลเจ้าขงเบ้ง” สักการะขงเบ้ง พระเจ้าเล่าปี่ และบรรดานายทหารของจ๊ก ไม่ว่าจะเป็นกวนอู เตียวหุย จูล่ง เกียงอุย บังทอง ฯลฯ ที่ล้วนมีส่วนในการก่อร่างสร้างแผ่นดินขึ้นมา จากนั้น เดินเล่นที่ ถนนวัฒนธรรมจิ๋นหลี่ จำลองบรรยากาศเมืองในยุคโบราณ เข้ากับทัวร์ประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี หลังอาหารเย็น ชม “โชว์เปลี่ยนหน้ากาก” การแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ของมณฑลเสฉวนที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยจัดให้ท่านนั่งในชั้นหนึ่ง อยู่ภายในสี่แถวหน้าสุดติดขอบเวที

กลับเข้าที่พัก โรงแรมหยินเหอหวางเฉา เมืองเฉิงตู

วันที่ ๗ : เล่อซาน: ล่องเรือ – ปีนเขา – ไหว้พระใหญ่



เดินทางไปยังเขาเล่อซาน ล่องเรือชมทัศนียภาพอันงดงามและมหัศจรรย์ ตื่นตาตื่นใจกับความใหญ่โตของพระพุทธรูปเล่อซาน พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก มีความสูงกว่า 70 เมตร กว้าง 20 เมตร ใช้เวลาสร้างกว่า 90 ปี จึงจะเสร็จสิ้น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2539 จากนั้น นำท่านขึ้นเขาเล่อซาน ไปเยี่ยมชมวัดหลิงอวิ๋น เพื่อสักการะและชื่นชมพระพุทธรูปเล่อซานอย่างใกล้ชิด

รับประทานอาหารค่ำใน ภัตตาคารอาหารสมุนไพร กินอาหารฮ่องเต้ ลิ้มรสอาหาร เสฉวนแท้ๆ อบอวลไปด้วยเครื่องเทศอร่อยลิ้น ถูกใจคนไทยที่ชอบทานเผ็ดเป็นอย่างยิ่ง

กลับเข้าที่พัก โรงแรมหยินเหอหวางเฉา เมืองเฉิงตู

วันที่ ๘ : ตูเจียงเยี่ยน – เฉิงตู – กรุงเทพฯ



เช็คเอาท์จากโรงแรม ออกเดินทางไปยัง โครงการชลประทานตูเจียงเยี่ยน โครงการชลประทานที่เก่าแก่ที่สุดในโลก สร้างโดย หลี่ปิงและลูกชาย ชาวแคว้นฉิน เมื่อ 256 ปีก่อนคริสตกาล เพื่อกั้นแม่น้ำหมินเจียง (ต้นน้ำของแม่น้ำแยงซีเกียง) และจัดการระบบน้ำในที่ราบลุ่มเฉิงตู ทำให้เสฉวนเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของชาวจีนแถบตะวันตกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แม้จะผ่านกาลเวลามากว่า 2,200 ปีแล้ว เขื่อนนี้ยังใช้งานได้ดี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2543

ชมสะพานแขวนขนาดใหญ่ ระบบชลประทานของเขื่อนตูเจียงเยี่ยนนี้เอง

หลังอาหารกลางวัน เดินทางไปสนามบิน ออกเดินทางกลับสู่ประเทศไทย ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 619 (15.30-17.35) สู่สนามบินสุวรรณภูมิ เสร็จสิ้นการ “ตามรอยสามก๊ก กับ แฟนพันธุ์แท้” อย่างสมบูรณ์

--------------

ราคาค่าทัวร์  54,900 บาท


อัตรานี้รวม
  • ค่าตั๋วเครื่องบิน สายการบินไทย ชั้นประหยัด
  • กรุงเทพฯ – กวางเจา / เฉิงตู - กรุงเทพฯ
  • ค่าตั๋วรถไฟความเร็วสูงชั้นหนึ่ง (กวางเจา-อู่ฮั่น)
  • ค่าตั๋วเครื่องบินสายการบินเสฉวน (อี๋ชัง-เฉิงตู)
  • ค่าที่พัก (4 ดาว) ห้องละ 2 ท่าน
  • ค่าอาหารทุกมื้อ
  • ค่ามัคคุเทศก์ (ภาษาไทย) และหัวหน้าทัวร์คนไทย
  • ค่ารถโค้ชปรับอากาศและคนขับรถ
  • ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวตามรายการ
  • ค่าธรรมเนียมการทำวีซ่า
  • ค่าประกันอุบัติเหตุ วงเงินหนึ่งล้านบาท (เงื่อนไขตามกรรมกรรม์)
อัตรานี้ไม่รวม
  • ค่าน้ำหนักกระเป๋าเดินทางส่วนเกิน (กรณีที่เกิน 20 กิโลกรัมต่อหนึ่งคน)
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่างๆ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าซักรีดเสื้อผ้า ค่าอาหารและเครื่องดื่มนอกรายการ ฯลฯ
  • ค่าทิปมัคคุเทศก์ และคนขับรถ วันละ 30 หยวน (8 วัน รวม 240 หยวน)
  • ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % และค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% (ในกรณีที่สมัครในนามบริษัท)
วิธีการชำระเงิน

  • โอนเงินค่ามัดจำ 20,000 บาท เข้าบัญชี "โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก" ธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว 25 บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 045-2-02754-4  พร้อมแฟกซ์หน้าหนังสือเดินทาง (หน้าแรกที่มีภาพถ่าย) พร้อมสลิปใบ Pay in มาที่หมายเลข 02-939-8946 หรือถ่ายรูปทั้งหน้าหนังสือเดินทางและสลิปใบ Pay in แล้วอีเมล์มาที่ CheeChud@gmail.com
  • โอนเงินส่วนที่เหลือ 34,900 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 55 ด้วยวิธีเดียวกับการโอนเงินมัดจำ (หากไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนด ขอสงวนสิทธิ์ ไม่คืนค่ามัดจำทั้งหมด)
เอกสารประกอบการขอวีซ่า
  • หนังสือเดินทาง (มีอายุมากกว่า 6 เดือน และมีหน้าว่างสำหรับประทับตรา อย่างน้อย 2 หน้า)
  • รูปถ่ายสี (หน้าตรง) ขนาด 2 นิ้ว 2 ใบ อัดภาพด้วยกระดาษถ่ายภาพ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โทร -
เว็บไซต์ - http://www.okls.net/http://www.cheechud.com/
อีเมล์ - CheeChud@gmail.com, Jitrlada@hotmail.com





Saturday, May 5, 2012

"ภิญโญ ตอบโจทย์" เล่าประสบการณ์นั่งรถไฟความเร็วสูงเยือนเซ็กเพ็ก

บทความข้างล่างนี้ชื่อ "รถไฟ บันไดเลื่อน โลกเคลื่อน ลมบูรพา" เขียนโดย คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ ไทย ไทย นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของพี่เขา ที่เคยนั่งรถไฟจีนสมัยก่อน เปรียบเทียบกับเมื่อไม่นานมานี้ ที่ได้นั่งรถไฟความเร็วสูง จาก "กวางเจา" ไป "อู่ฮั่น" และไปชมสถานที่จริงของ "สมรภูมิเซ็กเพ็ก" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่เราจะเดินทางไปกันกับทัวร์ "ตามรอยสามก๊ก กับ แฟนพันธุ์แท้" ผมเห็นว่าน่าจะสนใจ จึงยกมาให้ได้อ่านกันครับ



ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เขียน
ที่มา : MatichonOnline - คอลัมน์ ไทย ไทย มติชนสุดสัปดาห์ 2-8 มีนาคม 2555

ปี 1997 ผมนั่งรถไฟจากปักกิ่งมุ่งหน้าสู่เซี่ยงไฮ้ไม่กี่เดือนก่อนหน้าที่อังกฤษจะคืนเกาะเฮ่องกงกลับสู่อ้อมกอดแผ่นดินแม่

รถไฟตู้นอนจีนสมัยนั้นหนึ่งคอกมีสามชั้น ชั้นละเตียง แบ่งออกเป็นสองด้าน รวมหกที่นั่ง

ตอนกลางวันทุกคนจะลงมานั่งที่เตียงล่าง หันหน้าคุยกัน ถึงตอนค่ำ ก็ปีนกลับขึ้นเตียง เตียงใครเตียงมัน ถึงเช้าก็ปีนกลับมาคุยกันใหม่

ทำให้คิดถึงพุทธภาษิตที่ว่า "เดินทางร่วมกันเจ็ดก้าวเหมือนเป็นมิตร เดินทางร่วมกันสิบสองก้าวนับเป็นสหาย อยู่ร่วมกันหนึ่งเดือนนับเป็นญาติ หากนานกว่านั้นนับเป็นตัวเอง"

นั่งๆ นอนๆ หลายชั่วโมงเข้าก็ชักจะอยากนับญาติกับอาม่าที่นั่งมาด้วย เพราะเผลอคิดว่าเป็นอาม่าตัวเองไปจริงๆ

ที่ต้องนั่งนอนกันมาราธอนข้ามวันขนาดนี้ เพราะจากปักกิ่งมาเซี่ยงไฮ้ใช้เวลาเดินทางเกือบ 20 ชั่วโมง แต่ถ้าจะเดินทางไปถึงกวางเจา ต้องใช้เวลาถึง 35 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

ผู้โดยสารต่างชาติมักได้ประสบการณ์แตกต่างกันไปจากการเดินทางยาวนานในต่างบ้านต่างเมือง ทั้งควันสูบบุหรี่ กลิ่นบะหมี่ในน้ำร้อน รสชาร้อนในขวดแก้ว เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อย สารพัดจัดให้จากการพเนจรคอนกระเป๋า

ประสบการณ์เหล่านี้กำลังจะกลายเป็นอดีตภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าสำหรับผู้มีฐานะ เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานีวิทยุจีนแห่งกรุงปักกิ่งรายงานข่าวรถไฟความเร็วสูงสายปักกิ่ง-กวางเจา กำลังจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปีนี้ จาก 35 ชั่วโมงเมื่อ 15 ปีที่แล้ว การเดินทางจากเมืองหลวงทางเหนือลงสู่เมืองเศรษฐกิจหลักทางใต้จะใช้เวลาเพียง 7-8 ชั่วโมงเท่านั้น

นี่คือความมหัศจรรย์ทางการพัฒนาประเทศของจีน ซึ่งขนาดทางเศรษฐกิจได้ก้าวแซงหน้าญี่ปุ่นมาอยู่อันดับสองของโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปีที่แล้วผมมีโอกาสใช้รถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อเมืองกวางเจากับเมืองอู่ฮั่นเมืองเอกของมณฑลเหอเป่ย์ ซึ่งอยู่บนเส้นทางเชื่อมต่อจากปักกิ่งลงสู่กวางเจา

ถ้าไม่บอกว่าเป็นรถไฟจีน ผู้โดยสารอาจจะเผลอจินตนาการได้ว่ากำลังนั่งอยู่ในรถไฟหัวกระสุนของญี่ปุ่นที่วิ่งจากโตเกียวไปโอซาก้าก็เป็นได้ ด้วยบรรยากาศภายในนั้นเงียบสงบ สะอาดสะอ้าน

ความเร็วของรถไฟที่แสดงเหนือประตูตู้วิ่งไปแตะที่ระดับ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในบางช่วง
ด้วยความเร็วขนาดนี้ ทำให้การเดินทางของผู้คนเป็นไปได้โดยสะดวกสบาย

จากกรุงเทพมหานครลงเครื่องที่กวางเจาต่อรถไฟใช้เวลาไม่นานก็ถึงอู่ฮั่นเมืองหลวงของง่อก๊ก จากตัวเมืองไปอีกเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น ก็ถึงผาแดง ที่เคยเป็นสมรภูมิเมื่อครั้งทัพเรือโจโฉแห่งวุยก๊กยกมาประชิด จนกลายเป็นฉากสำคัญในมหากาพย์สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ

ถ้าเทียบกับแผนที่ปัจจุบันแล้ว จะเห็นว่าง่อก๊กของซุนกวนนั้น กุมพื้นที่ริมทะเลฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจหลักของจีนเป็นสำคัญ ส่วนวุยก๊กนั้นตั้งมั่นกุมอำนาจอยู่ทางตอนเหนือศูนย์กลางการเมืองปัจจุบัน โดยมีจ๊กก๊กของเล่าปี่กุมเขตตะวันตกลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ มีเสฉวนเป็นเมืองหลัก

สมัยก่อนการจะยกทัพจับศึกกันแต่ละครั้งต้องวางแผนการเดินทางและการส่งเสบียงทั้งทางบกทางน้ำเป็นอย่างดี ทหารเมืองเหนือไม่ชินคลื่นลมเมืองใต้ เมื่ออุยกายออกอุบายให้โบยตี เพื่อเสนอกลศึกผูกเรือ ครั้นโจโฉหลงเชื่อ ขงเบ้งรอลมเปลี่ยนทิศ พิชิตศึกด้วยเรือเพลิง กองทัพเรือโจโฉก็ถูกเผากระเจิง แตกพะพ่ายด้วยพระพายแผลงฤทธิ์กลับทิศลม จนเกิดสำนวนจีนที่ว่า ทุกสิ่งพร้อมสรรพ รอรับเพียงลมตะวันออก

ลมตะวันออกที่พัดมาจึงหมายถึง ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

นักท่องเที่ยวเดินทางมาอู่ฮั่น เมื่อมาถึงมักแวะขึ้นไปชมชัยภูมิเมืองบนหอกระเรียนเหลือง สืบเนื่องมาจากยุคสามก๊ก แม่ทัพนายกองมักใช้หอนี้เป็นจุดตรวจตรารับมือข้าศึก แม้หอเดิมจะไม่คงทนมาถึงปัจจุบัน แต่การจำลองขึ้นมาใหม่ ก็พอทำให้ได้กลิ่นอายของอดีตอันรุ่งโรจน์

ปัจจุบันวันนี้เหนือใต้ออกตกของแผ่นดินจีนสงบศึก ทั้งประเทศเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวด้วยรถไฟความเร็วสูง จนจีนกลายมาเป็นประเทศที่มีรถไฟความเร็วสูงมากที่สุดในโลก และมากกว่าทั้งโลกรวมกัน
จีนวางแผนการนี้ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 กระทรวงการรถไฟเสนอแผนการใหญ่เข้าสู่การพิจารณาของสภาประชาชน มีการเสนอแผนการสร้างรถไฟความเร็วสูงระหว่างปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้มาตั้งแต่ปี 1995 แต่ด้วยข้อถกเถียงเรื่องเทคโนโลยีที่เหมาะสม กว่าจะลงมือสร้างจริงก็ย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

และนับจากนั้นเป็นต้นมาจีนก็เร่งพัฒนาความเร็วของรถไฟให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมาแตะที่ระดับ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในหลายเส้นทาง

เรียกว่าถ้านั่งจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่อาจะใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง

ในขณะที่รถไฟไทยจากกรุงเทพฯ ตอนค่ำๆ แม้จะเป็นรถด่วน กว่าจะถึงเชียงใหม่ก็เป็นเวลาเช้า ใช้เวลาเดินทางไม่ต่ำกว่า 14-15 ชั่วโมง

ผ่านไปยี่สิบปี แม้นักท่องเที่ยวจะเพิ่มมากขึ้น เกิดสายการบินต้นทุนต่ำเช่นเดียวกับทั่วโลก แต่การคมนาคมหลักเช่นรถไฟก็ยังคงความเร็วไว้ที่เดิม รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูงที่พูดกันมาไม่ต่ำกว่าสองทศวรรษ ยังคงเป็นความฝันของผู้โดยสารรถไฟไทยเมื่อวิ่งผ่านอุโมงค์ขุนตาน

รถไฟไทยยังคงเป็นตำนานและเป็นประสบการณ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงแม้เวลาจะเปลี่ยนไป

ความเร็วของรถไฟจีนถูกประธานาธิบดี บารัค โอบามา ใช้เป็นดัชนีที่วัดการพัฒนาประเทศ

โอบามากล่าวว่า "มันเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้ว่า ทำไมจีนถึงมีระบบขนส่งทางรถไฟที่ดีกว่าอเมริกา สิงคโปร์มีท่าอากาศยานที่ดีกว่าอเมริกา และเราเพิ่งรู้ว่าคอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก ซึ่งเคยอยู่ในอเมริกา แต่มาบัดนี้ไม่ได้อยู่ในอเมริกาอีกต่อไปแล้ว"

นอกจากรถไฟแล้ว คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกนั้น อยู่ในจีนนะครับ

ไอแพด ไอโฟน และไอทั้งหลายที่กำลังจะตามมา ลองพลิกข้างหลังเครื่องดูเถอะครับ ส่วนใหญ่จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Designed by Apple in California Assembled in China

ถ้อยคำสั้นๆ นี้ทำให้โอบามาตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรที่จะให้สินค้าเหล่านี้กลับมาผลิตในอเมริกา

สตีฟ จ๊อบส์ จึงต้องตอบว่า งานการผลิตเหล่านี้จะไม่กลับมาอเมริกาอีกแล้ว เพราะด้วยค่าแรง ด้วยกลไกการผลิตที่เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่นั้น ได้ถูกยักย้ายถ่ายเทเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ไปนานแล้ว ไปแล้วไปลับ ไม่กลับมาอีก เพราะถ้าจะกลับมาต้องมาทั้งระบบ มาแบบแยกชิ้นส่วนไม่ได้

นี่คือความซับซ้อนของห่วงโซ่การผลิตยุคใหม่

โทมัส ฟรีดแมน ผู้เขียนหนังสือ The World is Flat จึงต้องตั้งคำถามต่อว่าทำไมอเมริกาถึงได้ล้าหลังในโลกที่ตัวเองได้สร้างขึ้น

ฟรีดแมนเล่าประสบการณ์การเดินทางไปร่วมประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ที่เมืองเทียนจิน เมื่อปี 2010 จากที่เคยต้องเดินทางจากปักกิ่งด้วยรถยนต์ 3-4 ชั่วโมง เมื่อห้าปีก่อน มาบัดนี้เมื่อรถไฟความเร็วสูงสายปักกิ่งเทียนจินสร้างเสร็จ การเดินทางดังกล่าวใช้เวลาเพียง 29 นาทีเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงความสะดวกสบายในระดับสากล ทั้งตัวสถานี การซื้อตั๋วผ่านตู้อัตโนมัติ ที่มีทั้งภาษาจีนและอังกฤษให้เลือก

นี่คือหนึ่งในรถไฟสายที่เร็วที่สุดในโลก

กลับมาที่อเมริกาแค่บันไดเลื่อนในสถานีรถไฟใต้ดินที่ฟรีดแมนใช้นั่งมาทำงานในวอชิงตันเสีย การซ่อมแซมให้ทันสมัยยังต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน ซึ่งถ้าเพิ่มเวลาให้อีกสองเดือน รัฐบาลจีนสามารถสร้างหอประชุมขนาด 230,000 ตารางเมตร ที่เทียนจินได้แล้วเสร็จ

ความเร็วจึงเป็นเครื่องวัดประสิทธิภาพ วัดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งอเมริกันกำลังสูญเสียไปให้กับจีนแผ่นดินใหญ่ ตั้งแต่เรื่องรถไฟ ไปจนถึงบันไดเลื่อน

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้โลกเคลื่อน เมื่อลมตะวันออกพัดมา มหาอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ ก็อาจมีชะตากรรมที่เปลี่ยนไป ตามสายลมบูรพา ซึ่งนำมาทั้งความสำเร็จและความเปลี่ยนแปลง

ประเทศไทยตอนนี้ทั้งน้ำและลมแรง แต่ไม่มีใครรู้ว่าความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นอย่างไร ผมครุ่นคิดระหว่างอยู่ในตู้เสบียงของรถนอนเชียงใหม่ ซึ่งกำลังเคลื่อนที่ช้าๆ ผ่านขุนเขาเข้าสู่อุโมงค์ขุนตาน


ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1330770269&grpid=&catid=19&subcatid=1904