Tuesday, December 10, 2013

สนใจไปฟังได้ครับ เค้าเชิญ ผมก็ไป




Tuesday, October 29, 2013

ทัวร์สามก๊ก ภาค ๒

                                        

ผมกำลังจะจัดกรุ๊ปไป "ทัวร์สามก๊ก" อีกรอบนึง ต้องการสมาชิกไม่เกิน 15 คน ไม่ทราบว่าใครสนใจ และสะดวกช่วงไหนกันบ้างครับ สักต้น-กลางเดือน มี.ค. ปีหน้า ได้หรือไม่?

รอบนี้ผมไม่จัดเองแล้วครับ เพราะเหนื่อย แต่จะให้บริษัททัวร์ดีๆ เค้าจัดเป็น private group ให้ นั่นแปลว่าผมก็คงต้องจ่ายเงินเองเหมือนลูกทัวร์ทุกท่าน แต่จะรับอาสาบรรยายและให้ความรู้ฟรีๆ โดยไม่เอาค่าจ้าง (ตอนนี้ยังไม่ได้เลือกว่าจะใช้ทัวร์บริษัทไหน) 

ค่าใช้จ่ายคาดว่าน่าจะซัก "5 หมื่น" ไม่ทราบว่าพี่ๆ น้องๆ ไหวหรือไม่อย่างไร (คือถ้าถูกกว่านี้จะไปได้ไม่ครบสามก๊ก)

เบื้องต้นขอทราบความเห็นของทุกคนก่อน หนึ่งคือ "สนใจหรือไม่?" สองคือ "ห้าหมื่นไหวมั้ย?" (ถ้าไม่ไหว รบกวนระบุหน่อยว่าสักเท่าไรจึงจะไหว ถามตรงๆ จะได้คุยกะทัวร์ได้)

รอฟังคำตอบอยู่ ด้วยใจจดจ่อยิ่ง ใครไม่สะดวกที่จะตอบตรงนี้ หลังไมค์มาหาได้ครับ

[ภาพประกอบ ไม่ทราบแหล่งที่มา picture from an unknown source]

Friday, October 11, 2013

เรื่องสามก๊กพันธุ์แท้



หลังจากห่างหายมานานหลายปี ก็ได้ฤกษ์ดี เปิดตัวหนังสือใหม่ของผม งานเขียนสามก๊กสไตลสืบสวนที่แทบไม่เคยมีใครทำมาก่อน ขุดคุ้นข้อมูลจนถึงแก่น ให้รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ กับผลงาน "เรื่องสามก๊กพันธุ์แท้"

อยากรู้ว่าเรื่องราวใด จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ ใช่หรือเปล่า พบกันได้ที่บู๊ธ L06 สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ มหกรรมหนังสือระดับชาติ ศูนย์สิริกิติ์ และทุกร้านหนังสือทั่วไทยครับ

Friday, August 9, 2013

ข้อเท็จจริงกรณีกวนอูไปรับราชการกับโจโฉ (๒)

[บทความนี้ ผมเขียนลงในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมเมื่อปี ๒๕๕๕ โดยยังไม่เคยเอาลงในบล็อกส่วนตัวมาก่อน ปัจจุบัน มติชนออนไลน์ได้เอาไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ ผมจึงเห็นสมควรที่จะเอามาลงในบล็อก CheeChud.com ของตัวเองได้แล้ว และได้เอาลงไปแล้ว ๑ ตอน มาอ่านต่อกันในตอนที่ ๒ เลยครับ]



(ต่อจากตอนที่แล้ว)

ในตอนที่แล้ว ผมปิดท้ายไว้ว่า เรื่องที่กวนอูไปรับราชการกับโจโฉนั้น หลอกว้านจง ผู้ประพันธ์วรรณกรรมสามก๊กได้มีการแต่งเติมเรื่องราวจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อยู่พอสมควร ในตอนนี้ขอขยายความต่อนะครับ ว่าอะไร "แต่ง" อะไร "เติม" อะไร "จริง" บ้าง

ตามข้อมูลประวัติศาสตร์ หลังจากตีเล่าปี่แตกพ่ายไปแล้ว โจโฉสามารถจับตัวกวนอูได้ที่เมืองแห้ฝือ แต่กลับไม่ทำอันตราย โดยให้เอาตัวไว้ใช้งาน ทั้งนี้ จอมคนแซ่โจปฏิบัติต่อกวนอูอย่างดียิ่ง ให้ยศทางทหารเป็นถึง “เพียนเจียงจวิน”  (偏將軍 เทียบกับยศสากลในปัจจุบันคือระดับ “พลโท”)

และแล้ว กวนอูก็ได้โอกาสตอบแทนบุญคุณโจโฉอย่างงดงาม ด้วยการคุมทัพหน้าร่วมกับเตียวเลี้ยว ออกรบกับ “งันเหลียง” ทหารเอกของอ้วนเสี้ยว ที่เป็นแม่ทัพมาตีเมืองตองกุ๋น (ตงจวิ้น 東郡) ในเขตปกครองของโจโฉ 

ทั้ง ๒ ทัพเผชิญหน้ากันที่ตำบลแป๊ะเบ๊ (ไป๋หม่า 白馬) และกวนอูก็ควบม้าตะลุยเดี่ยวเข้าไปตัดหัวงันเหลียงได้ในชั่วพริบตา ท่ามกลางความตกตะลึงของไพร่พลนับหมื่นคน (วรรณกรรมบอกว่ากวนอูตัดหัวบุนทิว นายทหารอีกคนหนึ่งด้วย แต่ในประวัติศาสตร์จริง กวนอูฆ่างันเหลียงเพียงคนเดียว) ส่งผลให้อ้วนเสี้ยวต้องถอยทัพไป 

วีรกรรมดังกล่าวทำให้โจโฉพอใจอย่างยิ่ง จึงทำเรื่องขอพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้กวนอูเป็น “ฮั่นสือเตงเฮา” (ฮั่นโซ่วถิงโหว 漢壽亭侯 ถิงโหว เป็นบรรดาศักดิ์ของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เทียบได้กับ Marquis ของอังกฤษ) อย่างไรก็ตาม โจโฉเริ่มรู้สึกได้ว่ากวนอูอาจไม่อยากอยู่กับเขานานนัก จึงใช้ให้เตียวเลี้ยวไปเลียบๆ เคียงๆ ถามดู และคำตอบที่กวนอูให้กับเตียวเลี้ยวก็คือ

 “ข้าระลึกเสมอว่าท่านโจ (โจโฉ) ดีต่อข้ามาก อย่างไรก็ตาม นายพลเล่า (เล่าปี่) ได้มอบความเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ให้กับข้า ข้าจึงสาบานว่าจะตายเคียงข้างเขา และข้าจะไม่มีวันเนรคุณเขาเป็นอันขาด สักวันหนึ่ง ข้าคงต้องไป แต่ข้าจะสร้างความชอบตอบแทนท่านโจเสียก่อน จึงจะจากลา”

ทีแรก เตียวเลี้ยวไม่กล้านำความไปบอกโจโฉ เพราะกลัวนายใหญ่จะฆ่ากวนอูเสีย ทว่าเมื่อโจโฉทราบความเข้า นอกจากจะไม่เอาเรื่องแล้ว เขากลับยิ่งชื่นชมนายพลกวนว่าเป็นลูกน้องที่รู้คุณนาย ไม่ลืมกำพืด ทั้งยังเอ่ยปากยกย่องว่ากวนอูเป็น “สุภาพบุรุษของแผ่นดิน” โดยแท้

จะเห็นได้ว่า หลอกว้านจง ผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊ก ได้แต่งเติมเรื่องราวการยอมเป็นข้ารับใช้โจโฉของกวนอู ให้มี “เงื่อนไข ๓ ข้อ” เพื่อ “รักษาภาพ” ของเขามิให้แปดเปื้อนไปในฐานะ “บ่าวสองนาย” โดยขับเน้นให้เห็นว่าทหารกล้าผู้นี้รักศักดิ์ศรีไม่เคยกลัวตาย และยกเหตุผลต่างๆ โดยเฉพาะ “พี่สะใภ้” มาเป็น “ตัวช่วย” ให้กวนอูรอดพ้นจากข้อหาดังกล่าว

ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากจดหมายเหตุสามก๊กระบุชัดเจนว่า กวนอูถูกจับตัวได้โดยละม่อม ซึ่งในฐานะเชลยศึกย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะตั้งเงื่อนไขอันใด หากไม่ยอมเป็นลูกน้องของโจโฉก็ต้องถูกประหารชีวิตสถานเดียว 

แม้กวนอูจะแสดงเจตจำนงว่าตนเองต้องการกลับไปหาเล่าปี่ แต่นั่นก็เป็นการพูดหลังจากที่เขามารับใช้โจโฉแล้ว จึงมิอาจเรียกสิ่งนั้นว่าเป็น “เงื่อนไข” ได้ อีกทั้งยังมิใช่การพูดกับโจโฉโดยตรง แต่เป็นการบอกเตียวเลี้ยว นายทหารที่เป็นเพื่อนกัน โดยมิทราบว่าโจโฉเป็นผู้ใช้ให้มาถาม 

อย่างไรก็ตาม  การที่กวนอูต้องการกลับไปหาเล่าปี่ ทั้งๆ ที่อยู่กับโจโฉก็ได้ดิบได้ดี ได้ยศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โต ทำให้แม้ใครจะคลางแคลงใจในการกระทำของเขาอยู่บ้าง ก็ยังต้องยอมรับว่ากวนอูเป็นคนกตัญญูรู้คุณ ลาภยศสรรเสริญอื่นใดมิอาจเปลี่ยนใจเขาได้เลย ซึ่งสุดท้ายเขาก็ดั้นด้นกลับไปหาเล่าปี่จนได้ โดยที่โจโฉเองก็ปล่อยให้ไป มิได้ขัดขวาง

โดยสรุปแล้ว เรื่องราวตอนนี้ ทำให้เราได้เห็นถึงความซื่อสัตย์และกตัญญูของ “กวนอูในวรรณกรรม” อันเหมาะสมที่จะหยิบยกเอาไปสอนเด็ก แต่ในอีกด้านหนึ่ง “กวนอูตัวจริง” กลับมีความเป็น “ปุถุชน” ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่าน่ายกย่องไม่น้อยไปกว่าหรืออาจจะมากกว่า “กวนอูในเรื่องแต่ง” เสียด้วยซ้ำ 

เพราะตัวจริงของกวนอูเป็นคนฉลาด รู้รักษาตัวรอด ยอมที่จะ “งอ” ไม่ยอม “หัก” ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า “ศักดิ์ศรี” ที่หากแม้นยึดมั่นถือมั่นจนไม่โอนอ่อนผ่อนตามแล้ว ชีวิตตนเองก็อาจรักษาไว้ไม่ได้ การณ์ใหญ่ก็คงพังพาบไป 

ไม่เหลือความดีใดๆ ให้โลกได้เรียนรู้เลย

(จบ)

................................................

หมายเหตุ - ชื่อบุคคลส่วนใหญ่ในบทความนี้ ผู้เขียนขอใช้สำเนียงจีนฮกเกี้ยนซึ่งคนไทยคุ้นเคยกันจากสามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นหลัก เช่น กวนอู เตียวเลี้ยว ยกเว้นบางบุคคลที่คนไทยนิยมเรียกชื่อเป็นสำเนียงจีนกลางก็จะใช้ชื่อตามนั้น เช่น หลอกว้านจง และสำหรับชื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่สำเนียงจีนกลาง ผู้เขียนได้ระบุสำเนียงจีนกลางและอักษรจีนชนิดตัวย่อไว้ในวงเล็บข้างหลัง เช่น แคว้นชีจิ๋ว (สีว์โจว 徐州)


เขียนโดย : ชัชวนันท์ สันธิเดช
เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม
Source of Picture: An unknown web site 

Monday, August 5, 2013

ข้อเท็จจริงกรณีกวนอูไปรับราชการกับโจโฉ (๑)

[บทความนี้ ผมเขียนลงในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมเมื่อปี ๒๕๕๕ โดยยังไม่เคยเอาลงในบล็อกส่วนตัวมาก่อน ปัจจุบัน มติชนออนไลน์ได้เอาไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ ผมจึงเห็นสมควรที่จะเอามาลงในบล็อก CheeChud.com ของตัวเองได้แล้ว ลองอ่านดูนะครับ สนุกทีเดียว ขอแบ่งเป็น ๒ ตอน เริ่มจากตอนนี้ตอนแรกครับ]


โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ทราบว่า สามก๊กตอน “กวนอูไปรับราชการกับโจโฉ” ได้เข้าไปอยู่ในแบบเรียนภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษามาหลายปีแล้ว ต่างจากสมัยที่ผมเรียน ซึ่งมีแต่เรื่อง “จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า” และ “ลกเจ๊กขโมยส้มให้แม่”

เท่าที่สังเกต ดูเหมือนว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่คัดเลือกเรื่องราวต่างๆ ไปไว้ในหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยของกระทรวงศึกษาธิการ พยายามจะขับเน้นเรื่องของ “ความซื่อสัตย์” และ “ความกตัญญู” เป็นสำคัญ 

ดังเช่นที่เคยเลือก “จูล่ง” พระเอกตลอดกาลของนักอ่านสามก๊ก ที่อุตส่าห์บุกตะลุยทัพร้อยหมื่น เสี่ยงชีวิตไปเอาตัวทารกน้อยลูกชายของเล่าปี่ผู้เป็นนายกลับมาอย่างปลอดภัย อันเป็นวีรกรรมแห่ง “ความจงรักภักดี” ชนิดไม่คำนึงถึงชีวิตตัวเอง

เช่นเดียวกับ “ลกเจ๊ก” ขุนนางกตัญญูของซุนกวน ที่สมัยเด็กแอบลักส้มจากงานเลี้ยงบ้านอ้วนสุดมาให้แม่ที่ยากจนได้ลิ้มรส โดยเรื่องหลังนี้ เป็นหนึ่งในตำนาน “ยี่สิบสี่ยอดกตัญญู” (เอ้อร์สือซื่อเสี้ยว 二十四孝) ของจีนด้วย ซึ่งเรื่องราวการไปรับราชการกับโจโฉของกวนอู ก็น่าจะถูกบรรจุเข้าไปโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันนี้

ก่อนอื่น ขอถ่ายทอดเนื้อหาที่บรรยายไว้โดยหลอกว้านจง ปราชญ์สมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งได้หยิบเอาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ผนวกรวมเข้ากับจินตนาการของตนเอง รวมทั้งแหล่งข้อมูลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนิทานพื้นบ้านหรือบทงิ้ว ประพันธ์ออกมาเป็น “วรรณกรรมสามก๊ก” (ซานกว๋อเหยียนอี้ 三国演义) อันลือลั่น เป็นที่ติดอกติดใจของคนทั่วโลก ทำให้ได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมล้ำค่าของชาติจีน

วรรณกรรมสามก๊กของหลอกว้านจงเล่าว่า หลังจากเล่าปี่พ่ายศึกต่อโจโฉที่แคว้นชีจิ๋ว (สีว์โจว 徐州) สามพี่น้องร่วมสาบานในสวนท้อก็มีอันต้องแตกฉานซ่านเซ็น โดยเล่าปี่พี่ใหญ่ระเห็จไปขออาศัยอยู่กับอ้วนเสี้ยว ขุนศึกผู้ทรงอิทธิพลยิ่งในแผ่นดินขณะนั้น ฝ่ายเตียวหุยน้องเล็กไปซ่องสุมกำลังอยู่ที่เขาบองเอี๋ยงสัน

ส่วนกวนอูน้องรองไม่อาจหนีไปไหนได้ เพราะรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลครอบครัวเล่าปี่ จึงต้องปักหลักสู้ตาย และโดนทัพของโจโฉล้อมไว้ที่เมืองแห้ฝือ (เซี่ยผี下邳) หัวเมืองรองของแคว้นชีจิ๋ว สถานการณ์วิกฤตยิ่ง

วรรณกรรมเล่าต่อไปว่า เมื่อรู้ว่ากวนอูจนมุมแล้ว โจโฉได้ส่งเตียวเลี้ยว ยอดทหารเอก มาเจรจาโน้มน้าวขุนพลเครางามให้ไปทำราชการด้วยกัน เหตุที่ต้องเป็นเตียวเลี้ยวก็เพราะเขาและกวนอูคุ้นเคยกันมาก่อน 

ความสนิทสนมของกวนอูกับเตียวเลี้ยวนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่โจโฉรบชนะลิโป้ที่เมืองปักเอี้ยง (พูหยาง 濮陽) ครานั้นกวนอูหนีตามเล่าปี่พี่ชายร่วมสาบานไปพึ่งใบบุญของโจโฉ ครั้นเตียวเลี้ยวซึ่งเป็นทหารเอกของลิโป้ตกเป็นเชลยและกำลังจะถูกโจโฉประหาร กวนอูได้ขอชีวิตไว้ เพราะมองออกว่านายทหารผู้นี้แม้จะรับใช้คนถ่อยแต่จิตใจสัตย์ซื่อถือคุณธรรม โจโฉจึงไม่ฆ่าและเอาตัวไว้ใช้งาน 

จึงถือได้ว่ากวนอูมีบุญคุณต่อเตียวเลี้ยวมาแต่เก่าก่อน ขณะที่โจโฉเองก็แจ้งในฝีมือและอุปนิสัยใจคอของกวนอูมานานแล้ว 

ครั้นกวนอูโดนเตียวเลี้ยวชักชวน ทีแรกเขาตอบปฏิเสธ เพราะถือหลักลูกผู้ชายย่อมพร้อมพลีชีพ ไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย ทว่าเมื่อแม่ทัพเตียวหว่านล้อมว่า หากกวนอูตาย ย่อมไม่มีโอกาสดูแลปกป้องครอบครัวของเล่าปี่ อีกทั้งยังเป็นการผิดต่อคำสาบานในสวนท้อ ที่เคยลั่นวาจาไว้กับเล่าปี่และเตียวหุยว่าจะสิ้นลมในวันเดือนปีเดียวกัน เมื่อยังไม่ทราบชะตากรรมของทั้งสองคน จะมาตัดช่องน้อยชิงตายไปก่อนได้อย่างไร 

นอกจากนี้ ตัวเขาก็เป็นทหารกล้าฝีมือเกริกไกร จึงควรอย่างยิ่งที่จะรักษาตัวไว้เพื่อรับใช้พระเจ้าเหี้ยนเต้ปกปักราชบัลลังก์ ไม่ควรรีบตายตั้งแต่ตอนนี้

กวนอูได้ฟังดังนั้นก็คิดพิจารณาอยู่สักพัก ก่อนจะยื่น “เงื่อนไข ๓ ข้อ” กลับไป โดยบอกว่าหากโจโฉตอบตกลง ตัวเขาก็จะยอมไปทำราชการด้วย เงื่อนไขทั้งสามมีดังนี้

๑. ต้องถือว่าตัวเขาเป็นข้ารับใช้ในพระเจ้าเหี้ยนเต้ ไม่ใช่ข้าของโจโฉ

๒. ห้ามคนของโจโฉมากล้ำกรายถึงที่อยู่ของสองภรรยาของเล่าปี่ และให้เบิกเบี้ยหวัดของเล่าปี่มาเลี้ยงดูฮูหยินทั้งสองพร้อมบ่าวไพร่

๓. หากรู้ว่าเล่าปี่อยู่ที่ไหน เขาจะกลับไปหาทันทีโดยไม่จำเป็นต้องบอกลาโจโฉ

พอเตียวเลี้ยวนำความกลับไปแจ้ง โจโฉก็ชักลังเล เงื่อนไข ๒ ข้อแรกนั้นพอจะรับได้อยู่ แต่ข้อที่ ๓ นี่แหละที่มีปัญหา มีอย่างที่ไหน ได้ทราบข่าวนายเก่าเมื่อไรก็มีสิทธิ์ตีจากไปได้ทันทีมิต้องร่ำลา แล้วจะเลี้ยงมันไว้เพื่ออะไร จะเอาเสือเจ็บมาชุบเลี้ยงจนแผลหายดีแล้วส่งคืนให้ศัตรูกระนั้นหรือ 

ทว่าเตียวเลี้ยวซึ่งก็อยากได้กวนอูมาเป็นเพื่อนร่วมรบได้ช่วยเจรจากับโจโฉอีกทางหนึ่ง โดยบอกว่า กวนอูเป็นคนรู้คุณคน เขารักเล่าปี่ก็เพราะเล่าปี่มีคุณต่อเขา ตัวท่านก็จงสร้างบุญคุณต่อกวนอูให้มากเข้า สักวันเขาคงซึ้งใจ ยอมอยู่เป็นข้ารับใช้ท่านถาวร

เมื่อได้ยินคำโน้มน้าวของเตียวเลี้ยว โจโฉจึงตกลงตอบรับทุกเงื่อนไข และได้ตัวกวนอูมาใช้งานจนได้

ไม่นานหลังจากนั้น กวนอูได้ทดแทนคุณของโจโฉ ด้วยการออกรบกับทัพอ้วนเสี้ยว และตัดศีรษะงันเหลียงกับบุนทิว สองทหารเสือของนายพลอ้วนเสี้ยว ในระหว่างนั้นเอง เขาได้ทราบว่าเล่าปี่หนีไปอยู่กับอ้วนเสี้ยว ขุนพลเครางามจึงตีจากโจโฉกลับไปหาพี่ชายร่วมสาบานในที่สุด

ที่เล่ามาทั้งหมด คือเรื่องราวในวรรณกรรมสามก๊ก ทว่าเนื้อความในจดหมายเหตุสามก๊ก (ซานกว๋อจื้อ 三国志) ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว เป็น “เหตุการณ์จริง” ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ บันทึกโดยเฉินโซ่ว อดีตขุนนางจ๊กก๊กที่ต่อมาได้ไปรับราชการกับราชวงศ์จิ้น กลับมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร

จะแตกต่างอย่างไรนั้น ไว้ว่ากันต่อตอนหน้าครับ

(มีต่อตอนหน้า)

................................................

หมายเหตุ - ชื่อบุคคลส่วนใหญ่ในบทความนี้ ผู้เขียนขอใช้สำเนียงจีนฮกเกี้ยนซึ่งคนไทยคุ้นเคยกันจากสามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นหลัก เช่น กวนอู เตียวเลี้ยว ยกเว้นบางบุคคลที่คนไทยนิยมเรียกชื่อเป็นสำเนียงจีนกลางก็จะใช้ชื่อตามนั้น เช่น หลอกว้านจง และสำหรับชื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่สำเนียงจีนกลาง ผู้เขียนได้ระบุสำเนียงจีนกลางและอักษรจีนชนิดตัวย่อไว้ในวงเล็บข้างหลัง เช่น แคว้นชีจิ๋ว (สีว์โจว 徐州)


เขียนโดย : ชัชวนันท์ สันธิเดช
เผยแพร่ครั้งแรกใน นิตยสารศิลปวัฒนธรรม
Source of Picture: "The Lost Bladesman" movie wallpaper (from an unknown web site)  





Saturday, July 6, 2013

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ในวันเดียว

บทความนี้ เขียนโดย คุณอ๋อง เจ้าของตำแหน่งสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ราชวงศ์จีน ที่เพิ่งออกอากาศไปเมื่อวันศุกร์ที่ 5 ก.ค. 2556 ที่ผ่านมา ผมเห็นว่าน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ ท่านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้องๆ ที่สนใจในเรื่องจีน อีกทั้งบทความนี้ยังมีตัวผมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยพอสมควร ลองอ่านกันดูนะครับ อิอิ 

แฟนพันธุ์แท้ราชวงศ์จีน – ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ในวันเดียว



โดย Ong China [จาก Ongchina.wordpress.com]

ธ.ค. 2006
ระหว่างผมเตรียมตัวไปเรียนภาษาที่ปักกิ่ง “ฮั่น”โทรมาถามผมว่า สนใจจะเข้าแข่งแฟนพันธุ์แท้แผ่นดินมังกรหรือไม่ ผมไม่ลังเลที่จะตอบรับเพราะต้องการ”เอามันส์”ก่อนจากไทยไปนับปี  ติดอยู่มันกระชั้นชิดกับเวลาเปิดเทอมที่ปักกิ่ง หลังจากรู้เวลาแน่นอน ก็ยิ่งรู้สึกสนุก เพราะเทปแฟนพันธุ์แท้แผ่นดินมังกร ซึ่งเป็นเทปแรกของปี 2007 จะออกอากาศในวันเวลาที่เท้าผมแตะแผ่นดินมังกรไปแล้ว ถือเป็นการฝากเงาไว้ก่อนจากประเทศไทย

ผู้เข้าแข่งขันครั้งนั้น ก็คือ พี่เหล่าตั้ง พี่บ้วย อ๊าท(ชัชวนันท์) อี้(ตงฟาง) และพิธีกรในครั้งนั้นคุณอี้ (แทนคุณ) ก็ล้วนเป็นผู้ที่รักและศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับจีนทั้งสิ้น ถ้านับกันอย่างจริงจังผมอายุน้อยสุดในบรรดาผู้เข้าแข่งขัน แต่ก็จัดเป็นรุ่นหนุ่มกลุ่มเดียวกับ อ๊าทและอี้(ตงฟาง) บรรยากาศพูดคุยกันอย่างอบอุ่นในห้องแต่งตัว แม้เป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็เป็นเวลาที่ผมจดจำได้ถึงทุกวันนี้
การแข่งขันผ่านไปอย่างสนุกสนาน คุณอ๊าทได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ และผมผ่านไปได้ถึงรอบ 3 คน แม้ผ่านไปไม่ถึงรอบสุดท้าย แต่การทำให้ครอบครัวได้มีอีเวนท์เล็กๆ การได้พบคนคอเดียวกัน การได้มีโอกาสสื่อสารเรื่องราวที่เราชื่นชอบให้แก่ผู้คน มันเป็นใจความของความสนุกมากกว่าเรื่องตำแหน่งหรือรางวัล และมันก็กลายเป็นเรื่องเล่าหนึ่งในชีวิตผม
ม.ค. 2007 – ก.ค. 2011
ผมผ่านการเรียนแล้วต่อด้วยการทำงานที่ปักกิ่งรวม 2 ปี แล้วกลับมาทำงานด้านวิชาชีพที่ผมเรียนมาอยู่เกือบ 4 ปี แผ่นดินจีนผ่านทั้งการจัดโอลิมปิก 2008 และ World Expo 2010 แผ่นดินไทยเปลี่ยนนายกกัน 5-6 คน
แน่นอนผมยังไม่ทิ้งความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับจีน และได้เปิด Blog, Fanpage ในชื่อ ONG CHINA เพื่อเผยแพร่ในสิ่งน่าสนใจเกี่ยวกับจีนในด้านต่างๆ โดยเริ่มต้นด้วยการแปลรายการ “อี้จงเทียน พิเคราะห์สามก๊ก” หลังจากนั้นมาก็ได้รู้จักเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่สนใจเรื่องเดียวกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็รวมถึงพวกท่านที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ด้วย
ต.ค. 2011 – 4 มิ.ย. 2013
แล้วผมก็ได้คำทักทายจากคุณอ๊าทแฟนพันธุ์แท้แผ่นดินมังกร และสามก๊ก ในนามของแอดมิน FanSamkok เราทักทายแลกเปลี่ยนความเห็นกันมาตามภาษาคนคอเดียวกัน จนเมื่อต้นเดือนมิถุนายน คำทักทายอีกครั้งของคุณอ๊าทคือคำถามที่ว่าผมสนใจจะไปแข่งแฟนพันธุ์แท้ราชวงศ์จีนหรือเปล่า ผมตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดอะไรมากนัก ทั้งที่การงานรุมเร้าจนไม่ค่อยได้อัพเดทอะไรในแฟนเพจมาเป็นเดือนๆ แต่เมื่อคิดถึงความสนุก การได้มีโอกาสดีๆแบบเดิมที่จะได้เจอคนคอเดียวกัน ฯลฯ ผมจึงตอบตกลง ภายหลังค่อยรู้ว่าคุณอ๊าทไม่ได้ร่วมเข้าแข่งขันเพราะคุณอ๊าทเป็นนางงามจักรวาลไปแล้ว! (มุกตลกเปรียบเปรยของคุณอ๊าทนะครับ อย่ายึดติดตามตัวอักษร)
17 มิ.ย. 2013
การแข่งขันกระชั้นกว่าคราวที่แล้วมาก วันจันทร์สัมภาษณ์ครั้งแรก วันอังคารครั้งที่สอง แล้วแข่งในวันพฤหัสเลย นับจากการสัมภาษณ์ครั้งแรกถึงเริ่มแข่งก็…. 4 วัน ครับ T-T ส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วงอาทิตย์ก่อนหน้านั้นผมไม่ว่างที่จะเข้าสัมภาษณ์ในครั้งแรกตามเวลาที่ทีมงานนัดด้วย แต่ก็ดีครับไม่ต้องเกร็งนาน
18 มิ.ย. 2013 -19.00น.
พอถึงคราวประชุมรวมผู้เข้าแข่งขัน ผมกลายเป็นผู้อาวุโสสุดซะงั้น พลิกกลับตาลปัตรกับ 6 ปีที่แล้ว ที่สำคัญอายุก็ไม่ได้ต่างกันน้อยๆ ต่างกันเป็นสิบปี แต่ต้องยอมรับเลยครับว่าน้องๆทุกคนไม่เพียงมีใจรักในประวัติศาสตร์ราชวงศ์จีนมาก แล้วยังมีความรู้ความสามารถไม่ย่อหย่อนไปกว่ากัน ไม่เว้นแม้กระทั้งน้องเจมส์(ศุภภากร)ซึ่งมีอายุเพียงแค่ 14 ปีเท่านั้น ซึ่งย้อนไปตอนผมอายุเท่าน้อง ตอนเวลาว่างผมยังนั่งเล่นมาริโอ้เช้าเย็นอยู่เลย ซึ่งความสามารถของน้องเจมส์ แสดงให้เห็นถึงความมีใจรักและความสามารถอย่างยิ่งยวดตั้งแต่ยังเด็ก
ไม่ใช่แค่เจมส์เท่านั้น ธัญ แบ็งค์ อั๋น แม้เป็นนักศึกษาที่เรียนเกี่ยวกับเรื่องจีนมาบ้าง แต่ก็มีทั้งความเก่งทั้งกว้างและลึกกว่าที่นักศึกษาทั่วไปมีกันทุกคน เรียกได้ว่า แม้ในเกมส์จะมีตำแหน่งผู้เข้ารอบคอยจัดอันดับพวกเรา แต่นอกเวทีทุกคนสื่อสารและเปลี่ยนความรู้ความเห็นได้เสมอกันหมด เห็นได้ชัดว่าทุกคนเข้ามาตรงจุดนี้ได้ถือว่าทุกคนมีดี  มีดีที่ความรัก มีดีที่ความทุ่มเทให้กับเรื่องราวที่ตัวเองชอบ และมีดีที่ได้ครูดี ซึ่งก็คือบรรดาผู้ถ่ายทอดเรื่องราวจีนๆให้กับสังคมไทยทั้งที่ผ่านทางหนังสือ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ และผมเชื่อเช่นกันว่าน้องๆเหล่านี้ก็จะเป็นครูและแรงบัลดาลใจที่ดีให้กับผู้ที่สนใจเรื่องราวจีนๆต่อไปได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน
20 มิ.ย. 2013 – 18.00น.-23.00น.
ความรู้ความสามารถของทุกคนบนเวที ผมพูดออกมาเป็นสำนวนจีนได้อย่างเต็มปากเต็มคำได้เลยครับว่า “台上一分钟,台下十年功.” แปลว่า “บนเวทีหนึ่งนาทีคือผลจากน้ำพักน้ำแรงนับสิบปี” ทุกคนใช้น้ำพักน้ำแรงนับสิบปีของตนกลั่นออกมาเพื่อแข่งขันกัน (ตามสำนวนนี้ถือว่าผมโชคดีกว่าน้องๆที่เกิดมาก่อนเป็นสิบปี เลยได้อยู่บนเวทีได้นานกว่าหลายนาที) และผลของการแข่งขันผมก็อยากบอกกับน้องๆเป็นวลีภาษาอังกฤษว่า “What you are I once was. What I am you will become.”(ถ้ายังไม่เลิกไปกลางครัน)
ตำแหน่งและรางวัลที่ผมได้ ได้มาจากเงื่อนไขและกติกาของการแข่งขัน ไม่ได้จากการมาคัดเลือกไล่เลียงความสามารถเป็นตัวเลขเป็นอันดับ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ครับว่านี่เป็นรางวัลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่างน้อยที่สุดก็เหมือนสปอรท์ไลท์ดวงหนึ่งที่ส่องมาที่ผม เพราะฉะนั้นผมจะใช้โอกาสนี้สานต่อเจตนารมณ์ของผมให้เป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่สนใจเรื่องจีนให้ดียิ่งๆขึ้นไป ส่วนตำแหน่งแฟนพันธุ์แท้ราชวงศ์จีนในชีวิตจริง เป็นของเราทุกคนที่รักและศึกษาเรื่องราวราชวงศ์จีน โดยของรางวัลมิใช่ข้าวของเงินทอง แต่คือสิ่งที่เราเก็บเกี่ยวมาสอนชีวิต มาสร้างเสริมเป็นบทเรียนเป็นประสบการณ์ของตน ซึ่งทุกคนคงรู้ได้ด้วยตัวเองดีครับ
ไม่มีฮั่นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ผมก็ไม่ได้แข่งแฟนพันธุ์แท้แผ่นดินมังกร
ไม่ได้ไปเรียนที่ปักกิ่ง ก็ไม่ได้ดูรายการอี้จงเทียนพิเคราะห์สามก๊ก
ไม่ได้แปลรายการอี้จงเทียนพิเคราะห์สามก๊ก ก็ไม่ได้ทำแฟนเพจ ทำบล็อก ONG CHINA
ไม่ได้ทำแฟนเพจทำบล็อก ONG CHINA คงไม่ได้กลับมาเจอกับอ๊าทอีก
ไม่ได้กลับมาเจอกับอ๊าทอีก ก็ไม่ได้โอกาสลงแข่งแฟนพันธุ์แท้ราชวงศ์จีน
ไม่ได้ลงแข่ง ก็ไม่ได้ตำแหน่งแฟนพันธุ์แท้ในวันนี้
แน่นอนครับก่อนอื่นต้องมีรายการแฟนพันธุ์แท้ก่อนด้วย….
พวกเราทุกคนต่างค่อยๆสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเราเองขึ้นมา สิ่งที่เราทำได้ตั้งแต่วันนี้คือประวัติศาสตร์ของเราในวันหน้า
ขอขอบคุณทุกๆคนทั้งที่ได้เอ่ยถึงในบทความนี้ และรวมถึงทุกกำลังใจทั้งจากครอบครัว เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ และขอคารวะขอบคุณพี่อั๋นและทีมงานทุกท่านด้วยใจจริงครับ


Tuesday, March 26, 2013

จูล่งไม่ชอบ “ผู้หญิง” จริงหรือ



โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

จูล่ง คือ “สุภาพบุรุษยอดนักรบ” เป็นบุคคลที่ได้รับความนิยมชมชอบมากที่สุดคนหนึ่งในเรื่องสามก๊ก คุณสมบัติสำคัญของเขาคือฝีมือรบที่เก่งกล้าสามารถ ซึ่งอาจจะเหนือชั้นที่สุดในบรรดานักรบยุคสามก๊กด้วยกัน ถึงขนาดที่ต่อสู้มาตลอดชีวิตยังไม่เคยเพลี่ยงพล้ำให้ใคร ไม่เคยมีบาดแผลแม้สักเล็กน้อย

ที่สำคัญ เขาเป็นคนสุภาพ ใจกว้าง อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักให้เกียรติผู้คน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น้องร่วมสาบานของเล่าปี่อย่าง กวนอู และ เตียวหุย ไม่มี

นั่นคือความ “สุดยอด” ของจูล่ง ที่หลอกว้านจง ผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊กบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมา แต่เรามาดูกันเถิดว่า ตัวตนของจูล่งตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้น จะ “เทพ” และ “บริสุทธิ์ผุดผ่อง” ขนาดที่วรรณกรรมว่าไว้หรือไม่

จดหมายเหตุสามก๊ก ประวัติจูล่ง ระบุว่า เขาเกิดที่อำเภอเจิ้นติ้ง เมืองเสียงสาน ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอเป่ย ทางภาคเหนือของจีน ในช่วงที่จูล่งเริ่มต้นอาชีพทหาร มีขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ในแดนเหนืออยู่สองคน คือ อ้วนเสี้ยว และกองซุนจ้าน โดยจูล่งเลือกที่จะสมัครเข้าเป็นทหารในทัพของกองซุนจ้าน ซึ่งเป็นคนที่เขาเชื่อว่ามีคุณธรรมเหนือกว่า

อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมสามก๊กบอกว่าจูล่งเคยเป็นทหารในทัพของอ้วนเสี้ยวมาก่อน พอรู้ว่าอ้วนเสี้ยวเป็นคนไม่ได้เรื่อง จึงย้ายมาอยู่กับกองซุนจ้าน

จะเห็นได้ว่า ผู้แต่งวรรณกรรมถือโอกาสปรับเปลี่ยนเนื้อหา เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำที่ “ไม่เอาไหน” ของอ้วนเสี้ยว และเพื่อ “ยก” จูล่งว่าเป็นคนที่ “มองคนออก” รู้ว่าอ้วนเสี้ยวไม่ได้เรื่องตั้งแต่ไหนแต่ไร

ในช่วงที่เล่าปี่มาขอยืมกำลังทหารของกองซุนจ้านไปช่วยโตเกี๋ยมรบป้องกันเมืองชีจิ๋วจากโจโฉ เล่าปี่ได้ขอยืมตัวจูล่งไปด้วย และทั้งคู่ก็รักใคร่ชอบพอกันนับแต่บัดนั้น หลายปีต่อมา กองซุนจ้านพ่ายต่ออ้วนเสี้ยวจนต้องฆ่าตัวตาย จูล่งจึงได้มารับใช้เล่าปี่สมใจ และทำงานรับใช้นายใหญ่แซ่เล่าด้วยความซื่อสัตย์ตลอดชีวิต

แม้วรรณกรรมจะเล่าเรื่องจูล่งไว้ราวกับเทพยดา แต่หากได้อ่านจดหมายเหตุสามก๊กจะพบว่า จูล่งไม่ใช่ “นายทหารคนสำคัญ” มาตั้งแต่ต้น ดังที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ

ในความเป็นจริงแล้ว จูล่งเพิ่งสร้างชื่อขึ้นมาในช่วงที่เล่าปี่อพยพหนีการตามล่าของโจโฉจากซินเอี๋ย ด้วยการช่วยชีวิต “อาเต๊า” ทารกน้อยลูกชายของนายใหญ่ให้พ้นจากเงื้อมมือศัตรูได้อย่างหวุดหวิด หรือที่รู้จักกันในนาม “จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า”

แม้จะเข้าร่วมในสงครามใหญ่และเป็นกำลังสำคัญของทัพเล่าปี่แทบทุกครั้ง จูล่งกลับไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเท่าที่ควร โดยเป็นเพียงนายทหารระดับกลางเท่านั้น

ผู้รู้ด้านสามก๊กหลายคนวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นเพราะความใจกว้างของเขาที่ชอบสร้างผลงานแต่ไม่ชอบเอาหน้า ทำให้ความชอบไปตกอยู่กับผู้อื่นหมด กว่าจะมาได้เป็นนายทหารใหญ่จริงๆ ก็ต้องรอจนอายุเยอะแล้ว จึงได้เป็นหนึ่งในห้าทหารเสือของจ๊กก๊ก ร่วมกับ กวนอู เตียวหุย ฮองตง และม้าเฉียว

โดยส่วนตัวผมมองว่าเรื่องนี้ธรรมดามาก ทหารมีเยอะแยะ จะให้เด่นให้ดังทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ คนที่ทำความดีความชอบก็คงไม่ได้มีแต่จูล่งคนเดียว ทุกอย่างต้องรอจังหวะเวลา

ที่น่าแปลกก็คือ หลายคนเชื่อว่าจูล่งไม่มี “ภรรยา” เป็นตัวเป็นตน ทั้งๆ ที่ผู้ชายที่เพียบพร้อมอย่างเขา ปรารถนาหญิงงามขนาดไหนก็น่าจะหาได้ไม่ยากนัก

ความเชื่อดังกล่าว น่าจะมีที่มาจากเรื่องราวในวรรณกรรมเป็นสำคัญ เพราะวรรณกรรมสามก๊กเล่าว่า ตอนที่จูล่งรับคำสั่งจากขงเบ้งให้ไปตีเมืองฮุยเอี๋ยง เตียวหอม เจ้าเมืองฮุยเอี๋ยงยอมสวามิภักดิ์ และขอสาบานเป็นพี่เป็นน้องกับจูล่ง จูล่งก็ยอม

จากนั้น เตียวหอมได้เอ่ยปากยกพี่สะใภ้คนงามให้เป็นภรรยาของจูล่ง แต่จูล่งไม่รับ ซ้ำยังโกรธมาก เพราะเขามองว่า เมื่อสาบานเป็นพี่น้องกันแล้ว ตัวเขาก็เป็นเสมือนพี่ชายของเตียวหอม การจะไปเอาพี่สะใภ้มาเป็นเมียย่อมถือว่าผิดประเพณีอย่างรุนแรง

ครั้นเล่าปี่กับขงเบ้งทราบเรื่องเข้า ทั้งสองกลับมองเป็นเรื่องขบขัน ฝ่ายจูล่งให้เหตุผลว่า การใหญ่ของนายยังไม่เสร็จสิ้น เขาจึงยังไม่สมควรจะมีภรรยา โดยตัวเขาเองนั้น “กลัวแต่จะไม่ได้สร้างผลงาน ไม่กลัวที่จะไม่มีเมีย”

ผมว่าหลายคนที่ได้ยินคำพูดนี้ น่าจะรู้สึกตะหงิดๆ ว่า การ “สร้างผลงานให้นาย” กับการ “มีเมีย” มันขัดแย้งกันที่ตรงไหน อย่างไรก็ตาม เรื่องเตียวหอมยกพี่สะใภ้ให้เป็นเมียจูล่งนี้ เป็นเพียงเรื่องราวในวรรณกรรม ไม่มีระบุไว้ในบันทึกประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

แม้วรรณกรรมสามก๊กจะบอกว่าจูล่งไม่มีเมีย แต่เรามาดูกันเถิดว่า จดหมายเหตุสามก๊กเขียนไว้อย่างไรบ้าง?

ใน จดหมายเหตุสามก๊ก: ประวัติจูล่ง บอกแต่เพียงว่า จูล่ง (จ้าวอวิ๋น) มีลูกชายสองคน เมื่อเขาตายแล้ว ลูกคนโตคือ เตียวหอง (จ้าวถง) ได้รับตำแหน่งแทนพ่อ ส่วนลูกคนเล็กคือ เตียวกอง (จ้าวกวง) ได้เข้ารับราชการกับจ๊กก๊ก และเสียชีวิตในระหว่างบุกเหนือกับเกียงอุย

จะเห็นได้ว่า แม้จะไม่มีบันทึกหรือหลักฐานแสดงถึงความมีตัวตนอยู่จริงของภรรยาจูล่ง แต่การที่เขามีลูกชาย ก็แปลว่าจูล่งต้อง “มี” หรืออย่างน้อยก็ “เคยมี” ภรรยา!!

และอันที่จริง การที่จดหมายเหตุสามก๊กไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเมียจูล่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะบันทึกทางประวัติศาสตร์ในยุคนั้นย่อมไม่ได้ให้ความสำคัญกับอิสตรีอยู่แล้ว หากไม่ใช่ระดับเมียเจ้าก๊กหรือคนใหญ่คนโต และจะว่าไป เมียกวนอู เมียเตียวหุย ก็ใช่ว่าจะมีใครรู้จัก

อย่างไรก็ตาม การที่วรรณกรรมเล่าเรื่องไว้ว่า จูล่ง “ไม่มีเมีย” และในประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้กล่าวถึงเมียจูล่ง เป็น “ช่องว่าง” ให้คนจำนวนมากเอาเรื่องส่วนตัวของยอดนักรบผู้นี้ไปคิดไปแต่งเติมต่อๆ กันไป

บ้างก็ว่า จูล่งคง “ไม่ชอบผู้หญิง” ถ้าเป็นสมัยนี้อาจเข้าใจว่าเป็น “เกย์” (คนที่คิดเช่นนี้คงไม่ทราบว่าจูล่งมีลูกชายสองคน แต่การมีลูกก็ไม่แน่ว่าจะช่วยลบล้างความคิดดังกล่าวได้หรือไม่)

โดยสรุปแล้ว เราคงไม่อาจทราบได้ว่าภรรยาของจูล่งหายไปไหน หายไปได้อย่างไร เป็นไปได้ว่าสูงว่านางอาจเสียชีวิตไปก่อน หรืออาจยังมีชีวิตอยู่ แต่เรื่องราวมิได้ถูกบันทึกไว้ หรือนางอาจเลิกร้างกับจูล่งเสียก่อน อันนี้ก็สุดที่จะทราบได้

ผมสรุปดื้อๆ ว่า ของบางอย่างอย่าไปดิ้นรนหาความจริงกันให้เหนื่อยเกิน สู้ทิ้งไว้ให้ได้ใช้จินตนาการกันเล่นๆ ก็สนุกดีเหมือนกันครับ

Saturday, March 16, 2013

ประกาศยุติรายการตอบโจทย์


เรียนท่านผู้ชมที่รักทุกท่าน

เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนต่อวิชาชีพสื่อสารมวลชน ต่อการข่มขู่ คุกคาม และการแทรกแซงการทำงานจากภายใน อย่างไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเพื่อแสดงออกต่อความไม่เห็นด้วยต่อการตัดสินใจยุติการออกอากาศรายการตอบโจทย์ประเทศไทย ตอนสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ 5

ผมและทีมงานทุกคนมีมติเป็นเอกฉันท์ ขอยุติการทำรายการตอบโจทย์ประเทศไทย นับจากบัดนี้เป็นต้นไป เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป ว่าเรายังจะรักษาความเชื่อมั่นในเสรีภาพของสื่อสารมวลชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญไว้ได้อย่างไร

เรายินดีเลือกที่จะสละรายการ เพื่อรักษาหลักการ

เรายินดีที่จะถูกประนาม คุกคาม เพื่อจะจุดไฟท่ามกลางความมืดหวาดขลาดกลัวต่อการสนทนาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้สว่างไสว เพื่อนำการกล่าวร้ายโจมตีในที่มืดออกสู่ที่แจ้ง ให้คนได้ถกแถลงแสดงเหตุผลและหักล้างกันด้วยปัญญา มิใช่อารมณ์

ทั้งนี้ เพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สถาวรสืบไปในระยะยาวอย่างยั่งยืน ด้วยความเชื่อมั่นในระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งดำรงอยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน

น่าเสียดายที่หลักการและเหตุผล อันเป็นบทสรุปสุดท้ายของรายการที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งกรรมการนโยบายมีมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่า สามารถออกอากาศได้ กลับมีชะตากรรมที่พลิกผันในนาทีสุดท้าย จนนำมาสู่การยุติการออกอากาศ ซึ่งได้สร้างความเสียหายต่อศรัทธาที่มีต่อไทยพีบีเอสในวงกว้าง

ทางทีมงาน จึงขอร้องเรียนต่อคณะกรรมการจริยธรรมขององค์การอย่างเป็นทางการ ให้มีการตรวจสอบกระบวนการในการตัดสินใจยุติการออกอากาศรายการอย่างโปร่งใส รวมทั้งตรวจสอบกระบวนการแทรกแซงรายการของผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง รวมทั้งขอให้ฝ่ายบริหารชี้แจง เหตุและผลที่แท้จริงของการตัดสินใจต่อสาธารณะ มากกว่าจะยกข้อกฎหมายมาอธิบายความย้อนหลัง อันนำมาสู่คำถามและความเสียหายมากขึ้นในวงกว้าง

เพื่อเป็นการยุติข่าวลือทางร้าย ในนามรายการผมขอชี้แจงว่า การยุติการออกอากาศรายการนั้น มิได้เกิดจากการแทรกแซงของรัฐบาล ของบุคคลใกล้ชิดหรือเชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างที่มีความพยายามจะกล่าวร้าย อีกทั้งมิได้เป็นการกดดันในระดับนโยบาย แต่กระบวนการตรวจสอบภายในสู่ภายนอกอย่างโปร่งใสและไม่สมยอมเท่านั้น ที่จะทำให้ฝ่ายบริหารตอบสังคมได้อย่างตรงไปตรงมาว่า

เหตุผลที่แท้นั้นคืออะไร ในการตัดสินใจยุติการออกอากาศรายการตอบโจทย์ประเทศไทย

และนี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยพีบีเอสต้องร่วมกันตอบ

ก่อนจะตอบโจทย์ประเทศไทยต่อไปได้

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

ในนามทีมงานทุกคน

Friday, February 15, 2013

Do you hear the people sing?


Do you hear the people sing?

Singing a song of angry men?

It is the music of a people

Who will not be slaves again!

When the beating of your heart

Echoes the beating of the drums

There is a life about to start

When tomorrow comes!



สุมาเต๊กโช "นายดี"



บุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีบทบาทมากนักในเรื่องสามก๊ก แต่เป็นคนที่มีความ “น่าค้นหา” ในสายตาของนักอ่านจำนวนมาก หลายคนมองเขาเป็นปราชญ์ลึกลับ ผู้มี “คม” แฝงเร้นอยู่ในฝัก

เขาผู้นี้ แซ่ “สุมา” (ซือหม่า) ชื่อ “ฮุย” (ฮุย) ชื่อรองว่า “เต๊กโช” (เต๋อเชา) ทว่าสามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ไม่ยอมเรียกเขาว่า “สุมาฮุย” กลับเอาแซ่มาเรียกรวมกับชื่อรอง กลายเป็น “สุมาเต๊กโช”

สุมาเต๊กโชอาศัยอยู่ในเมืองซงหยง แคว้นเกงจิ๋ว สติปัญญาเยี่ยมยอด เป็นมหาปราชญ์คนหนึ่ง รอบรู้ในศิลปะวิทยาการต่างๆ แทบทุกแขนง แต่เป็นคนรักสันโดษ ไม่ปรารถนาในลาภยศ ที่สำคัญคือ ซินแสผู้นี้เป็นอาจารย์ของยอดปราชญ์แห่งแผ่นดินหลายคน รวมทั้ง “ขงเบ้ง” และ “ชีซี”

บังเต๊กกง ปราชญ์ผู้เป็นอาของบังทอง เป็นคนตั้งฉายา “อาจารย์แว่นน้ำ” ให้สุมาเต๊กโช อันหมายถึงการเป็นผู้รู้รอบด้าน อ่านสถานการณ์ใดๆ ก็ทะลุปรุโปร่ง ราวกับมองเห็นภาพอนาคตสะท้อนอยู่ในน้ำ (ถ้าเป็นฝรั่งคงเหมือนแม่หมอดูลูกแก้วประมาณนั้น)

วรรณกรรมสามก๊กอ้างว่า สุมาเต๊กโชเป็นผู้ตั้งฉายา “ฮกหลง” ซึ่งแปลว่า “มังกรเร้นกาย” ให้กับขงเบ้งและ “ฮองซู” ซึ่งแปลว่า “หงส์ดรุณ” ให้กับ “บังทอง” โดยกล่าววาจาอมตะว่า “หากได้ใครคนใดคนหนึ่งมาใช้งาน ก็จักรวบรวมได้ใต้หล้า”

ตามเนื้อความในวรรณกรรมสามก๊ก สุมาเต๊กโชปรากฏบทบาทครั้งแรก เมื่อ “พระปิตุลา” เล่าปี่ หนีภัยมาจากเกงจิ๋ว และมาขออาศัยค้างคืนที่บ้านของเขา โดยซินแสแว่นน้ำได้แนะนำเล่าปี่ที่กำลังตกอับว่า เหตุที่ยังตั้งตัวไม่ได้เป็นเพราะไม่มีปราชญ์ดีๆ เป็นที่ปรึกษาให้

จากนั้น สุมาเต๊กโชยังทำปริศนาเป็นคำว่า “ฮกหลง” และ “ฮองซู” โดยนัยแล้วคือให้นายพลเล่าไปเชิญคนทั้งสองมาร่วมทำการใหญ่ ทว่าตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เขาไม่เคยถ่ายทอดสองฉายานี้ให้เล่าปี่ได้ทราบแต่อย่างใด

สุมาเต๊กโชเป็นตัวอย่างปราชญ์ผู้รักความสันโดษ ไม่สนใจในลาภยศสรรเสริญ เอาแต่เที่ยวท่องไปในป่าดงพงไพร คบหาแต่เหล่าบัณฑิต ไม่วุ่นวายกับการเมือง จึงใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

ที่น่าแปลกคือ บรรดาลูกศิษย์ของเขาต่างทนความเย้ายวนไม่ไหว พากันกระโดดเข้าสู่ยุทธจักรไปผจญความวุ่นวาย ทั้งชีซี บังทอง รวมทั้งขงเบ้งที่ไม่เคยคิดจะไปสู้รบปรบมือกับใครที่ไหน เพียงเห็นน้ำตาของเล่าปี่ก็ใจอ่อน ยอมออกไปลำบากตรากตรำตลอดชีวิต

ไม่มีใครได้อยู่สบายๆ เหมือนสุมาเต๊กโชผู้เป็นอาจารย์เลย

เกร็ดที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ เวลาสุมาเต๊กโชได้ยินอะไรจากใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย เขามักตอบว่า “ดี” อยู่เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่ง สตรีนางหนึ่งมาบอกเขาว่าลูกชายของนางเพิ่งตายไป สุมาเต๊กโชก็ยังตอบว่า “ดี” จนตัวเขาเกือบโดนเมียตบว่าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร

แท้จริงแล้ว นั่นคือสัญลักษณ์ของความเป็น “ปราชญ์เต๋า” ผู้ไม่ยินดียินร้ายต่อความเป็นไปต่างๆ จนเป็นที่มาของสำนวนจีน “หาวเห่าเซียนเซิง” (好好先生) หรือ “นายดี” ซึ่งโดยมากมักหมายถึงคนที่ไม่ยินดียินร้าย หรืออาจหมายถึงคนที่มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ เรียกได้ว่า “อะไรอะไรก็ดี”

จะคิดเช่นนี้ได้ ย่อมต้องเป็นคนที่เข้าใจในความเป็นไปในชีวิตและหลักธรรมชาติอย่างถ่องแท้เท่านั้น

การได้รู้จักกับคนอย่างสุมาเต๊กโช น่าจะถือเป็น “กำไรชีวิต” อย่างแท้จริง ปัญหาก็คือ ด้วยความที่ชอบเร้นกายหลับใหลไม่รู้พอ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะหาตัวเจอ

แม้นใครได้คบหาคนประเภทนี้สักคน จงหมั่นรักษาความสัมพันธ์ไว้ให้ดี เอาใจแลกใจ คบกันด้วยคุณธรรมน้ำมิตร ยิ่งคบเขา เรายิ่งฉลาด ยิ่งพูดคุยกันเหมือนได้ลับสมองประลองปัญญา ถือเป็นมิตรที่ล้ำค่าโดยแท้จริง