Friday, December 28, 2012

๒๘ ธันวาคม วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


"คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า"

... ผมคิดถึงพ่อครับ

๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๕

รัตนโกสินทร์


(ภาพจาก Facebook อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ Charnvit Ks)

Thursday, December 20, 2012

เตียวเลี้ยว “มือปราบกังตั๋ง”



เตียวเลี้ยวเป็นทหารเอกแห่งวุยก๊ก ชาวอำเภอหม่าอี้ เมืองเอี้ยนเหมิน ปัจจุบันอยู่ในมณฑลส่านซี เดิมแซ่ “เนี่ย” แต่ครอบครัวของเขาเปลี่ยนมาใช้แซ่ “เตียว” เพื่อหนีศัตรู

ฝีมือรบยอดเยี่ยม ความอดทนสูง ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ชำนาญในพิชัยสงคราม อุปนิสัยซื่อตรง เคยเป็นทหารของเต๊งหงวนเจ้าเมืองเต๊งจิ๋วมาก่อน แต่เมื่อลิโป้ทรยศ ลอบฆ่าเต๊งหงวนแล้วไปอยู่กับตั๋งโต๊ะ เตียวเลี้ยวก็ตามลิโป้ไป หลังจากลิโป้แพ้โจโฉและถูกประหาร เขาก็ได้มารับใช้โจโฉ

โจโฉประทับใจในตัวเตียวเลี้ยวตั้งแต่แรกเห็น จากบุคลิกที่องอาจผึ่งผาย ต่อมา เตียวเลี้ยวได้ตำแหน่งเป็นนายทหารองครักษ์ เขามีส่วนสำคัญช่วยให้โจโฉเอาชนะ อ้วนเสี้ยว ได้ในศึกกัวต๋อ และบุกไปปราบปรามกวาดล้างลูกๆ ของอ้วนเสี้ยว ตลอดจนเผ่าอูหวนทางภาคเหนือจนราบคาบ

ถือว่าเตียวเลี้ยวมีส่วนอย่างยิ่งในการช่วยโจโฉก่อร่างสร้างอาณาจักร จนขึ้นมาเป็นใหญ่ครองค่อนแผ่นดินได้

ครั้นเล่าปี่พ่ายโจโฉแตกทัพ ทำให้กวนอู น้องรองแห่งสวนท้อตกอยู่ในวงล้อมของทหารโจโฉ เตียวเลี้ยวในฐานะมิตรที่ดี ได้เกลี้ยกล่อมจนกวนอูยอมมาอยู่กับโจโฉเป็นการชั่วคราว ซึ่งทำให้เขาและกวนอูสนิทกันยิ่งขึ้น

หลายปีต่อมา หลังจากโจโฉแตกทัพเรือที่เซ็กเพ็กและถูกกวนอูดักจับได้ที่ตำบลฮัวหยง เตียวเลี้ยวได้แนะให้โจโฉอ้อนวอนขอให้กวนอูไว้ชีวิต โดยตัวเขาเองมีส่วนช่วยพูดจาจนกวนอูใจอ่อน ยอมปล่อยให้โจโฉและไพร่พลหนีรอดไปทั้งที่ตนเองทำทัณฑ์บนไว้ แต่เรื่องราวที่ตำบลฮัวหยงนี้เป็นการแต่งขึ้นสำหรับวรรณกรรมล้วนๆ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

ต่อมา โจโฉได้ตั้งเตียวเลี้ยวเป็นเจ้าเมืองหับป๋า ซึ่งเป็นเมืองชายแดนติดกับง่อก๊ก และเตียวเลี้ยวก็ป้องกันเมืองไว้ได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงที่โจโฉรบติดพันกับเล่าปี่ที่เมืองฮันต๋ง ซุนกวนได้ฉวยโอกาสยกทัพสิบหมื่นหวังมายึดหับป๋า นายใหญ่แซ่โจจึงให้ลิเตียนและงักจิ้น นายทหารอีกสองคนไปช่วยเตียวเลี้ยวป้องกันเมือง ทั้งๆ ที่ลิเตียนนั้นไม่ถูกกับเตียวเลี้ยว

ปรากฏว่าด้วยการเตือนสติของโจโฉ เตียวเลี้ยวและลิเตียน (รวมทั้งงักจิ้น) ได้ร่วมแรงร่วมใจระดมสมอง จนสามารถตีทัพสิบหมื่นจากแดนใต้แตกพ่ายไปด้วยไพร่พลที่มีอยู่เพียง 800 นาย ทั้งยังเกือบจับเป็นซุนกวนได้ด้วย นั่นคือชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเตียวเลี้ยว ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปไกล

ในจดหมายเหตุสามก๊กระบุว่า “ครั้งนั้น ทหารเลวเมืองกังตั๋งกลัวฝีมือเตียวเลี้ยวมาก ถ้าเด็กร้องไห้มีผู้ขู่ออกชื่อเตียวเลี้ยว เด็กนั้นก็นิ่งอยู่”


จากวีรกรรมที่ยุทธการหับป๋า ทำให้เตียวเลี้ยวได้เลื่อนยศเป็นเจียงจวิน (นายพล) ครั้นโจโฉตายแล้ว วรรณกรรมระบุว่าพระเจ้าโจผีได้ยกทัพไปบุกกังตั๋งโดยมีเตียวเลี้ยวร่วมไปในทัพด้วย แต่เขาถูกเตงฮอง แม่ทัพอาวุโสแห่งก๊กง่อยิงเกาทัณฑ์ถูกบั้นเอวได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะสิ้นใจตายในเวลาต่อมา

ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แตกต่างจากวรรณกรรมอยู่พอสมควร จดหมายเหตุสามก๊กระบุว่า หลังจากพระเจ้าโจผีขึ้นครองราชย์แล้ว ซุนกวนเป็นฝ่ายยกทัพมารุกรานวุยก๊ก (ไม่ใช่โจผียกไป) เตียวเลี้ยวจึงถูกส่งตัวมาประจำการ ณ หับป๋าอีกครั้ง และเขาก็เอาชนะทัพง่อได้เป็นครั้งที่สอง ทำให้โจผีชื่นชมมาก จึงได้เพิ่มบรรดาศักดิ์และมอบเกียรติยศให้มากมาย ถึงขนาดเปรียบเทียบเขากับ “ซ่าวหู่” ยอดนักรบแห่งราชวงศ์โจว

จากนั้นไม่นานเตียวเลี้ยวก็ล้มป่วย พระเจ้าโจผีจึงส่งแพทย์หลวงประจำราชสำนักไปรักษาอาการ ทั้งยังเสด็จไปเยี่ยมเตียวเลี้ยวเป็นการส่วนตัว โดยเสวยอาหารร่วมกับเขาอย่างไม่ถือตัว จนอาการของเตียวเลี้ยวดีขึ้น

ไม่ช้าไม่นาน ซุนกวนตั้งท่าจะรุกรานวุยก๊กอีก พระเจ้าโจผีจึงให้เตียวเลี้ยวไปรับศึกร่วมกับโจฮิว ครั้นสองฝ่ายประจันหน้ากันที่แม่น้ำแยงซี นายใหญ่แซ่ซุนซึ่งเคยแพ้เตียวเลี้ยวมาหลายครั้งหลายหนถึงกับกล่าวว่า ...

“แม้มันจะป่วย ก็คงหยุดมันยาก พวกเราต้องระวังให้ดี”

และแม้จะไม่ได้รบกับซุนกวนอีก แต่เตียวเลี้ยวก็สามารถนำทัพเอาชนะลิห้อมแห่งกังตั๋งได้ในปีเดียวกันนั้น ซึ่งถือเป็นชัยชนะเหนือง่อก๊กรอบที่สาม

อาจกล่าวได้ว่านายพลเตียว “ทำแฮตทริก” ชนะง่อก๊กได้ถึงสามครั้ง ซึ่งคงมีนายทหารน้อยคนในแผ่นดินที่จะทำได้เช่นนี้

จากนั้นไม่นาน เตียวเลี้ยวก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลง เป็นการ "ป่วยตาย" ไม่ได้โดนเกาทัณฑ์ยิงในการรบเหมือนที่วรรณกรรมเล่าไว้

เตียวเลี้ยวถือเป็นหนึ่งในยอดนายทหารยุคสามก๊กที่ไม่ได้มีดีแค่ฝีมือรบ แต่ยังเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา เขาได้รับการยกย่องจากเฉินโซ่ว ผู้บันทึกจดหมายเหตุสามก๊ก ให้เป็น “หมายเลขหนึ่ง” ในบรรดา “ห้าทหารเอกแห่งวุยก๊ก” ร่วมด้วย เตียวคับ ซิหลง งักจิ้น และ อิกิ๋ม

ด้วยความที่อยู่วุยก๊ก ซึ่งมักถูกมองเป็น “ก๊กผู้ร้าย” ทำให้เตียวเลี้ยวไม่ได้รับการยกย่องและเป็นที่จดจำของผู้อ่านวรรณกรรมมากเท่ากับทหารเอกฝ่ายจ๊กอย่าง กวนอู เตียวหุย หรือจูล่ง

ทั้งๆ ที่ “มือปราบกังตั๋ง” อย่างเขา ยิ่งใหญ่เกรียงไกรไม่แพ้นักรบคนไหนในแผ่นดินเลย



Thursday, December 13, 2012

เตียวหุย "ไม่ชั่วช้า" และ "น่ารัก" (จบ)


ดังที่ได้บอกไปในตอนที่แล้ว ว่าตัวตนที่แท้จริงของเตียวหุยถูกใส่สีตีไข่จน “เกินความจริง” ไปไม่น้อย โดยเฉพาะนิสัยมุทะลุบ้าดีเดือดของเขา

หลายท่านคงจำได้ว่า วรรณกรรมอ้างว่าเขาได้เฆี่ยนตี “ต๊กอิ้ว” ผู้ตรวจการขี้ฉ้อที่มาเรียกรับส่วยจากเล่าปี่ แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า พี่ใหญ่แซ่เล่าเป็นผู้จิกหัวไอ้แสบตกอิ๊วมาฟาดจนหลังลายด้วยมือตัวเอง

ทว่าหลอกว้านจงจงใจ “เปลี่ยนตัว” ให้เตียวหุยเป็นผู้กระทำ เพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ความเป็นคนใจเย็นสุขุมนุ่มลึกของเล่าปี่ต้องเสียไป ขณะเดียวกันก็ขับเน้นความวู่วามของเตียวหุยให้เด่นชัดขึ้น

เอาล่ะ... ทีนี้ขอเล่าเหตุการณ์ต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้าเลยนะครับ จะได้รู้กันว่าหลังจากเล่าปี่ยึดเกงจิ๋วเป็นฐานที่มั่นได้แล้ว เตียวหุยมีบทบาทอย่างไรต่อไป

หลังจากได้เกงจิ๋วมาครองสักระยะหนึ่ง เล่าปี่ได้เดินทางไปยังเสฉวนตามคำเชิญของเล่าเจี้ยง ที่ขอให้นายพลคนแซ่เดียวกันมาช่วยป้องกันเมืองจากเตียวล่อเจ้าเมืองฮันต๋ง (แต่ในใจเล่าปี่นั้นอยากได้เสฉวนใจจะขาดอยู่แล้ว) โดยเล่าปี่มอบหมายให้เตียวหุยและกวนอูอยู่ดูแลเกงจิ๋ว ภายใต้การควบคุมของกุนซือขงเบ้ง

ฝ่ายกังตั๋งเห็นเล่าปี่ไม่อยู่ จึงส่งทหารข้ามน้ำมาหลอกซุนฮูหยิน น้องสาวซุนกวน ซึ่งเป็นเมียเล่าปี่ว่าแม่ป่วยหนัก ใกล้จะสิ้นใจ ก่อนบอกให้ซุนฮูหยินอุ้มอาเต๊าขึ้นเรือมุ่งหน้ากลับไปกังตั๋ง เพื่อจะเอาทารกน้อยไว้ต่อรองขอคืนเกงจิ๋วจากพระเจ้าอาคนดัง เคราะห์ดีที่เตียวหุยและจูล่งรีบออกเรือตามไปและชิงเอาตัวนายน้อยกลับมาได้

อาจกล่าวได้ว่าผลงานของเตียวหุยที่ร่วมด้วยช่วยกันกับจูล่งในครั้งนี้ แม้ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนวีรกรรมที่เตียงปันเกี้ยว แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นการไปแย่งตัวว่าที่ฮ่องเต้กลับมาได้อย่างปลอดภัย

พอเล่าปี่เปิดศึกกับเล่าเจี้ยงเต็มตัว เตียวหุยจึงถูกเรียกตัวขึ้นไปช่วยตีเสฉวน โดยเขาทำศึกอย่างชาญฉลาด ตีหัวเมืองรายทางแตกพ่ายในเวลาอันรวดเร็ว ช่วยให้เล่าปี่ยึดเสฉวนได้ไวเกินคาด

ครั้นเล่าปี่ได้เสฉวนแล้ว เตียวหุยได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในห้าทหารเสือร่วมกับ กวนอู จูล่ง ฮองตง และ ม้าเฉียว โดยตัวเขาได้กินเมืองลองจิ๋ว หรือเมืองปาเส

เมื่อเล่าปี่บุกไปตีเมืองฮันต๋งของโจโฉ เตียวหุยได้ใช้กลศึกเอาชนะเตียวคับ ทหารเอกของโจโฉได้หลายต่อหลายครั้ง ช่วยให้เล่าปี่ยึดฮันต๋งจากโจโฉได้ กลายเป็นหนึ่งในสามก๊กที่เข้มแข็งไม่แพ้โจโฉและซุนกวน ซึ่งต้องยอมรับว่าเตียวหุยมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง

ถึงเวลานี้ แทบทุกคนต่างยอมรับในฝีมือของเตียวหุยว่าเขาไม่ใช่ขุนศึกบ้าดีเดือด มีแต่พละกำลังแต่ไร้สติปัญญาอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นยอดแม่ทัพที่ครบเครื่อง แม้ยอดกุนซืออย่างขงเบ้งยังยอมรับและชื่นชมในพัฒนาการดังกล่าว

แต่แล้ว เวลาของเตียวหุยก็หมดลง

หลังจากกวนอูเสียเมืองเกงจิ๋วและถูกซุนกวนประหารชีวิต เล่าปี่ได้ยกพลมหึมาเตรียมไปตีกังตั๋งเพื่อล้างแค้นให้น้องชาย เตียวหุยจึงขอเป็นทัพหน้าเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จ ทว่าตัวเขาเองกลับจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ โดยถูก ฮอมเกียง และ เตียวตัด ทหารใต้บังคับบัญชาลอบฆ่าตายขณะเมาหลับอยู่ แล้วตัดเอาหัวไปสวามิภักดิ์ต่อซุนกวน ดังที่ผู้อ่านวรรณกรรมสามก๊กทราบกันดี

โดยสรุปแล้ว หากศึกษาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์จากจดหมายเหตุสามก๊กจะพบว่า เตียวหุยตัวจริงถือเป็นนักรบที่ช่ำชองในการสงครามคนหนึ่ง รู้จักทำอุบายพลิกแพลงด้วยสติปัญญา มิใช่คนโง่เขลาใช้แต่อารมณ์อย่างที่คนจำนวนมากเข้าใจ

ที่สำคัญคือ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังระบุว่า เตียวหุยเป็นคนซื่อสัตย์และเมตตาต่อผู้ยากไร้อีกด้วย

สาเหตุหลักที่หลอกว้านจงพยายามสร้าง “คาแรกเตอร์” ของเตียวหุยให้โดดเด่นและขัดแย้งกับความเยือกเย็นของพี่ชายอย่างเล่าปี่และกวนอู ก็เพื่อเพิ่มสีสันให้กับวรรณกรรม จนเขากลายเป็นคน “คุณภาพแย่” หรืออาจถึงขั้น “ชั่วช้า” ในสายตาของบางคน

คนขายหมูขายเหล้ามีอันจะกินอย่างเตียวหุย ยอมทิ้งสมบัติพัสถานมาลำบากตรากตรำตลอดชีวิตเพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ใครจะว่า “ไอ้ห่าม” คนนี้ “ชั่วช้า” แต่ผมว่าเขา “น่ารัก” จะตายไปครับ

Saturday, December 8, 2012

เตียวหุย "ไม่ชั่วช้า" และ "น่ารัก" (๑)



เป็นชาวเมืองตุ้นกวน ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอเป่ย สูงแปดฟุต ศีรษะคล้ายเสือดาว ตากลมใหญ่ คางเหมือนนกนางแอ่น หนวดเหมือนเสือโคร่ง เสียงดังฟ้าลั่น มีกำลังวังชาราวม้าห้อตะบึง จิตใจรุนแรงราวไฟ มีศีลสัตย์หนักแน่นราวภูเขา เคารพผู้มีคุณธรรม เมตตาต่อผู้ยาก มีอาชีพขายสุราและฆ่าหมูขาย ถือทวนยาวสิบฟุตเศษเป็นอาวุธ สาบานเป็นพี่น้องกับ เล่าปี่ และ กวนอู โดยเตียวหุยอายุน้อยสุดจึงเป็นน้องเล็ก

เตียวหุยสร้างชื่อครั้งแรกร่วมกับพี่ชายร่วมสาบานทั้งสองด้วยการปราบขบถโพกผ้าเหลือง แต่ด้วยความใจร้อนวู่วาม ชอบดื่มสุราจนขาดสติ เมื่อเมาแล้วก็มักโบยตีทหารตามอำเภอใจ ทำให้เล่าปี่ต้องเสียการใหญ่หลายครั้ง

ความผิดครั้งใหญ่ในชีวิตของเตียวหุย คือตอนที่เล่าปี่ใช้ให้เขาอยู่เฝ้าเมืองชีจิ๋ว ระหว่างที่ตัวเล่าปี่และกวนอูไปตีเมืองลำหยงของอ้วนสุดตามราชโองการที่โจโฉเป็นคนให้ออก แต่แล้วเตียวหุยกลับกินเหล้าเมา แล้วไปเฆี่ยนตี โจป้า ซึ่งเป็นพ่อตาของลิโป้ เหตุเพราะโจป้าไม่ยอมร่วมดื่มเหล้ากับเขา

วรรณกรรมบรรยายว่า โจป้าโกรธมากที่โดนเตียวหุยทำร้ายให้ต้องอับอาย จึงแอบส่งข่าวให้ลิโป้มายึดเมืองชีจิ๋ว โดยตัวเขาเป็นผู้เปิดประตูให้ลิโป้เข้าเมือง ส่วนตัวเตียวหุยกำลังเมาสุรา เหลือกำลังจะต้านทาน จึงควบม้าซมซานหนีไปหาเล่าปี่ ทิ้งไพร่พลและครอบครัวของเล่าปี่ไว้ในเมือง โดยก่อนไปได้แทงโจป้าตกม้าตายด้วย สุดท้ายเล่าปี่ก็เสียเมืองชีจิ๋วและตกที่นั่งลำบากอีกครั้ง

เรื่องราวตอนนี้ มีความผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงจากจดหมายเหตุสามก๊กอยู่ไม่น้อย

จดหมายเหตุสามก๊กชำระโดยเผยซ่งจื่อระบุว่า เตียวหุยกับโจป้า "ไม่ถูกกัน" เตียวหุยจึงฆ่าโจป้าตาย แต่ไม่มีเรื่องของการกินเหล้าจนเกิดการโบยตีกันแต่อย่างใด และโจป้าก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับลิโป้เลย

การตายของโจป้าทำให้เกิดการจลาจลในเมือง สวีต้านทหารลูกน้องของเล่าปี่จึงเขียนจดหมายไปบอกลิโป้ โดยสวีต้านเป็นคนเปิดประตูให้ลิโป้เข้าเมือง ไม่ใช่โจป้าเปิด เพราะตอนนั้นโจป้าตายไปแล้ว (บ้างก็บอกว่าผู้เขียนจดหมายไปบอกลิโป้คืออ้วนสุด ก็ไม่ทราบว่าอ้วนสุดซึ่งไม่ได้อยู่ในชีจิ๋วจะทราบข่าวก่อนได้อย่างไร)

อย่างไรก็ตาม เนื้อความอีกตอนหนึ่งในจดหมายเหตุสามก๊กของเผยซ่งจื่อกลับระบุไว้ขัดแย้งกันเองว่า เตียวหุยพยายามฆ่าโจป้า โจป้าจึงส่งสารให้ลิโป้มายึดเมืองและเป็นคนเปิดประตูเมืองให้ลิโป้ด้วยตนเอง ซึ่งความจริงเวอร์ชั่นนี้ถือได้ว่าสอดคล้องกับวรรณกรรมมากที่สุด

ทว่าเนื้อความจากจดหมายเหตุสามก๊กฉบับดั้งเดิมโดยเฉินโซ่วกลับระบุไว้อีกทางหนึ่งว่า โจป้าคิดก่อกบฏต่อเตียวหุยและเป็นผู้เรียกให้ลิโป้เข้ามายึดเมือง

แม้จะมีความแตกต่างกันไป แต่จุดร่วมของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ตรงกันก็คือ โจป้าไม่ได้เป็นพ่อตาของลิโป้ และไม่ได้โดนเตียวหุยโบยเพราะไม่ยอมดื่มสุรา

ผู้แต่งวรรณกรรมจงใจแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อเน้นให้เห็นถึงนิสัยไม่ดีของเตียวหุยที่ชอบเมาอาละวาดทำร้ายผู้คน และเจตนา "โยงเรื่อง" ให้เตียวหุยกับลิโป้เป็น "คู่แค้น" กัน ยิ่งขึ้นกว่าเดิม

วีรกรรมครั้งสำคัญที่สุดของเตียวหุยคือเหตุการณ์ ณ สะพานเตียงปันเกี้ยว ที่เขาทำอุบายหลอกโจโฉว่ามีทหารซุ่มกำลังอยู่มหาศาล โดยเขาได้แผดคำรามเสียงอันดังจนโจโฉตกใจสั่งถอนทัพร้อยหมื่นหนีไป ทั้งที่จริงๆ แล้ว ขณะนั้นเตียวหุยมีไพร่พลอยู่เพียงกระหยิบมือเท่านั้น ทำให้เล่าปี่และครอบครัวเอาตัวรอดจากวิกฤตได้อย่างหวุดหวิดที่สุด

ที่น่าสนใจคือ วรรณกรรมระบุเรื่องสนุกๆ ไว้ด้วยว่า แฮหัวเจียว นายทหารของโจโฉได้ยินเสียงเตียวหุยขู่ถึงกับตกใจ หล่นลงจากหลังม้าขาดใจตายทันที แต่เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นเท่านั้น ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไม่มีระบุไว้

หลังเสร็จศึกเซ็กเพ็ก เล่าปี่ได้ยึดเกงจิ๋วไว้เป็นฐานที่มั่น โดยเตียวหุยเป็นกำลังสำคัญในการบุกตีหัวเมืองต่างๆ ช่วยให้เล่าปี่แผ่ขยายอาณาเขตได้อย่างกว้างขวาง

วีรกรรมของเตียวหุยยังมีอีกมากมาย ในตอนหน้าจะมาเล่าถึง "เรื่องจริง" ของเตียวหุยให้ฟังต่อ แล้วท่านจะรู้ว่า ทหารบ้าผู้นี้ นอกจากจะไม่ชั่วช้าแล้ว ยังมีความน่ารักแฝงไว้ไม่น้อย อย่าลืมติดตามกันครับ


Monday, December 3, 2012

เสียงสะท้อน ต่อ "เกียงอุยสีเทา"

หลังจากผมได้นำเสนอบทความ "เกียงอุย วีรบุรุษสีเทา" ปรากฏว่าเสียงตอบรับแรงมากครับ มีทั้งชอบและไม่ชอบ คนที่ไม่ชอบส่วนใหญ่จะเป็นน้องๆ แฟนคลับเกียงอุยที่มีอยู่ไม่ใช่น้อย ซึ่งผมก็ยินดีรับฟังทุกความเห็น

ในบรรดาคอมเม้นท์ที่หลั่งไหลกันเข้ามา มีคอมเม้นท์จากบุรุษผู้หนึ่งซึ่งไม่ใช่ใครอื่นไกล คุ้นเคยกับผมดีอยู่แล้ว คือน้องบิ๊ก สรรเสริญ แห่ง Samkokview.com ซึ่งเป็นคนหนุ่มที่ผมชอบเสวนาเรื่องสามก๊กด้วย และยอมรับในความ "รู้ลึก-รู้จริง" ของเขา

ลองอ่านดูนะครับ เป็นการมองเกียงอุยอย่างเป็นระบบ หลักแน่น จนต้องถ่ายทอดไว้ให้เห็นกันชัดๆ อีกครั้ง ณ ที่นี้

ชัชวนันท์ สามก๊ก

.....................................


เสียงสะท้อน ต่อ "เกียงอุยสีเทา"



โดย น้องบิ๊ก @ SAMKOKVIEW.COM


การที่เกียงอุยออกรบจนกำลังป้องกันทั้งก๊กเหลือแค่ไม่ถึงหนึ่งแสนนาย อย่างไรเสียก็หนีความรับผิดชอบตรงนี้ไม่พ้นครับ

ผมยังมองว่าความอ่อนแอของพระเจ้าเล่าเสี้ยนมิใช่ "ผลโดยตรง" ของการล่มสลายของรัฐสู่ แต่เป็นที่นโยบายการทหารที่ผิดพลาด นั่นจึงตรงประเด็นที่สุด

วรรณกรรมสามก๊กกล่าวอีกด้วยว่า อาเต๊าถอนทหารที่อิมเป๋ง ทว่าประวัติศาสตร์มิใช่ระบุไว้เช่นนั้น ดังนี้ความรับผิดชอบโดยตรงจึงตกแก่แม่ทัพใหญ่ซึ่งก็คือเกียงอุยในขณะนั้น ที่ถอนกำลังป้องกันจุดยุทธศาสตร์จนฝ่ายตรงข้ามลัดทางมาตีเมืองหลวงได้

ขอถามว่าตั้งแต่อดีตกาลจวบปัจจุบันมีแม่ทัพใหญ่ที่เลินเล่อถึงเพียงนี้ได้สักกี่คน?

อีกประการที่อาเต๊ายอมจำนนในสภาพนั้นก็มิใช่โง่เง่าอย่างไรเลย เพราะโดยสภาพเกียงอุยไม่มีทางยกกลับมาช่วยได้เด็ดขาด หากเกียงอุยถอนทหารกลับมาช่วย จงโฮยสามารถไล่ตีจนล่มสลายทั้งกองทัพได้ทันที และหากตั้งยันกันต่อไปก็ไม่มีวี่แววว่าเกียงอุยจะชนะได้เลย

อย่าลืมว่านับจาก Portfolio แล้วจงโฮยมีผลงานการรบเหนือกว่าเกียงอุยอีกนะครับ !!

ยิ่งหากวิจารณ์ข้อผิดพลาดทางยุทธการบุกเหนือทั้ง 9 ครั้งแล้วสงสัยมีร่ายยาวได้หลายหน้า ขอข้ามดีกว่า

ในส่วนของ "เจตนา" ผมไม่ก้าวล่วงวิจารณ์เพราะในทางเอกสารหาข้อยืนยันเช่นนั้นไม่ได้

คารวะพี่อาร์ทที่ "กล้า" เขียนบทความหักล้างความเชื่อเกี่ยวกับเกียงอุยครับ

ด้วยความที่เขาเป็น "แม่ทัพ" สายบู๊แล้วมีระดับสติปัญญาพอสมควร นักอ่านวรรณกรรมสามก๊กหลาย ๆ ท่านจึงวาดภาพเขาเป็น "พระเอก" ในช่วงตอนท้ายแทนการขาดหายไปของวีรบุรุษรุ่นเก่าโดยปริยาย

วรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เป็นเอกสารที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผู้อ่านจำเป็นต้องทำความเข้าใจส่วนนี้เสียก่อน ในการอ่านงานเขียนทางประวัติศาสตร์จึงต้อง "ละวาง" มโนภาพที่เกิดจากวรรณคดี แล้วว่ากันด้วยหลักฐานข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์จึงจะเกิดประโยชน์แตกฉานงอกงามขึ้น

เกี่ยวกับบทความชิ้นนี้เป็นตั้งสมมติฐานความเป็นไปได้ในเรื่องราวที่เป็นช่องว่างทางประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้ประพันธ์มีอิสระที่จะทำเช่นนั้นตราบเท่าที่มีหลักฐานข้อเท็จจริงชี้ช่องสนับสนุนสมมติฐานนั้น ๆ เพียงพอ

เรื่องเกียงอุยเข้าร่วมกับจงโฮย หากพิจารณา factor อื่น ๆ จะเห็นได้ว่าเขาเป็นแม่ทัพใหญ่นำทัพบุกวุยถึงเก้าครั้ง หากถูกคุมตัวกลับวุยก๊กมีหนทางตายมากกว่ารอด ตกอับมากกว่ารุ่งเรืองแน่นอน เพราะตั้งแต่ยุคสุมาสูล่วงมาถึงสุมาเจียวครองอำนาจ สองพี่น้องปฏิบัติต่อศัตรูอย่างโหดร้ายมาก ๆ ผู้ที่กล้าก่อความไม่สงบมีแต่หนทางตายตั้งตระกูลสายเดียว

กรณีเกียงอุยหากไม่ตายก็ยากจะรุ่งครับ ข้ออ้างประหารเกียงอุยมีอาทิ ทรยศนายยอมอ่อนน้อมต่อศัตรู ความผิดฐานยกทัพบุก 9 ครั้งส่งผลเสียหายต่อรัฐเว่ย

ยิ่งกว่านั้น เกียงอุยยังมีความผิดเดิมอีกที่ทรยศวุยหันเข้าจ๊ก... สุมาเจียวก็ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องไว้หน้าเกียงอุยด้วย เพราะขนาดรัชทายาทของเล่าเสี้ยนยังถูกฆ่าตายในเหตุการณ์ชุลมุนตอนเสียก๊ก นับประสาอะไรกับเกียงอุยที่เป็นแม่ทัพพ่ายศึก

พิจารณาทั้งหมดแล้วเกียงอุยมีหนทางตายมากกว่ารอด การที่เกียงอุยเข้ากับจงโฮยจึงมีประโยชน์แก่ตนอย่างน้อย ๆ ก็ขอให้จงโฮยช่วยพูดจาให้ ตนก็อาจรอดจากโทษได้ เพราะอย่าลืมว่าจงโฮยเป็นคนสนิทของสุมาเจียวมีอำนาจใหญ่พอจะคุมทัพเข้าตีรัฐอื่น แต่เหตุการณ์กลับเลยเถิดไปไกลอย่างที่เราท่านทราบกัน สุดท้ายจึงกลายเป็นตายยกโขยง

นี่ก็เป็นแค่สมมติฐานหนึ่งของผมที่ไม่อาจหาหลักฐานมาชี้ตรง ๆ ว่าเป็นเช่นนั้นแน่นอน อาศัยการตีความพฤติการณ์แวดล้อมเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดอาจจะจริงหรือไม่ก็ได้เพราะเหตุการณ์ตรงนี้ยังเป็นช่องโหว่

เช่นเดียวกับบทความของพี่อาร์ทชิ้นนี้ที่ตั้งสมมติฐานขึ้นมาให้ผู้อ่านลองตั้งข้อสังเกตและศึกษาต่อยอดกันอีกที ซึ่งสมมติฐานก็เป็นปัญหาปลายเปิดและไม่อาจหาข้อสรุปได้แน่ชัด (เพราะเหตุการณ์เช่นว่ามิได้เกิดขึ้นในทางประวัติศาสตร์) เปิดช่องให้ผู้อ่านลองพิจารณาความเป็นไปได้เท่านั้นครับ

ขออภัยที่คราวนี้มาซะยาวครับ ตั้งแต่ทำ samkokview ก็มีแต่เขียนให้คนอ่าน ห่างหายจากการเสวนากับผู้รู้ไปนานพอสมควรเลยครับ อารมณ์เก่า ๆ เลยกลับมาคราวนี้

ขอแสดงความนับถือ