Wednesday, November 28, 2012

เกียงอุย "วีรบุรุษสีเทา"


เกียงอุย เป็นชาวเมืองเทียนซุย ปัจจุบันอยู่ในมณฑลกานซู หน้าตาดี สติปัญญาเยี่ยมยอด ช่ำชองในพิชัยสงคราม บิดาของเขาเป็นเจ้าหน้าที่อำเภอ ถูกฆ่าตายโดยกลุ่มกบฏที่ก่อการในเมืองเทียนซุย จึงเหลือเขาอยู่กับแม่แค่สองคน

หลังจากพ่อตาย เกียงอุยได้เข้ารับราชการในตำแหน่งที่ปรึกษาทางทหารของเมืองเทียนซุย ซึ่งมี ม้าจุ้น เป็นเจ้าเมือง เมื่อ ขงเบ้ง ยกทัพบุกเหนือครั้งแรก เกียงอุยได้มีโอกาสนำทัพออกรับศึก และสามารถซ้อนกลจนขงเบ้งเสียท่า

จูกัดขงเบ้งประทับใจมากที่ได้เจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ จึงวางแผนเอาตัวเกียงอุยมาเป็นพวก โดยทำอุบายให้ม้าจุ้นระแวงว่าเกียงอุยจะแปรพักตร์ไปอยู่กับฝ่ายจ๊ก จนม้าจุ้นปิดประตูไม่ให้เกียงอุยเข้าเมือง

เกียงอุยตกที่นั่งลำบาก ไม่รู้จะทำเช่นไร ประกอบกับขงเบ้งผู้มีจิตวิทยาเยี่ยมยอด ได้ไปคารวะแม่ของเกียงอุย โดยขอให้นางช่วยเกลี้ยกล่อมลูกชายมาเข้าเป็นพวก เพราะรู้ว่าขุนทหารผู้นี้เป็นลูกกตัญญู ถ้าแม่พูดต้องเชื่อแน่ และการณ์ก็เป็นไปตามนั้น เพียงเจอหน้าแม่ ได้พูดกันไม่กี่คำ เกียงอุยก็ยอมย้ายข้างมาอยู่กับขงเบ้ง

ขงเบ้งรักเกียงอุยมาก ถ่ายทอดสรรพวิชาทั้งหมดให้ เขาออกศึกกับขงเบ้งหลายครั้งจนช่ำชอง อีกทั้งก่อนขงเบ้งตายยังสั่งเสียให้เกียงอุยสืบสานภารกิจต่อด้วย

ต่อมา เกียงอุยได้เป็นนายทหารใหญ่ และเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหมของแคว้นจ๊ก เขาพยายามสืบทอดปณิธานของอาจารย์ ด้วยการนำทัพบุกวุยก๊กต่อเนื่องถึง 9 ครั้ง แต่ก็ยังไม่สำเร็จอยู่นั่นเอง ส่วนหนึ่งเพราะเจอกับคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง เตงงาย แม่ทัพหนุ่มแห่งวุยก๊ก ซึ่งฝีมือสูสีกันมาก

การบุกเหนือถึง 9 ครั้ง ทำให้เกียงอุยถูกขุนนางจ๊กส่วนใหญ่ตำหนิว่าเป็นคน "ดื้อรั้นดันทุรัง" ทำสงครามไม่รู้จักเลิกรา ส่งผลให้ราษฎรไม่เคยได้อยู่เป็นสุข ประเทศชาติต้องสูญสิ้นทรัพยากรมากมายเกินประมาณ

เลียวฮัว ขุนทหารเฒ่าอดีตมือขวากวนอูซึ่งรับใช้จ๊กก๊กมาอย่างยาวนานถึงกับวิพากษ์เกียงอุยโดยเปรียบเปรยว่า "คนที่ละวางอาวุธไม่เป็น สุดท้ายจักต้องถูกไฟแผดเผา"

ความหมายของเลียวฮัวก็คือ สติปัญญาของเกียงอุยสู้ฝ่ายวุยไม่ได้ กำลังทหารก็มีน้อยกว่า แล้วยังจะบุกไปรุกรานเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายโดยแท้ 


เวลาผ่านไป นอกจากจะยึดวุยก๊กไม่สำเร็จ (ที่จริงคือทำไม่ได้แม้แต่จะใกล้เคียง) แล้ว จ๊กก๊กยังอ่อนแอลงเรื่อยๆ จากปัญหาการเมืองภายใน อันเกิดจากความอ่อนแอของพระเจ้าเล่าเสี้ยน

สุมาเจียว ผู้มากบารมีของก๊กวุยจับตาดูอยู่ตลอด พอสบโอกาสที่จ๊กอ่อนแอเต็มที่ จึงส่งกองทัพบุกเสฉวนถึงสองทาง ทางหนึ่งนำโดย เตงงาย คู่ปรับตัวฉกาจของเกียงอุย อีกทางนำโดย จงโฮย นายทหารใหญ่ แต่ เตงงาย เลือกเดินทัพไปตามทางลัดอิมเป๋ง และยึดเมืองเซงโต๋ได้ก่อน

ฝ่ายเกียงอุยตั้งทัพรออยู่ที่ด่านเกียมโก๊ะ ซึ่งเป็นทางหลักที่จงโฮยจะผ่านมา ทว่าเขาได้รับคำสั่งจากส่วนกลางให้ยอมแพ้ต่อทัพของจงโฮย ตัวเกียงอุยนั้นพร้อมจะสู้อยู่แล้ว พอรู้คำสั่งก็แค้นใจแทบจะบ้าตาย ร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเลี่ยงไม่ได้ เกียงอุยจึงคิดแผนตลบหลัง โดยทำทีผูกมิตรกับจงโฮยไว้ ก่อนจะยุให้แม่ทัพวุยผู้นี้ตั้งตนเป็นใหญ่เสียเอง เพื่อยืมมือจงโฮยกำจัดสุมาเจียว แต่ในใจเกียงอุยคิดว่าจะหาช่องทางยกพระเจ้าเล่าเสี้ยนขึ้นเป็นใหญ่อีกครั้งให้ได้

ประเด็นนี้ ผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊กพยายามนำเสนอเจตนาของเกียงอุยว่า เขายุให้จงโฮยก่อกบฏเพื่อหวังตลบหลังเอาอำนาจถวายคืนแด่พระเจ้าเล่าเสี้ยน แต่ในจดหมายเหตุมิได้มีหลักฐานชี้ชัดเช่นนั้นเลย !!

วรรณกรรมเล่าต่อไปว่า จงโฮยเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงอยู่แล้ว เมื่อได้รับคำแนะนำที่โดนใจยิ่งจึงทำตาม ประกาศปลดแอกตนเองจากราชวงศ์วุย ก่อนจะจับขุนนางวุยที่มาด้วยกันไปขังไว้ และบังคับให้ยินยอม ทว่าขุนนางที่ตามมาด้วยกันไม่มีใครเอาด้วยเพราะเป็นห่วงลูกเมียที่อยู่ที่ลกเอี๋ยง

สุดท้าย สุมาเจียว ทราบเรื่อง จึงให้ อุยก๋วน นำทัพมาตามเก็บทั้ง จงโฮย และ เกียงอุย เสีย อุยก๋วน นำทหารบุกเข้าไปในเมือง รุมฆ่าจงโฮยตายคาที่ ส่วนเกียงอุยเข้าตาจน จึงชักกระบี่ออกมาเชือดคอตัวเองตาย

นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่วรรณกรรมแต่งเติมขึ้นมา เพราะจดหมายเหตุสามก๊กระบุแค่ว่า จงโฮยและเกียงอุยถูกทหารวุยบุกเข้ามาฆ่าตาย ไม่ได้มีตรงไหนเลยที่บอกว่าเกียงอุย "เชือดคอตัวเอง" และ "ตายเท่" ขนาดนั้น

วรรณกรรมยังบอกด้วยว่า ทหารวุยเอากระบี่ผ่าอกเกียงอุยด้วยความแค้น สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า "พบตับคับหัวอกอยู่ ดีนั้นใหญ่เท่าไข่ห่าน" โอ้โฮ ..ว่าไปนั่น

แม้หลอกว้านจงจะบรรยายความราวกับเกียงอุยเป็นวีรบุรุษที่เหี้ยมหาญภักดีจนวันตาย แต่หากมองอีกมุมหนึ่งก็อาจมองได้ว่า การยุให้ศัตรู (คือจงโฮย) "ทรยศนาย" เขาคิดทะเยอทะยานหวังผลว่าตนจะได้เป็นใหญ่ด้วย ...ใช่หรือไม่?

ทว่าด้วยอิทธิฤทธิ์พู่กันของหลอกว้านจง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกียงอุยทำ จึงเป็นการกระทำเพื่อพระเจ้าเล่าเสี้ยน โดยไม่ต้องมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์รองรับ

เรียกได้ว่าชุบตัวเสียสะอาด เอา "สีขาว" ทาทับ  "สีเทา"  กันแบบเนียนๆ เลย 

22 comments:

  1. ผมว่าอาจไม่ดีถึงขนาดในนิยาย แต่ก็ไม่น่าแย่ถึงขนาดที่คุณเขียน

    ReplyDelete
  2. หนังสือคิดเป็นเห็นต่างของคุณArt เป็นหนังสือที่ผมชอบมาก
    ดังนั้น ผมจึงขออนุญาตคิดและเห้นต่างจากคุณArt
    ก่อนที่ปลายพู่กันของหลอกว้านตงจะถูกคีย์บอร์ดคุณArt หักทำลายสิ้น

    ผมยังมองว่าเกียงอุยคือคนสีขาว ไม่ได้เทาดำ อย่างที่คุณArt แต่งแต้มเพราะ
    1. ความกตัญญูคือเครื่องหมายของคนดี
    2. ขงเบ้งตายไป20กว่าปี ใครเล่าที่ช่วยค้ำชูเล่าเสี้ยนให้อยู่สุขสบาย
    3. มียุทธศาสตร์หนึ่งเรียกว่า "รุกเพื่อรับ" นี่ใช่วิธีการของเกียงอุยหรือไม่
    หากจ๊กก๊กที่ไม่เคยออกรบเลย รอเพียงวันตั้งรับ จะอยู่รอดได้หรือไม่
    ขออนุญาตเห็นต่างเท่านี้ก่อนครับ

    ReplyDelete
    Replies
    1. พี่ขอ ชื่อ-นามสกุล จริงของน้องหน่อย จะได้รู้จักกันไว้ แล้วจะมาตอบ

      Delete
    2. แหม... เอาที่อยู่ด้วยไหมครับ คุณArt จะได้ส่งหนังสือสามก๊กเล่มใหม่มาให้เลย (^_^)v
      ถ้าผมขอจะอนุญาตไม่เปิดเผยตัว คงไม่ว่ากันนะครับ
      แค่อยากร่วมแสดงความคิดเห็น กับผู้รู้เรื่องสามก๊กอันดับต้น ๆ ของประเทศ เท่านั้นบ้าง
      ถึงจะเห็นต่าง แต่ก็ชื่นชอบงานผลของคุณArt มากนะครับ
      เรื่องสามก๊กในมุมมองใหม่ ๆ หาอ่านได้ง่าย ๆ ที่ไหนกัน

      Delete
    3. เอาล่ะๆ ไม่เป็นไร ยังไงก็ขอบคุณมากที่เราช่วยมาเม้นท์ให้พี่บ่อยๆ งั้นพี่ตอบรวมๆ ก็แล้วกัน

      Delete
  3. มีจุดที่ต้องระวัง เพราะเราไม่รู้ว่าขุนนางจ๊กที่ทัดทานไม่ให้ทำศึกนั้น มีที่คิดอย่างนั้นจริงๆ กี่คน และมีที่รักสบาย อยากอยู่สงบๆ อีกกี่คน อย่างไรก็ตาม เมื่อว่ากันตามเนื้อผ้า ก็ต้องถือว่าเกียงอุยเป็นคนกตัญญูทั้งต่อบุพการีและเจ้านาย อีกทั้งมีฝีมือทั้งบุ๋นและบู๊

    การที่ดูว่ากรรมการชอบเป่าเข้าข้างแมนฯยู ไม่ได้หมายความว่าแมนฯยูไม่สมควรชนะเสมอไป

    การที่หลอกว้านจงเขียนอวยให้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเกียงอุยจะไม่ควรค่ากับการเป็นวีรบุรุษเช่นกัน

    และการเป็นวีรบุรุษก็ใช่ว่าจะต้องดีเต็มร้อย (คนดีเต็มร้อยมีด้วยหรือ)

    ReplyDelete
  4. การที่เกียงอุยออกรบจนกำลังป้องกันทั้งก๊กเหลือแค่ไม่ถึงหนึ่งแสนนาย อย่างไรเสียก็หนีควา่มรับผิดชอบตรงนี้ไม่พ้นครับ ผมยังมองว่าความอ่อนแอของพระเจ้าเล่าเสี้ยนมิใช่ "ผลโดยตรง" ของการล่มสลายของรัฐสู่ แต่เป็นที่นโยบายการทหารที่ผิดพลาด นั่นจึงตรงประเด็นที่สุด

    วรรณกรรมสามก๊กกล่าวอีกด้วยว่า อาเต๊าถอนทหารที่อิมเป๋ง ทว่าประวัติศาสตร์มิใช่ระบุไว้เช่นนั้น ดังนี้ความรับผิดชอบโดยตรงจึงตกแก่แม่ทัพใหญ่ซึ่งก็คือเกียงอุยในขณะนั้น ที่ถอนกำลังป้องกันจุดยุทธศาสตร์จนฝ่ายตรงข้ามลัดทางมาตีเมืองหลวงได้ ขอถามว่าตั้งแต่อดีตกาลจวบปัจจุบันมีแม่ทัพใหญ่ที่เลินเล่อถึงเพียงนี้ได้สักกี่คน ? อีกประการที่อาเต๊ายอมจำนนในสภาพนั้นก็มิใช่โง่เง่าอย่างไรเลย เพราะโดยสภาพเกียงอุยไม่มีทางยกกลับมาช่วยได้เด็ดขาด หากเกียงอุยถอนทหารกลับมาช่วย จงโฮยสามารถไล่ตีจนล่มสลายทั้งกองทัพได้ทันที และหากตั้งยันกันต่อไปก็ไม่มีวี่แววว่าเกียงอุยจะชนะได้เลย อย่าลืมว่่านับจาก Portfolio แล้วจงโฮยมีผลงานการรบเหนือกว่าเกียงอุยอีกนะครับ

    ยิ่งหากวิจารณ์ข้อผิดพลาดทางยุทธการบุกเหนือทั้ง 9 ครั้งแล้วสงสัยมีร่้่ายยาวได้หลายหน้า ขอข้ามดีกว่า

    ในส่วนของ "เจตนา" ผมไม่ก้าวล่วงวิจารณ์เพราะในทางเอกสารหาข้อยืนยันเช่นนั้นไม่ได้

    คารวะพี่อาร์ทที่ "กล้า" เขียนบทความหักล้างความเชื่อเกี่ยวกับเกียงอุยครับ ด้วยความที่เขาเป็น "แม่ทัพ" สายบู๊แล้วมีระดับสติปัญญาพอสมควร นักอ่านวรรณกรรมสามก๊กหลาย ๆ ท่านจึงวาดภาพเขาเป็น "พระเอก" ในช่วงตอนท้ายแทนการขาดหายไปของวีรบุรุษรุ่นเก่าโดยปริยาย

    ReplyDelete
    Replies
    1. บิ๊กเป็นคนที่วิเคราะห์สามก๊กได้ดีมาก ส่วนสำคัญเป็นเพราะ "ข้อมูลแน่น" อย่างการถอนทหารที่อิมเป๋ง ซึ่งตาม ปวส.จริงไม่ใช่คำสั่งเล่าเสี้ยน ของแบบนี้ ถ้าไม่ "แม่น" ไม่ "ลึก" จริง คงไม่มีทางรู้

      ที่สำคัญคือ เราแยกประเด็นได้ดี วิเคราะห์ได้เป็นรูปธรรม มีข้อมูลรองรับ ไม่ดราม่า ชอบมากๆ ;)

      Delete
    2. ขอบคุณที่ให้ความชื่นชมครับ ขออนุญาตแสดงความเห็นอีกสักนิดนึงนะครับ

      วรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เป็นเอกสารที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผู้อ่านจำเป็นต้องทำความเข้าใจส่วนนี้เสียก่อน ในการอ่านงานเขียนทางประวัติศาสตร์จึงต้อง "ละวาง" มโนภาพที่เกิดจากวรรณคดี แล้วว่ากันด้วยหลักฐานข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์จึงจะ้เกิดประโยชน์แตกฉานงอกงามขึ้น

      เกี่ยวกับบทความชิ้นนี้เป็นตั้งสมมติฐานความเป็นไปได้ในเรื่องราวที่เป็นช่องว่างทางประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้ประพันธ์มีอิสระที่จะทำเช่นนั้นตราบเท่าที่มีหลักฐานข้อเท็จจริงชี้ช่องสนับสนุนสมมติฐานนั้น ๆ เพียงพอ

      เรื่องเกียงอุยเข้าร่วมกับจงโฮย หากพิจารณา factor อื่น ๆ จะเห็นได้ว่าเขาเป็นแม่ทัพใหญ่นำทัพบุกวุยถึงเก้าครั้ง หากถูกคุมตัวกลับวุยก๊กมีหนทางตายมากกว่ารอด ตกอับมากกว่ารุ่งเรืองแน่นอน เพราะตั้งแต่ยุคสุมาสูล่วงมาถึงสุมาเจียวครองอำนาจ สองพี่น้องปฏิบัติต่อศัตรูอย่างโหดร้ายมาก ๆ ผู้ที่กล้าก่อความไม่สงบมีแต่หนทางตายตั้งตระกูลสายเดียว กรณีเกียงอุยหากไม่ตายก็ยากจะรุ่งครับ ข้ออ้างประหารเกียงอุยมีอาทิ ทรยศนายยอมอ่อนน้อมต่อศัตรู ความผิดฐานยกทัพบุก 9 ครั้งส่งผลเสียหายต่อรัฐเว่ย ยิ่งกว่านั้นเกียงอุยยังมีความผิดเดิมอีกที่ทรยศวุยหันเข้าจ๊ก... สุมาเจียวก็ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องไว้หน้าเกียงอุยด้วย เพราะขนาดรัชทายาทของเล่าเสี้ยนยังถูกฆ่าตายในเหตุการณ์ชุลมุนตอนเสียก๊ก นับประสาอะไรกับเกียงอุยที่เป็นแม่ทัพพ่ายศึก พิจารณาทั้งหมดแล้วเกียงอุยมีหนทางตายมากกว่ารอด การที่เกียงอุยเข้ากับจงโฮยจึงมีประโยชน์แก่ตนอย่างน้อย ๆ ก็ขอให้จงโฮยช่วยพูดจาให้ ตนก็อาจรอดจากโทษได้ เพราะอย่าลืิมว่าจงโฮยเป็นคนสนิทของสุมาเจียวมีอำนาจใหญ่พอจะคุมทัพเข้าตีรัฐอื่น แต่เหตุการณ์กลับเลยเถิดไปไกลอย่างที่เราท่านทราบกัน สุดท้ายจึงกลายเป็นตายยกโขยง

      นี่ก็เป็นแค่สมมติฐานหนึ่งของผมที่ไม่อาจหาหลักฐานมาชี้ตรง ๆ ว่าเป็นเช่นนั้นแน่นอน อาศัยการตีความพฤติการณ์แวดล้อมเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดอาจจะจริงหรือไม่ก็ได้เพราะเหตุการณ์ตรงนี้ยังเป็นช่องโหว่

      เช่นเดียวกับบทความของพี่อาร์ทชิ้นนี้ที่ตั้งสมมติฐานขึ้นมาให้ผู้อ่านลองตั้งข้อสังเกตและศึกษาต่อยอดกันอีกที ซึ่งสมมติฐานก็เป็นปัญหาปลายเปิดและไม่อาจหาข้อสรุปได้แน่ชัด (เพราะเหตุการณ์เช่นว่ามิได้เกิดขึ้นในทางประวัติศาสตร์) เปิดช่องให้ผู้อ่านลองพิจารณาความเป็นไปได้เท่านั้นครับ

      ขออภัยที่คราวนี้มาซะยาวครับ ตั้งแต่ทำ samkokview ก็มีแต่เขียนให้คนอ่าน ห่างหายจากการเสวนากับผู้รู้ไปนานพอสมควรเลยครับ อารมณ์เก่า ๆ เลยกลับมาคราวนี้

      ขอแสดงความนับถือ

      Delete
    3. ตามที่ได้อ่านมาเห็นว่าปกติมีทหารที่รักษาอิมเป๋งแค่พันคนเองไม่ใช่หรอคับ
      ต่อให้ไม่ถอนกำลังออกไป จะต้านทานทัพเตงงายได้ไหวหรอคับ ถึงแม้นชัยภูมิจะได้เปรียบก็เถอะ

      Delete
  5. จากความเห็นของหลายท่าน ขอตอบทีละประเด็นนะครับ

    1. เรื่องการบุกเหนือ 9 ครั้ง

    1.1 คุณ @Antoni บอกว่า "เราไม่รู้ว่าขุนนางจ๊กที่ทัดทานไม่ให้ทำศึกนั้น มีที่คิดอย่างนั้นจริงๆ กี่คน และมีที่รักสบาย อยากอยู่สงบๆ อีกกี่คน?"

    ผมตอบ - ขุนนางจ๊กก๊กที่ทัดทานไม่ให้ทำศึก มีอยู่เยอะเลยนะ

    ที่ยกตัวอย่างไปแล้วคือ "เลียวฮัว" ขุนพลเฒ่า อดีตมือขวาของกวนอู ซึ่งความซื่อสัตย์ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่น้อยกว่าใครในแผ่นดิน ส่วนเรื่องความทุ่มเทกล้าหาญก็คงไม่ต้องบรรยายเพิ่มเติม เลียวฮัวคงไม่ใช่คนที่ไม่อยากรบเพราะ "รักสบาย" แน่นอน ผมถึงได้ยกคนนี้มา (และที่จริงยังมีคนอื่นอีก)

    1.2 เป็นการ "รุกเพื่อรับ" หรือไม่?

    ผมตอบ - ประเด็นนี้พูดกันบ่อย เรื่อง "รุกเพื่อรับ" ก็มีเหตุผลน่าพิจารณาครับ แต่โดยส่วนตัวผมไม่เคยเจอหลักฐานเลยว่าไปรุกเขาแล้วจะช่วยป้องกันไม่ให้เขามารุกเราได้ หรือไปรุกเขาแล้วเราจะแกร่งขึ้นตรงไหน มีแต่อ่านเจอว่าไปรุกเขาแล้วข้าวไม่พอจะกิน กำลังพลไม่พอ ต้องเกณฑ์แล้วเกณฑ์อีก ราษฎรเดือดร้อน

    ไม่ได้บอกว่ารุกเพื่อรับเป็นไปไม่ได้นะ แต่มันไม่มีหลักฐานให้เชื่อเช่นนั้น ที่สำคัญ เกียงอุยไม่เคยพูดเลยว่าที่ทำอยู่เนี่ย เป็นการ "รุกเพื่อรับ" เคยบอกแต่ว่าจะยึดวุยก๊ก

    คำว่า "รุกเพื่อรับ" ในกรณีของเกียงอุย ผมจึงยังถือว่าเป็นแค่ "ข้ออ้าง" จนกว่าจะมีตรรกะหรือเหตุผลใดที่มีน้ำหนักมากขึ้น ผมจึงจะคิดดูใหม่ครับ

    ReplyDelete
  6. 2. เรื่องความกตัญญู

    เกียงอุยกตัญญูต่อแม่จริงครับ หลักฐาน ปวส.ระบุไว้ชัด ส่วนเรื่องกตัญญูต่อแผ่นดิน เขาก็ไม่น้อยหน้าใคร

    **** ที่ผมตั้งคำถามคือ การเข้ากับจงโฮยนั้น ไม่มีหลักฐานทาง ปวส.ใดบอกว่าเขาคิดจะคืนอำนาจให้เล่าเสี้ยนนะครับ เป็นการแต่งขึ้นของหลอกว้านจงล้วนๆ ผมจึงตั้ง Question Mark ตัวใหญ่ๆ ไว้ ว่า เขาคิดจะเป็นใหญ่เองหรือไม่? ****

    แต่แม้เขาจะคิดเช่นนั้น ผมก็ไม่ได้บอกว่าเขาไม่กตัญญู นั่นคือการตั้งคำถามเท่านั้น

    **** ที่สำคัญ อย่าเอาการบุกเหนือ 9 ครั้ง มาปนกับเรื่องความกตัญญูเป็นอันขาดนะครับ มันไม่ได้เกี่ยวกันเลย!!****

    ReplyDelete
  7. 3. เรื่อง "สีเทา" "สีขาว"

    คุณ antoni บอกว่า "การเป็นวีรบุรุษก็ใช่ว่าจะต้องดีเต็มร้อย (คนดีเต็มร้อยมีด้วยหรือ)"

    ถูกต้อง 100% ครับ ในโลกนี้ไมมีใคร "ดำสนิท" ไม่มีใคร "ขาวจั๊วะ" เราทุกคนล้วนเป็นสีเทาๆ กันทั้งนั้น จึงไม่ใช่ว่าคนที่เป็นสีเทาจะเป็นวีรบุรุษไม่ได้

    การบอกว่าเกียงอุยเป็น "วีรบุรุษสีเทา" จึงไม่ใช่การตำหนิ แต่อยากชี้ให้เห็นความเป็น "คนธรรมดา" ของเขามากขึ้น อย่างน้อยก็มากกว่าที่เฮียหลอพรรณนาไว้

    ดังนั้น ใครก็ตามที่บอกว่า "เกียงอุย" หรือ "ขงเบ้ง" คือ "สีขาว" นั่นคือมุมมองที่ยัง "อ่อนต่อโลก" มากนักครับ

    ReplyDelete
  8. คุณArt ข้อมูลแน่นมากสุดยอดสมกับเป็นแฟนพันธุ์แท้
    ยิ่งได้ข้อมูลจากยิ่งบิ๊กสนับสนุนอีก ทำเอา "อ่อนต่อโลก" และไม่กล้าเห็นต่างเลย
    แต่ก็สนุกนะครับที่ได้รับทราบข้อคิดเห็นและที่มาที่ไปของบทความที่คุณArt เขียน
    สงสัยว่าแก้วมณีจะอยู่ที่คอมเม้นต์ต่าง ๆ มากกว่าในบทความเสียแล้ว

    ส่วนตัวผมเองไม่ค่อยได้อ่านสามก๊กในเชิงประวัติศาสตร์มากนัก เพราะ
    หนึ่งคือขี้เกียจแปล สองคือมันสั้นมากจนไม่สนุก
    สู้นิยาย หรือบทความที่ผู้เขียนสอดแทรกความคิดเห็นของตัวเองเข้าไปไม่ได้
    อ่านแล้วสนุก เห้นด้วยบ้าง ไม่เห้นด้วยบ้างเป็นสีสันกันไป
    สามคือ คนเขียนประวัติศาสตร์ก็คือคน รักใครเกลียดใครมันก็แฝงอยู่ในสิ่งที่เขาเขียน
    เฉินโซว่เกลียดขงเบ้ง ล่อกวนตงรักเล่าปี่ อาทชี้ชัดรักโจโฉ(เดาเอา)อะไรทำนองนี้
    ยิ่งเป็นหลักฐานราชการด้วยแล้ว เชื่อถือได้ที่ไหนกัน ยกยอนายตัวเองทั้งนั้น

    บทความของคุณอาทมีเสน่ห์ตรงที่ กล้าเขียน กล้าเล่น ชวนให้ผุู้อ่านใช้ความคิด
    ปูพื้นด้วยวรรณกรรม อ้างอิงตามประวัติศาสตร์ ตบท้ายด้วยแนวคิดส่วนตัว
    เรื่องวรรณกรรมและประวัติศาสตร์นั้น ผมไม่ขัดเลย
    ขัดข้องแต่แนวคิดส่วนตัวที่ใส่แล้วเหมาว่าเป็นประวัติศาสตร์เท่านั้น จึงต้องเห็นต่างครับ

    ด้วยความเคารพครับ

    ปล. คุณArt อ้างอิงประวัติศาตร์เล่มใดเป็นหลักครับ ใครเป็นผู้เขียน และผมจะหาอ่านเล่มเดียวกันกับที่คุณArt อ่านเพื่อเพิ่มพูน "ความแก่โลก"ได้จากที่ใดบ้าง ขอบพระคุณครับ

    ReplyDelete
    Replies
    1. ขอบคุณที่ชม

      พี่ไม่เคยเอาแนวคิดส่วนตัวใส่เข้าไปแล้วบอกว่าเป็นประวัติศาสตร์นะ พี่แยกให้เห็นชัดเจนเสมอ ว่าอะไรคือวรรณกรรม อะไรคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ (เชื่อว่าชัดเจนกว่าที่นักเขียนอีกหลายๆ คนทำ)

      ส่วนการตบท้ายด้วยสำบัดสำนวนนั่นก็เป็นสไตล์การเขียนของพี่ พี่ไม่เคยเอาความคิดตัวเองไปมั่วบอกว่าเป็นประวัติศาสตร์เลยนะ

      ส่วนที่น้องบอกว่าขี้เกียจอ่านประวัติศาสตร์ ถ้าไม่อ่านก็ไม่เก่งนะ คนเรารักจะศึกษา ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ แล้วเราจะรู้รอบด้าน

      ข้อมูลที่ไม่มี bias เลยไม่มีอยู่ในโลกนี้หรอก แต่เราต้องอ่านให้เยอะ เมื่ออ่านมาเยอะ เราจะมีพื้นฐานพอที่จะเชื่อมโยงแล้ววิเคราะห์ได้เองว่าอะไรน่าจะจริง อะไรน่าจะไม่จริง (อาจสรุปไม่ตรงกับที่คนอื่นคิดก็ได้ ไม่เป็นไร)

      หนังสือวิเคราะห์สามก๊กจำนวนมาก คนเขียนเคยอ่านแค่ "วรรณกรรม" แล้วก็ใส่ความคิดตัวเข้าไป แบบนี้ไม่ลึก ... อ่านเอามันส์ อ่านเอาสีสันนั้นได้ แต่ก็ได้แค่นั้น

      งานง่ายๆ ใครก็ทำได้ งานที่ยาก มันต้องทุ่มเท แต่ทำออกมาแล้วคุณค่าของมันมากกว่าเยอะ พี่ถึงตั้งใจที่จะทำแบบนี้

      Delete
  9. รับทราบและเข้าใจตามนั้นครับ
    หมายเหตุ : กรุณาอย่าลืมตอบ ปล.

    ReplyDelete
  10. ผมว่าพวกของขงเบ้ง กับแก๊งค์เล่าปี่มีพฤติกรรมน่าสงสัยอยู่มาก

    ReplyDelete
  11. ถ้าอ่านจีนได้ เข้าไป Baidu.com พิมพ์คำว่า 三国志

    ถ้าอ่านอังกฤษได้ ไป google คำว่า records of the three kingdoms มีหลายเว็บมาก

    ถ้าอ่านได้แต่ภาษาไทย ก็แย่หน่อย เพราะไม่มีอะไรให้อ่านเท่าไร

    ReplyDelete
  12. เพิ่งมีโอกาสเห็นบล็อกนี้ครับ
    สำหรับผมอาจจะไม่นับเป็นแฟน"พันธุ์แท้" ของสามก๊ก
    แต่ชมชอบศึกษาประวัติศาสตร์ทุกยุคสมัย
    หนึ่งนั้นเพราะความชื่นชอบส่วนตัว
    สองนั้นเพือซึมซับวิธีคิด กลยุทธ กุศโลบาย ใช้ในการแก้ปัญหาระหว่างดำเนินชีวิตครับ
    ภาพเกียงอุยสำหรับผมมีเพียงนิยามสั้นๆ
    "เป็นผู้กตัญญูและยึดมั่นในคำสอนของอาจารย์อย่างสูง"
    จากประโยคนี้สามารถมองได้สองมุมมองอยู่ที่จุดยืนของผู้มองครับ
    ในแง่ยุทธการของเกียงอุยผมไม่ขอวิพากษ์ มิเช่นนั้นคงต้องคุยกันยาว
    เท่าที่อ่านบทความต่างๆของนักอ่านสามก๊กชาวไทยก็แบ่งเป็นสองกระแส
    1.ตำหนิเกียงอุย เป็นคนดื้อรั้น หัวแข็ง ทำสงคราม ทำให้ให้รัฐอ่อนแอ
    2.ชื่นชมเกียงอุย สืบทอดปณิธานของเล่าปี่และขงเบ้ง ใช้ยุทธการรุกแทนการรับ

    โดยส่วนตัวผมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทั้งสองกระแสนี้
    ในแง่ความสามารถเชิงยุทธเกียงอุยก็ได้รับความชื่นชมจากจูล่ง ในแง่สติปัญญาก็ได้รับการยอมรับจากขงเบ้ง คนที่เพียบพร้อมทั้งสติปัญหาความสามารถเช่นนี้ คงมิใช่คนหัวแข็งขนาดไม่เข้้าใจเหตุผล ความเหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ อีกทั้งทางภูมิศาสตร์ดินแดนเสฉวนนับเป็นภูมิศาตร์ที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึงของจีน ถูกรอบล้อมด้วยหุบเขาสูงชันลักษณะหวาดเสียวอันตรายเรียกว่าง่ายต่อการตั้งรับและยากต่อการถูกรุกราน ดังนั้นหลายต่อหลายช่วงของประวัติศาตร์ของจีน ดินแดนแถบนี้แทบไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากไฟสงคราม ประชากรส่วนใหญ่ถือว่ามีฐานะค่อนข้างดีหากเทียบกับดินแดนส่วนอื่นโดยเฉพาะภาคเหนือของประเทศจีน

    ดังนั้นยากจะบอกว่ากระแสตำหนิเกียงอุยนั้นถูกต้อง ในขณะเดียวกันกระแสชื่นชมก็เช่นเดียวกันเพราะผมไม่เคยรู้สึกว่าเกียงอุยใช้ยุทธศาตร์รุกแทนการรับ เพราะขัดกับหลักภูมิศาตร์ของรัฐ ซึ่งผู้แตกฉานพิชัยสงครามเช่นเกียงอุยคงไม่ทำเพราะเหตุผลเช่นนั้นเช่นนั้น

    สำหรับผมแล้วจุดแข็งของเกียงอุยคือเปี่ยมด้วยสติปัญญาความกล้าหาญ เพียบพร้อมทั้งบุ๋นและบู๊ แต่จุดอ่อนคือด้านการเมืองและความอดทน อย่าลืมนะครับว่าเกียงอุยเป็นแม่ทัพ แต่มิใช่กษัตริย์หรือผู้ครองรัฐ ผมให้ความสำคัญไปที่ "วิศัยทรรศ" ของเกียงอุยมากกว่าเหตุผลอื่นหากจะมองว่าเกียงอุยสำเร็จหรือล้มเหลว แต่มิอาจไม่ยอมรับว่าเกียงอุยเป็นยอดคนผู้หนึ่ง

    ReplyDelete
    Replies
    1. ขอบคุณที่มาแลกเปลี่ยนครับ เข้ามาบ่อยๆ นะครับ :)

      Delete
  13. ไม่มีใครเกิดทัน ไม่มีใครอยู่ในเหตุการณ์แล้วเอามาเล่า
    จะอ่านเยอะอ่านน้อย ก็ไม่มีใครถูกผิดไปมากกว่ากันหรอก

    ปล.อยากเห็น Portfolio ของจงโฮยจังคับ

    ReplyDelete
  14. ผมเห็นด้วยนะว่าหล่อกว้านจงใส่สีขาวให้ฝ่ายเล่าปี่ชัดเจน ชัดจนออกนอกหน้า กวนอู จูล่ง ขงเบ้ง อย่างนี้เป็นพระเอกไปเลย คนอื่นก็เก่งไม่ด้อยไปกว่ากัน อ่านเยอะอ่านน้อยต่าวกันนะยิ่งอ่านมากก็ยิ่งวิเคราะห์ได้มาก

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ