Friday, February 15, 2013

สุมาเต๊กโช "นายดี"



บุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีบทบาทมากนักในเรื่องสามก๊ก แต่เป็นคนที่มีความ “น่าค้นหา” ในสายตาของนักอ่านจำนวนมาก หลายคนมองเขาเป็นปราชญ์ลึกลับ ผู้มี “คม” แฝงเร้นอยู่ในฝัก

เขาผู้นี้ แซ่ “สุมา” (ซือหม่า) ชื่อ “ฮุย” (ฮุย) ชื่อรองว่า “เต๊กโช” (เต๋อเชา) ทว่าสามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ไม่ยอมเรียกเขาว่า “สุมาฮุย” กลับเอาแซ่มาเรียกรวมกับชื่อรอง กลายเป็น “สุมาเต๊กโช”

สุมาเต๊กโชอาศัยอยู่ในเมืองซงหยง แคว้นเกงจิ๋ว สติปัญญาเยี่ยมยอด เป็นมหาปราชญ์คนหนึ่ง รอบรู้ในศิลปะวิทยาการต่างๆ แทบทุกแขนง แต่เป็นคนรักสันโดษ ไม่ปรารถนาในลาภยศ ที่สำคัญคือ ซินแสผู้นี้เป็นอาจารย์ของยอดปราชญ์แห่งแผ่นดินหลายคน รวมทั้ง “ขงเบ้ง” และ “ชีซี”

บังเต๊กกง ปราชญ์ผู้เป็นอาของบังทอง เป็นคนตั้งฉายา “อาจารย์แว่นน้ำ” ให้สุมาเต๊กโช อันหมายถึงการเป็นผู้รู้รอบด้าน อ่านสถานการณ์ใดๆ ก็ทะลุปรุโปร่ง ราวกับมองเห็นภาพอนาคตสะท้อนอยู่ในน้ำ (ถ้าเป็นฝรั่งคงเหมือนแม่หมอดูลูกแก้วประมาณนั้น)

วรรณกรรมสามก๊กอ้างว่า สุมาเต๊กโชเป็นผู้ตั้งฉายา “ฮกหลง” ซึ่งแปลว่า “มังกรเร้นกาย” ให้กับขงเบ้งและ “ฮองซู” ซึ่งแปลว่า “หงส์ดรุณ” ให้กับ “บังทอง” โดยกล่าววาจาอมตะว่า “หากได้ใครคนใดคนหนึ่งมาใช้งาน ก็จักรวบรวมได้ใต้หล้า”

ตามเนื้อความในวรรณกรรมสามก๊ก สุมาเต๊กโชปรากฏบทบาทครั้งแรก เมื่อ “พระปิตุลา” เล่าปี่ หนีภัยมาจากเกงจิ๋ว และมาขออาศัยค้างคืนที่บ้านของเขา โดยซินแสแว่นน้ำได้แนะนำเล่าปี่ที่กำลังตกอับว่า เหตุที่ยังตั้งตัวไม่ได้เป็นเพราะไม่มีปราชญ์ดีๆ เป็นที่ปรึกษาให้

จากนั้น สุมาเต๊กโชยังทำปริศนาเป็นคำว่า “ฮกหลง” และ “ฮองซู” โดยนัยแล้วคือให้นายพลเล่าไปเชิญคนทั้งสองมาร่วมทำการใหญ่ ทว่าตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เขาไม่เคยถ่ายทอดสองฉายานี้ให้เล่าปี่ได้ทราบแต่อย่างใด

สุมาเต๊กโชเป็นตัวอย่างปราชญ์ผู้รักความสันโดษ ไม่สนใจในลาภยศสรรเสริญ เอาแต่เที่ยวท่องไปในป่าดงพงไพร คบหาแต่เหล่าบัณฑิต ไม่วุ่นวายกับการเมือง จึงใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

ที่น่าแปลกคือ บรรดาลูกศิษย์ของเขาต่างทนความเย้ายวนไม่ไหว พากันกระโดดเข้าสู่ยุทธจักรไปผจญความวุ่นวาย ทั้งชีซี บังทอง รวมทั้งขงเบ้งที่ไม่เคยคิดจะไปสู้รบปรบมือกับใครที่ไหน เพียงเห็นน้ำตาของเล่าปี่ก็ใจอ่อน ยอมออกไปลำบากตรากตรำตลอดชีวิต

ไม่มีใครได้อยู่สบายๆ เหมือนสุมาเต๊กโชผู้เป็นอาจารย์เลย

เกร็ดที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ เวลาสุมาเต๊กโชได้ยินอะไรจากใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย เขามักตอบว่า “ดี” อยู่เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่ง สตรีนางหนึ่งมาบอกเขาว่าลูกชายของนางเพิ่งตายไป สุมาเต๊กโชก็ยังตอบว่า “ดี” จนตัวเขาเกือบโดนเมียตบว่าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร

แท้จริงแล้ว นั่นคือสัญลักษณ์ของความเป็น “ปราชญ์เต๋า” ผู้ไม่ยินดียินร้ายต่อความเป็นไปต่างๆ จนเป็นที่มาของสำนวนจีน “หาวเห่าเซียนเซิง” (好好先生) หรือ “นายดี” ซึ่งโดยมากมักหมายถึงคนที่ไม่ยินดียินร้าย หรืออาจหมายถึงคนที่มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ เรียกได้ว่า “อะไรอะไรก็ดี”

จะคิดเช่นนี้ได้ ย่อมต้องเป็นคนที่เข้าใจในความเป็นไปในชีวิตและหลักธรรมชาติอย่างถ่องแท้เท่านั้น

การได้รู้จักกับคนอย่างสุมาเต๊กโช น่าจะถือเป็น “กำไรชีวิต” อย่างแท้จริง ปัญหาก็คือ ด้วยความที่ชอบเร้นกายหลับใหลไม่รู้พอ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะหาตัวเจอ

แม้นใครได้คบหาคนประเภทนี้สักคน จงหมั่นรักษาความสัมพันธ์ไว้ให้ดี เอาใจแลกใจ คบกันด้วยคุณธรรมน้ำมิตร ยิ่งคบเขา เรายิ่งฉลาด ยิ่งพูดคุยกันเหมือนได้ลับสมองประลองปัญญา ถือเป็นมิตรที่ล้ำค่าโดยแท้จริง

1 comment:

  1. ถ้าไม่ใช่ระดับพระเกจิอาจารย์ ในประเทศเราจะมีคนแบบนี้บ้างไหมครับ
    คนแบบสุมาเต็กโช ผมว่าหายากว่าคนแบบฮกหลงฮองชูซะอีก

    ReplyDelete

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ