Tuesday, June 26, 2012

เก้าอี้ของแวนโก๊ะ - เก้าอี้ของโกแกง



วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh) เป็นจิตรกรชาวดัตช์ ยุคโพสต์อิมเพรสชั่นนิสต์ ภาพที่เขาวาดเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความ “สวยงามแบบดิบๆ” แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา และใช้ “สี” ได้อย่างโดดเด่น โดยผลงานของเขามีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อแวดวงศิลปะในศตวรรษที่ 20

แม้จะเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับในระดับต้นๆ ของโลก แต่ตลอดเวลาที่ยังมีชีวิต แวน โก๊ะ กลับเป็นเพียงศิลปินไส้แห้ง ถังแตก ผลงานของเขาแทบไม่เป็นที่รู้จักและไม่มีใครเห็นคุณค่า

เรื่องราวของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (ขอเรียกว่า แวน โก๊ะ) ตลอดจนผลงานและความรู้สึกนึกคิดของเขา เป็นที่รับรู้ของคนยุคต่อมา ผ่านจดหมายที่เขาเขียนติดต่อกับ ธีโอ แวน โก๊ะ (Theo Van Gogh) น้องชาย (ขอเรียกว่าธีโอ) ซึ่งมีอาชีพเป็นดีลเลอร์ขายงานศิลปะ ธีโอเป็นคนเดียวที่ให้การสนับสนุนแวน โก๊ะ ทั้งด้านการเงิน และคอยให้กำลังใจพี่ชายด้วยความปรารถนาดีอยู่ตลอดเวลา

ในปี 1888 ระหว่างที่แวน โก๊ะประสบปัญหาทางการเงินอยู่นั้น ธีโอ ได้รับมรดกมาเป็นเงินจำนวนหนึ่ง เขาจึงแบ่งเงินจำนวนนี้เพื่อช่วยเหลือพี่ชายที่กำลังตกยาก

นอกจากนี้ ด้วยคำขอของ แวน โก๊ะ ธีโอได้แบ่งเงินอีกส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือ พอล โกแกง (Paul Gau guin) เพื่อนจิตรกรคนสนิทของ แวน โก๊ะ โดยธีโอจ่ายเงินให้โกแกงเพื่อแลกกับภาพเขียนของเขาจำนวน 12 ภาพต่อปี หรือพูดง่ายๆ ก็คือจ่าย “เงินเดือน” ให้กับโกแกง โดยจ้างให้วาดภาพให้เดือนละภาพนั่นเอง

 

ต่อมา ธีโอได้แนะนำให้แวน โก๊ะและโกแกงย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพื่อที่จะได้ช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่าย ซึ่งแวน โก๊ะและโกแกงก็ทำตาม

เมื่อมาอยู่ร่วมกัน แวน โก๊ะกับโกแกงเริ่มมีเรื่องระหองระแหงบ่อยครั้งตามประสาลิ้นกับฟัน ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ แวน โก๊ะเริ่มมีอาการทางจิต ซึ่งทำให้เขาทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การที่แวน โก๊ะตระหนักว่าความสัมพันธ์อันร้าวฉานระหว่างเขากับโกแกง คงทำให้ความฝันที่จะได้เปิดสตูดิโอร่วมกับเพื่อนรักคนนี้เลือนรางเต็มทน ก็ยิ่งทำให้เขาเป็นทุกข์ขึ้นไปอีก

ในปี 1888 ท่ามกลางความสับสน ว้าเหว่ จนกลายเป็นซึมเศร้านี้เอง แวน โก๊ะได้วาดภาพขึ้นมาสองภาพ ภาพหนึ่งเป็นภาพที่ชื่อว่า “เก้าอี้ของแวน โก๊ะ” (Van Gogh's Chair) บนเก้าอี้นั้นมีไปป์และยาเส้นของเขาวางอยู่

ว่ากันว่าเก้าอี้ตัวนี้มีสัญญะบ่งถึงตัวตนที่แท้จริงของ แวน โก๊ะ โดยมันได้ถอดเอาภาวะอารมณ์ของเขาในเวลานั้นออกมา ทำให้เป็นเก้าอี้ที่ดูแตกต่างและมีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง ก่อนจะกลายเป็นภาพเขียนที่โด่งดังไปทั่วโลก



อีกภาพหนึ่งที่แวน โก๊ะวาดในเวลาไล่เลี่ยกัน คือภาพ “เก้าอี้ของโกแกง” (Gauguin's Chair) เก้าอี้ตัวนี้ต่างจากตัวแรกตรงที่ดูหรูหรามีระดับกว่า ไม่เหมือนเก้าอี้ของแวน โก๊ะที่ดูเรียบง่าย

เก้าอี้ของโกแกง เป็นสีน้ำตาลเข้ม มีที่เท้าแขน บนที่นั่งมีหนังสือและเทียนที่จุดแล้ววางอยู่ โดยแวน โก๊ะได้ใช้ภาพนี้เป็นสัญลักษณ์แทนตัวของโกแกง

ทว่ายังไม่ทันที่จะวาดเสร็จ อาการทางประสาทของ แวน โก๊ะ ก็กำเริบอย่างรุนแรงจนไม่สามารถทำงานต่อได้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออาการทุเลาลงแล้ว เขาก็ได้กลับมาวาดรูปเก้าอี้ของตัวเองจนสมบูรณ์ แต่ภาพเก้าอี้ของโกแกงนั้นถูกทิ้งไว้ โดย แวน โก๊ะ ไม่ได้กลับมาวาดต่ออีกเลย

แหล่งข้อมูล : หนังสือ [The World's Greatest Art] Van Gogh, เว็บไซต์ wikipedia

Sunday, June 24, 2012

๒๔ มิถุนา ทวงคืนวันชาติไทย


"ราษฏรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฏร.." - ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑ 

Thursday, June 7, 2012

ว่าด้วยเรื่อง สถานภาพ "พระเจ้าอา" ของเล่าปี่



ในวรรณกรรมสามก๊ก เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้พบเล่าปี่ครั้งแรก พระองค์ถามว่าท่านทำความชอบมากนัก เป็นใครมาจากไหนหรือ?

เล่าปี่ทูลว่า เขาสืบเชื้อสายมาจาก "ตงสานเชงอ๋อง-เล่าเสง" (จงซานเฉิงห่วง-หลิวซง) โอรสในพระเจ้าฮั่นเกงเต้

พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงให้อาลักษณ์เอาพงศาวลีมาตรวจดู ซีรีส์สามก๊กฉายภาพให้เห็นว่า อาลักษณ์อ่านออกเสียง ถ่ายทอดถ้อยคำในพงศาวลีให้ฮ่องเต้หนุ่มได้สดับดังนี้ (ขอคัดลอกเป็นสำเนียงฮกเกี้ยนออกมาจากหนังนะครับ)

"ฮั่นเกงเต้ มีโอรส 14 องค์
ตงสานเชงอ๋อง-เล่าเสง เป็นองค์ที่ 7
เล่าเสง มีบุตรชื่อ เล่าเจิน
บุตร เล่าเจิน ชื่อ เล่าอัง
... บุตร เล่าอัง ชื่อ เล่าลู่
บุตร เล่าลู่ ชื่อ เล่าเลี่ยน
บุตร เล่าเลี่ยน ชื่อ เล่าอิง
บุตร เล่าอิง ชื่อ เล่าเจี้ยน
บุตร เล่าเจี้ยน ชื่อ เล่าอาย
เล่าอาย มีบุตรชื่อ เล่าเสี่ยน
เล่าเสี่ยน มีบุตรชื่อ เล่าซู
เล่าซู มีบุตรชื่อ เล่าอี้
เล่าอี้ มีบุตรชื่อ เล่าปี้
บุตร เล่าปี้ ชื่อ เล่าต๋า
เล่าต๋า มีบุตรชื่อ เล่าปู้อี๋
เล่าปู้อี๋ มีบุตรชื่อ เล่าฮุ่ย
เล่าฮุ่ย มีบุตรชื่อ เล่าฉอง
บุตร เล่าฉอง ชื่อ เล่าเหง
"เล่าปี่" คือ บุตรชายของเล่าเหง (จบ) "
 
วรรณกรรมเล่าว่า เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ทราบข้อมูลดังนี้ จึงเรียกเล่าปี่ว่า "ท่านอา" เล่าปี่จึงได้รับการยอมรับจากคนทั้งแผ่นดินว่าเป็น "พระปิตุลา" หรือ "พระเจ้าอา" คืออาของพระเจ้าอยู่หัว นับตั้งแต่นั้น
 
หลายท่านอาจเกิดข้อสงสัยว่า "พงศาวลี" คืออะไร ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต บอกว่า พงศาวลี หมายถึง "แผนลำดับเครือญาติ" คือแผนผังที่โยงใยให้เห็นว่าตระกูลนี้มีลำดับเชื้อสายอย่างไร ใครเป็นพ่อใคร ลูกใคร ใครแต่งกับใคร
 
ย้อนกลับไปที่ซีรีส์สามก๊ก ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า การตรวจดูพงศาวลี น่าจะใช้เวลานานอักโขอยู่ เพราะแต่ละคน ก็น่าจะมีลูกหลายคน
 
เป็นต้นว่า ที่บอกว่า "บุตร เล่าอัง ชื่อ เล่าลู่" เป็นไปได้ไหมว่า เล่าอังก็อาจไม่ได้มีบุตรคนเดียว แล้วจะทราบได้อย่างไรว่า คนไหนเล่า ที่จะเป็นเชื้อสายสืบต่อไปจนถึงเล่าปี่ ถ้าเป็นบุตรคนละคน แม้สืบค้นต่อไปก็คงไม่พบเล่าปี่แน่ๆ
 
ดังนั้น ฉากในหนัง ที่อาลักษณ์เอาพงศาวลีมาอ่านด้วยความรวดเร็วนั้น ถือว่าไม่สมจริง แต่ก็พอเข้าใจได้ในความเป็นหนัง
 
ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับวรรณกรรมนะครับ เพราะวรรณกรรมบอกเพียงว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ตรวจพงศาวลีดู ไม่ได้บอกว่าตรวจนานหรือไม่นานขนาดไหน
 
แต่ประเด็นต่อไป ที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมโดยตรงก็คือ แม้พระเจ้าเหี้ยนเต้จะอยากดึงเล่าปี่ไว้เป็นพวก เพื่อถ่วงดุลย์กับโจโฉ ที่เข้ามาริดรอนพระราชอำนาจไปมากแล้วในเพลานั้น แต่พระองค์จักกล้าเรียกเล่าปี่ว่า "อา" หรือ?
 
ตัวเหี้ยนเต้เอง คือโอรสของ "พระเจ้าเลนเต้" ทว่าเลนเต้ไม่ใช่โอรสแท้ของ "พระเจ้าฮวนเต้" กษัตริย์องค์ก่อนหน้า เป็นแต่เพียงเด็กที่ฮวนเต้เก็บมาเลี้ยงเป็นลูก เนื่องจากฮวนเต้ไม่มีโอรส
 
ที่จริงเลนเต้ไม่ใช่เด็กข้างถนนเสียทีเดียว เป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่นเหมือนกัน แต่เป็นเชื้อพระวงศ์ลักษณะเดียวกับเล่าปี่ คือ "ปลายแถวมากๆ"
 
กล่าวคือ พระองค์ทรงเป็น "Great-great grandson" (Great grandson แปลว่า "เหลน" ส่วน Great-great grandson ผมไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดี) ของพระเจ้าฮั่นจางตี้ กษัตริย์องค์ที่สามของฮั่นตะวันออก

ดังนั้น ระหว่างเหี้ยนเต้ ซึ่งเป็นลูกเลนเต้ เชื้อพระวงศ์ปลายแถวคนหนึ่ง กับเล่าปี่ เชื้อพระวงศ์ปลายแถวอีกคนหนึ่ง มองมุมไหน ก็ไม่น่าจะสมเหตุสมผลที่คนหนึ่งจะมาเป็น "อา" ของอีกคนได้
 
แม้เหี้ยนเต้จักมีพระราชประสงค์เช่นนั้น นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ขัดต่อโบราณราชประเพณีอย่างรุนแรง และถามต่อว่า หากเรื่องนี้เป็นความจริง โจโฉซึ่งกุมอำนาจไว้ได้เกือบเบ็ดเสร็จแล้ว จะยอมให้เกิดขึ้นหรือ?
 
อันที่จริง ความเป็น "พระเจ้าอา" นี้ เป็นเพียง "เรื่องแต่ง" จากปลายพู่กันของหลอกว้านจง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเล่าปี่ ในการ "พยายาม" เป็นผู้พิชิตแผ่นดิน และเป็นขั้วตรงข้ามกับโจโฉ ซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นขบถราชบัลลังก์
 
ทั้งๆ ที่ในประวัติศาสตร์ แม้เล่าปี่จะสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ฮั่นจริง ก็เป็นเพียงเชื้อสายปลายแถวเถ้าธุลี สืบต่อกันมาหลายร้อยปี เกือบจะ 20 ชั่วอายุคน
 
จึงหยิบมาเล่าให้กันฟัง ด้วยประการละฉะนี้ .... ครับ
 

Tuesday, June 5, 2012

แจ้งข่าวครับ


แจ้งให้ทราบว่า ทริป "ตามรอยสามก๊ก กับแฟนพันธุ์แท้" ยังรับได้อีกประมาณ 7 ท่านนะครับ ใครสนใจรีบตัดสินใจหน่อยครับ จะได้ไปเยี่ยมขงเบ้งที่บ้านกัน :)