Saturday, October 27, 2012

"หวดเจ้ง" ยอดคนผู้โดน "ขโมยซีน"


หวดเจ้ง เกิดที่โย่วฝูเฟิงในเมืองเลียงจิ๋ว ปัจจุบันอยู่ในมณฑลกานซู่ บิดาชื่อ “ฝ่าเจิน” หรือ “หวดเจิน” เดิมที เขาเป็นขุนนางเมืองเสฉวน ลูกน้องของเล่าเจี้ยง

หวดเจ้งและเพื่อนขุนนางอีกสองคนคือเบ้งตัดและเตียวสง ได้ร่วมมือกันวางแผนโน้มน้าวให้เล่าเจี้ยงเชิญเล่าปี่เข้ามายังเอ๊กจิ๋ว โดยอ้างว่าเพื่อให้เข้ามาช่วยป้องกันเมืองจากเตียวล่อ เล่าเจี้ยงก็หลงเชื่อยอมทำตาม

ครั้นเล่าปี่มาถึงเสฉวน หวดเจ้งและเบ้งตัดรีบออกไปต้อนรับ โดยตั้งใจว่าจะช่วยเล่าปี่ยึดเสฉวนให้จงได้ เพราะเบื่อผู้นำที่ไม่เอาไหนอย่างเล่าเจี้ยง

วรรณกรรมอ้างว่า หวดเจ้งวางแผนกับบังทอง กุนซือของฝ่ายเล่าปี่ จะให้อุยเอี๋ยน (ซึ่งเป็นคนของเล่าปี่) สังหารเล่าเจี้ยงในงานเลี้ยง โดยให้ทำทีรำกระบี่เข้าไปประชิดตัวแล้วปลิดชีพเจ้าแห่งเสฉวนเสีย แต่แล้วนายทหารเสฉวนที่ภักดีต่อเล่าเจี้ยงรู้ทันจึงเข้าขัดขวาง ทั้งสองฝ่ายตะลุมบอนกันเป็นการใหญ่ เคราะห์ดีที่เล่าปี่สั่งยุติปฏิบัติการดังกล่าวไว้ได้ทันจึงไม่มีการนองเลือด

เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เพราะตัวจริงของบังทองไม่เคยวางแผนสิ้นคิด หมายสังหารเล่าเจี้ยงในงานเลี้ยง ฝ่ายหวดเจ้งเอง ไม่ว่าเขาจะ “ปันใจ” ให้เล่าปี่ขนาดไหนก็ตาม เขาก็มิเคยกระทำการอันชั่วช้าและตื้นเขิน อย่างการหลอกนายตัวเองไปให้คนอื่นฆ่าซึ่งๆ หน้าแต่อย่างใด

นี่จึงเป็นการสร้างเรื่องราวขึ้นมาเองของหลอกว้านจง ผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊ก อันกลายเป็นตราบาปประทับไว้บนชื่อของสองยอดคนอย่างหวดเจ้งและบังทองโดยไม่สมเหตุสมผลเลย !!

ครั้นเล่าปี่ผิดใจกับเล่าเจี้ยงและตัดสินใจบุกตีเสฉวน หวดเจ้งได้คอยชี้แจงสภาพภูมิศาสตร์จนเล่าปี่ยึดเมืองลกเสียไว้ได้ พอเล่าปี่ได้ม้าเฉียวเป็นทัพหน้าบุกไปประชิดกำแพงเมือง เล่าเจี้ยงก็ยอมสวามิภักดิ์อย่างง่ายดาย

เมื่อเล่าปี่ถึงฝั่งฝัน ได้ครองเสฉวน จึงปูนบำเหน็จ แต่งตั้งให้หวดเจ้งเป็น "ผู้ว่าราชการของแคว้นปาจ๊ก" ตอบแทนที่เขาช่วยปูพรมแดงให้ตนบุกป่าฝ่าเขาหลายร้อยลูกมานั่งเป็นเจ้าแห่งแคว้นยักษ์แห่งนี้


ใน ค.ศ. 217 โจโฉบุกเข้ายึดเมืองฮันต๋งจากเตียวล่อได้ อันถือเป็นภัยคุกคามต่อเสฉวนซึ่งมีพรมแดนอยู่ติดกัน เล่าปี่จึงนำทัพไปตีฮันต๋งเสียก่อนเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม

วรรณกรรมอ้างว่า หลังจากการสู้รบดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง สติปัญญาเหนือมนุษย์ของขงเบ้งทำให้ฝ่ายเล่าปี่กุมความได้เปรียบอย่างต่อเนื่อง จนโจโฉมีอันต้องพลาดท่าครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อมา ขงเบ้งได้แนะเล่าปี่ให้ตั้งหวดเจ้งเป็นปลัดทัพเดินทางไปทำศึกชิงพื้นที่เขาเตงกุนสันพร้อมกับแม่ทัพเฒ่าฮองตง

ปรากฏว่า หวดเจ้งทำหน้าที่เป็นมันสมองคอยวางกลยุทธ์ ช่วยให้ฮองตงหลอกล่อและฉวยโอกาสบุกเข้าสังหารแฮหัวเอี๋ยน แม่ทัพใหญ่ฝ่ายโจโฉถึงแก่ความตาย ยึดพื้นที่เตงกุนสันเอาไว้ได้ ปูทางให้เล่าปี่ตีเมืองฮันต๋งของโจโฉแตกในที่สุด

เมื่อได้ฮันต๋งแล้ว หวดเจ้งเป็นเสียงหลักที่สนับสนุนให้เล่าปี่ตั้งตนขึ้นเป็น “ฮันต๋งอ๋อง” ฝ่ายตัวเขาเองก็ได้รับแต่งตั้งเป็น “ราชเลขาธิการ” (ซึ่งก็คือเลขาฯ ของเล่าปี่) นอกจากนี้ เขายังแนะนำนางงอซี หญิงหม้ายรูปงามน้องสาวของงออี้ ขุนนางเสฉวน ให้เป็นภรรยาใหม่ของนาย เพื่อทดแทน ซุนฮูหยิน ที่ถูกฝ่ายกังตั๋งชิงตัวกลับไป

สองปีต่อมา หวดเจ้งก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลง

ใน ค.ศ.219 เล่าปี่ซึ่งเพิ่งตั้งตนเป็นฮ่องเต้จะกรีฑาทัพไปบุกง่อก๊กล้างแค้นให้กวนอู ขุนนางหลายคนพยายามคัดค้าน รวมทั้งคนเก่าแก่อย่างขงเบ้งและจูล่ง เพราะขณะนั้นโจผีเพิ่งถอดพระเจ้าเหี้ยนเต้ออกจากบัลลังก์ จึงควรคิดการบุกวุยก๊ก ไม่ใช่ไปตีง่อก๊ก แต่เล่าปี่ไม่ฟัง ประกาศว่าใครคัดค้านจะตัดหัวให้หมด

เชื่อไหมครับ แม้ขงเบ้งยังเอ่ยวาจาว่า หากหวดเจ้งยังมีชีวิตอยู่และได้ห้ามปราม เล่าปี่ก็คงจะเชื่อและไม่ไปทำศึกกับง่อก๊ก

คำพูดของขงเบ้งแสดงให้เห็นว่าหวดเจ้งมีอิทธิพลมากเพียงใด ถ้ายึดเอาตามคำพูดของกุนซือฮกหลงย่อมหมายความว่า ณ เวลานั้น หวดเจ้งมีอิทธิพลต่อเล่าปี่ยิ่งกว่าขงเบ้งเสียอีก!!

จากเนื้อความในวรรณกรรมที่เล่ามา ดูเหมือนว่าหวดเจ้งมีส่วนอย่างมากในการก่อร่างสร้างอำนาจของเล่าปี่ใช่ไหมครับ? แต่เชื่อไหมว่าในประวัติศาสตร์จริง เขามีบทบาทยิ่งกว่านั้นด้วยซ้ำ!!

กล่าวคือ ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ นอกจากหวดเจ้งผู้นี้จะช่วยให้เล่าปี่ได้เมืองเสฉวนแล้ว เขายังเป็นกุนซือหลักให้ทัพของเล่าปี่ในศึกฮันต๋งตั้งแต่ต้นจนจบ จนเล่าปี่รบชนะโจโฉแย่งฮันต๋งมาครองได้ ส่วนขงเบ้งนั้นมีส่วนร่วมน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลยในสงครามฮันต๋ง

ทว่าในวรรณกรรม หลอกว้านจงเพิ่ง “ส่ง” หวดเจ้งไปเป็นที่ปรึกษาของฮองตงในการชิงพื้นที่เตงกุนสัน ทั้งที่แท้จริงแล้วเขามีบทบาทมาแต่แรก เท่ากับเป็นการ “ลดบทบาท” หวดเจ้งให้เป็นเพียง “พระรอง” แล้ว “ดัน” ขงเบ้งขึ้นเป็น “พระเอก” อีกตามเคย

หวดเจ้ง จึงเป็นตัวอย่างของ “คนโชคไม่ดี” ที่ถูกหลอกว้านจง ผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊ก “ขโมยซีน” เอาผลงานชิ้นโบแดงของเขาไปมอบให้คนอื่น

ลีลาการขโมยซีนของหลอกว้านจงหาได้จบแค่นี้ไม่ เดี๋ยวตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อว่ามีใครถูกขโมยซีนแบบนี้อีกบ้าง โปรดติดตามครับ

กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง


โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

Wednesday, October 10, 2012

นายพลตาเดียว กับหัวใจอันยิ่งใหญ่


แฮหัวตุ้น (เซี่ยโหวตุ้น 夏侯惇 Xiahou Dun) เกิดที่อำเภอเจียวก๋วน เมืองไพก๊ก ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเจียงซู เมื่อทราบว่า โจโฉ ซึ่งเป็นญาติร่วมแซ่ (เดิมโจโฉแซ่ “แฮหัว”) กำลังรวบรวมไพร่พลไปปราบ ตั๋งโต๊ะ เขาจึงชวนลูกพี่ลูกน้องอีกคน คือ แฮหัวเอี๋ยน พร้อมพรรคพวกนับพันไปร่วมด้วย ก่อนจะอยู่รับใช้โจโฉจนตลอดชีวิต ฝากวีรกรรมไว้นับครั้งไม่ถ้วน

เมื่อโจโฉนำทัพตามตีตั๋งโต๊ะที่เผาเมืองลกเอี๋ยงทิ้งแล้วย้ายราชธานีหนีไปยังเมืองเตียงอัน โจโฉถูก ซีเอ๋ง ทหารของตั๋งโต๊ะซุ่มโจมตีและเกือบโดนจับตัวได้ แต่แฮหัวตุ้นได้นำทัพมาช่วยไว้ทันและฆ่าซีเอ๋งตาย ถือว่าเขาทำบุญคุณครั้งใหญ่กับโจโฉเป็นครั้งที่หนึ่ง

 แฮหัวตุ้นได้ไปรบในอีกหลายสมรภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการบุกตีเมืองชีจิ๋ว รวมทั้งรบกับ ลิโป้ โดยเมื่อโจโฉเสียทีถูกลิโป้ล่อเข้าไปในเมืองปักเอี้ยงแล้วล้อมตี แฮหัวตุ้นเป็นผู้ช่วยชีวิตโจโฉออกมาจากกองเพลิงได้อย่างหวุดหวิด  นี่จึงถือเป็นครั้งที่สองที่เขาช่วยชีวิตโจโฉ

จากนั้น เขามีส่วนสำคัญช่วยให้โจโฉเข้าอารักขาพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ โดยคุ้มกันพระองค์พ้นจากลิฉุย กุกุยกี นี่เป็นผลงานโบแดงอีกครั้งของ "อาตุ้น" ครั้นโจโฉย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองฮูโต๋ จึงเลื่อนยศให้แฮหัวตุ้นเป็น “นายพล”

จุดสำคัญของชีวิตที่ทำให้นายทหารคนกล้าผู้นี้กลายเป็นนายพลตาเดียว เกิดขึ้นขณะโจโฉยกทัพไปรบกับลิโป้ที่เมืองเสียวพ่าย โดยนายพลตุ้นนำไพร่พลห้าหมื่นไปรบกับ โกซุ่น ลูกน้องลิโป้ ทั้งคู่รบกันได้เกือบห้าสิบเพลง โกซุ่นจึงชักม้าหนี แฮหัวตุ้นก็ตามไป แต่กลับโดน โจเสง ทหารรองในทัพโกซุ่นลอบยิงเกาทัณฑ์ถูกเข้าที่ตาข้างซ้ายเจ็บปวดเป็นสาหัส

วรรณกรรมเล่าว่า แฮหัวตุ้นชักเอาลูกเกาทัณฑ์ออกมาโดยมีลูกตาตัวเองติดมาด้วย ประกาศว่า “ตาข้างนี้พ่อแม่ให้มา จะทิ้งได้อย่างไร” แล้วกลืนลูกตาลงคอไป ก่อนจะปรี่เข้าไปฆ่าโจเสงตายด้วยความแค้น เขาจึงเหลือตาข้างเดียวนับตั้งแต่นั้นมา

เรื่องนี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ แฮหัวตุ้นเสียลูกตาเพราะโดนเกาทัณฑ์ในการรบกับลิโป้จริง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้ยิงใส่เขา โดยวรรณกรรมสามก๊กสมมุติขึ้นมาเองว่าเป็น โจเสง

นอกจากนี้ เขาก็ไม่ได้ตามไปฆ่าโจเสงด้วยความโกรธ (เพราะโจเสงไม่ใช่คนยิงเกาทัณฑ์ใส่ตาเขา) และที่สำคัญคือ แฮหัวตุ้นไม่เคยกลืนลูกตาตัวเองลงท้องแต่อย่างใด วรรณกรรมเพียงเติมแต่งขึ้นมาเพื่อให้เห็นถึงความกล้าหาญของเขาเท่านั้น


เรื่องหนึ่งที่ผมชอบโดยส่วนตัว และไม่ถูกบันทึกไว้ในวรรณกรรมสามก๊กของหลอกว้านจง คือเหตุการณ์ขณะที่โจโฉขึ้นเป็น "วุยอ๋อง" ใหม่ๆ

เมื่อโจโฉเถลิงศักดิ์ขึ้นเป็นวุยอ๋อง นายทหารและขุนน้ำขุนนางคนสำคัญของเขาล้วนได้รับปูนบำเหน็จ ทั้ง "ขั้น" ทั้ง "ตำแหน่ง" จากวงศ์ "วุย" ถ้วนหน้ากัน มีแฮหัวตุ้นเพียงผู้เดียว ที่ได้รับบรรดาศักดิ์จาก "ราชวงศ์ฮั่น" โดยรับพระราชทานจากพระเจ้าเหี้ยนเต้โดยตรง

เมื่อแฮหัวตุ้นถามถึงเหตุผล ว่าเหตุใดเขาไม่ได้บำเหน็จจาก "วุย" เหมือนนายทหารคนอื่นๆ แต่ได้จาก "ฮั่น" โจโฉจึงให้คำตอบที่สุดประทับใจยิ่ง ซึ่งแสดงถึงความรักที่เขามีต่อนายพลตาเดียวผู้นี้ว่า ...

"ข้าเคยได้ยินว่า ผู้ปกครองที่ดีที่สุด ย่อมเรียนรู้จากขุนนางของเขาเหมือนนักเรียนเรียนรู้จากครู ผู้ปกครองที่ดีรองลงมา เป็นเพื่อนกับขุนนางของเขา ขุนนางคือคนผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถ แคว้นเล็กๆ อย่างแคว้นวุยของเรา ไม่มีค่าควรแก่ยอดขุนนางอย่างท่านเลย"

ไม่รู้ใครคิดอย่างไรนะครับ แต่ถ้าเป็นผม รับใช้เจ้านายด้วยความซื่อสัตย์มาตลอดชีวิต จนวันหนึ่งได้ยินนายพูดกับเราอย่างนี้ มีหวังร้องไห้น้ำตานองหน้าด้วยความซาบซึ้งแน่นอน !!

แม้กระนั้น ด้วยความรักและภักดี แฮหัวตุ้นยืนกรานว่าเขาต้องการรับบรรดาศักดิ์จากวุย อันเป็นสิ่งที่แม้เกียรติยศจากพระหัตถ์ของพระเจ้าแผ่นดินก็ทดแทนไม่ได้ สุดท้าย โจโฉปฏิเสธไม่ได้จึงต้องยอมตามนั้น

ที่สำคัญ เรื่องนี้บันทึกไว้โดย เผยซ่งจื่อ ซึ่งเป็นคนชำระประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก จึงน่าเชื่อถือได้ว่า "เกิดขึ้นจริง" ไม่ใช่วรรณกรรมที่เขียนอวยโดยหลอกว้านจงนะครับ

ก่อนจบ ผมขอฝากอะไรไว้นิดหนึ่ง หลายท่านคงจำได้ว่า ตามวรรณกรรมสามก๊ก ขงเบ้งได้พูดเมื่อครั้งเห็นอุยกายยอมให้จิวยี่โบยก่อนศึกเซ็กเพ็กว่า "กังตั๋งมียอดทหารเช่นนี้ ทัพเรือโจโฉจะไม่แตกได้อย่างไร"

ผมจึงขอเอา "เรื่องจริง" เสนอกลับเป็นคำพูดบ้างว่า "แล้วในเมื่อโจโฉมียอดนายทหารเช่นนี้ วุยก๊กจะไม่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร"

นี่คือเรื่องราวของหัวใจอันยิ่งใหญ่ ที่นายกับลูกน้องคู่หนึ่งมีให้แก่กันและกัน ซึ่งผมมองว่าน่าประทับใจสุดจะบรรยายครับ !!