Sunday, December 7, 2014

ทริป "สามก๊กตะวันออก ตอน ตะลุยผาแดง"


และแล้ว ทริป "สามก๊กตะวันออก ตอน ตะลุยผาแดง" ระหว่างวันที่ 22-27 พ.ย. 2557 ก็สำเร็จเสร็จสิ้นลงได้ด้วยดีนะครับ ขอขอบพระคุณชาวคณะทุกท่าน สำหรับการเป็นเพื่อนร่วมทางที่ยอดเยี่ยม ตลอด 6 วัน 5 คืน

ผมดีใจที่โปรแกรมทัวร์ที่เขียนเองกับมือ ได้ปรากฏผลออกมาเป็นรูปเป็นร่าง เป็นความรู้สึกที่สุดยอดจริงๆ สำหรับคนรักสามก๊กอย่างผม

ประทับใจที่สุด และจะจดจำไว้เสมอ สำหรับการมาทำฝันให้เป็นจริงร่วมกันในครั้งนี้ครับ

(ภาพถ่าย ณ กู่หลงจง บ้านขงเบ้ง โดยน้องแอน ธันวา หัวหน้าทัวร์อาสา)

Tuesday, October 21, 2014

บรรยากาศงานเสวนา "สามก๊ก จริงหรือเท็จฯ"



ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เข้าร่วมงานเสวนา "สามก๊ก จริงหรือเท็จ ตอน ค้นหาวีรชนที่หล่นหาย" และเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวหนังสือ "นามานุกรมสามก๊ก ฉบับแฟนพันธุ์แท้" เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา ในงานมหกรรมหนังสือฯ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นะครับ 

บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างสนุกสนาน และอัดแน่นด้วยเรื่องสามก๊กในมุมที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ มากมายจริงๆ


** สำหรับผม นี่คือการพูดเรื่องสามก๊กทีสนุกที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต และได้พูดในเรื่องที่ตัวเองอยากพูดล้วนๆ ไม่ต้องเอาใจตลาด **

สิ่งที่ยอดเยี่ยมและเป็นเกียรติที่สุดคือได้ขึ้นเวทีกับอาจารย์ทองแถม นาถจำนง ปรมาจารย์เรื่องจีนศึกษาและสามก๊กแห่งสยามประเทศ นั่นทำให้นอกจากจะเป็น "ผู้พูด" แล้ว ผมยังเป็น "ผู้ฟัง" และได้ความรู้ใหม่ๆ จากอาจารย์ไปพร้อมกันด้วย

ขอบคุณทุกคนอีกครั้งนะครับ เอาไว้มีเวลาจะมาเล่าให้ฟังว่าเราคุยอะไรกันบ้าง เรื่องสนุกๆ ทั้งน้านนน

Monday, October 6, 2014

ถูกผิดแพ้ชนะ วัฏจักร เวียนว่างดาย...



滾滾長江東逝水,浪花淘盡英雄。
น้ำแยงซี รี่ไหล ไปบูรพา
คลื่นซัดกวาดพา วีรชน หล่นลับหาย
O so vast, O so mighty, 
The Great River rolls to sea,

Flowers do waves thrash, Heroes do sands smash,


是非成敗轉頭空:青山依舊在,幾度夕陽紅。
ถูกผิดแพ้ชนะ วัฏจักร เวียนว่างดาย
สิงขรยังคง ตะวันยังฉาย นานเท่านาน
When all the dreams drain, Same are loss and gain.
Green mountains remain, Under pink sunsets,

白髮漁樵江渚上,慣看秋月春風。
เกาะกลางชล คนตัดฟืนผมขาว เฒ่าหาปลา
สาร์ทวสันต์เห็นมา เหลือหลาย ที่กรายผ่าน
Hoary fishers and woodcutters, Along the banks, find calm water,
In autumn moon or in spring wind,

一壺濁酒喜相逢:古今多少事,都付笑談中。
สรวลสุราขุ่น ป้านใหญ่ ให้ตำนาน
เก่าเก่าใหม่ใหม่ เสพสราญ ว่ากันไป...
By the wine jars, fill porcelain.
Discuss talk and tale, Only laugh and gale...

[บทกวีจีนโดย หลอกว้านจง
สำนวนแปลไทยโดย ทองแถม นาถจำนง
สำนวนแปลอังกฤษโดย บรีวิตต์ เทย์เลอร์]

(Image by Andrew Hitchcock)

Saturday, October 4, 2014

ชาดี จากเมืองอูจิ






ได้ชาอร่อยมาครับ ซื้อมาจากเมืองอูจิ เมืองนี้ทั้งสวย และขึ้นชื่อเรื่องชา ร้านที่ซื้อเป็นร้านดัง อยู่บนถนนที่มีชาขายตลอดทั้งสาย

ปกติผมไม่ค่อยประสีประสาเรื่องญี่ปุ่น แต่เป็นคนชอบดื่มชามาก สังเกตว่าเวลาไปซื้อชาที่เมืองจีน ที่ร้านจะชง "ร้อน" ให้กิน แต่ที่ญี่ปุ่นนี่ เจอแบบ "เย็น" เสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่อากาศก็เย็น ซึ่งก็เหมาะกับการซื้อกลับมากินเมืองไทยยิ่งนัก

ที่เห็นในภาพ (บนสุด) เป็นแบบ tea bag แช่น้ำเย็นไว้ 5-10 นาทีก็ดื่มได้แล้ว รสชาติดี กินแล้วมีรสชา-ติดอยู่ที่ลิ้นด้วย ชอบอ้ะะ

嬉しい!! 

Tuesday, September 30, 2014

นามานุกรมสามก๊ก ฉบับแฟนพันธุ์แท้


เอ้า ... มาแล้วครับ ให้เห็นกันชัดๆ ครั้งแรก

หนังสือ "นามานุกรมสามก๊ก ฉบับแฟนพันธุ์แท้" เปิดตัว 19 ต.ค. 57 ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ครับ


"ถูกผิดแพ้ชนะ วัฏจักร เวียนว่างดาย สิงขรยังคง ตะวันยังฉาย นานเท่านาน"

เสวนา "สามก๊ก จริงหรือเท็จ ตอน ค้นหาวีรชนที่หล่นหาย"


งานเสวนา "สามก๊ก จริงหรือเท็จ ค้นหาวีรชนที่หล่นหาย" วันอาทิตย์ที่ 19 ต.ค. นี้ เวลา 9.30-12.00 น. ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์ทองแถม นาถจำนง ปรมาจารย์สามก๊กแห่งสยามประเทศ มาเป็นวิทยากรร่วมกับลูกศิษย์อย่างผม ชัชวนันท์ สันธิเดช แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก 

ขอแจ้งให้ทราบว่า งานนี้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องจองที่นั่งล่วงหน้านะครับ รายละเอียดตามภาพครับ

Tuesday, September 2, 2014

งานเสวนา "สโมสรศิลปวัฒนธรรม"

[วิทยากรท่านแรก อ.สุเนตร ชุตินทรานนท์]

งานเสวนา สโมสรศิลปวัฒนธรรม โดย มติชน อคาเดมี่ จัดขึ้นเป็นประจำเดือนละครั้ง ที่ผ่านมาจัดมาแล้ว ๒ ครั้ง ณ โถงกลาง อาคารมติชน อคาเดมี่ ติดกับอาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด ตรงประชาชื่น ไม่ไกลจากตลาดบองมาเช่

แต่ละครั้ง เค้าจะเชิญวิทยากรที่น่าสนใจมาบรรยาย อย่างครั้งแรกที่จัด ช่วงปลายเดือน ส.ค. วิทยากรคือ อาจารย์สุเนตร ชุตินทรานนท์ กระบี่มือหนึ่งของประเทศในเรื่องประวัติศาสตร์ไทย-พม่า มาพูดในหัวข้อเรื่อง ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ตัวท่านมีส่วนร่วมสำคัญ เป็นที่ปรึกษาให้ท่านมุ้ยโดยตลอด

[อดีต รมต.คมนาคม ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ชัชชาติ สิทธิพันธ์ มาเดี่ยวไมโครโฟน]

[มีวงดนตรีมาขับกล่อมช่วงพักกลางวัน]

[ช่วงพัก คนยังไ่ม่เยอะ แต่ถึงเวลาคนก็เต็มนะครับ]

และครั้งที่ ๒ จัดขึ้นวันที่ 28 ก.ย. เต็มวัน ในหัวข้อเรื่อง "แผนที่โครงการรถไฟสมัยรัชกาลที่ ๕  กับการพัฒนาเมกะโปรเจ็คต์ของไทยปัจจุบัน" ช่วงเช้ามี อ.ไกรฤกษ์ นานา มาบรรยาย ช่วงบ่ายมี อดีต "รัฐมนตรีคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" คุณชัชชาติ สิทธิพันธ์ มาร่วมให้ความรู้

แต่ละครั้ง ในช่วงพักเบรก มีขนม น้ำชา กาแฟ ให้ทานกันฟรีๆ ด้านนอกมีอาหารขาย เป็นอาหารจากหลักสูตรที่เปิดสอนโดย มติชน อคาเดมี่ เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีหลายๆ สำนักพิมพ์มาขายหนังสือในราคาลด รวมทั้งหนังสือของสำนักพิมพ์มติชนเองด้วย


[น้ำชา กาแฟ ขนมฟรี]

[หนังสือลดราคา]

ครั้งต่อไป จำได้ว่าจะจัดช่วงสัปดาห์ที่สามของเดือน ก.ย. หัวข้อน่าจะเกี่ยวกับ "รัฐประหารโดยพระเพทราชา" แค่ฟังหัวข้อก็น่าสนใจมากๆ ทีเดียว ใครสนใจแวะเวียนไปฟังกันได้นะครับ ชิล ชิล อยู่ได้ทั้งวัน ฟรีตลอดงาน

ที่เขียนเชียร์นี่ไม่ได้มีผลประโยชน์หรือได้รับค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น แต่เขาทำดี เราก็ต้องกล้าชม จัดต่อไปนะจ๊ะ


Friday, August 8, 2014

สถานที่ท่องเที่ยวในเสฉวน

สำหรับท่านที่อยากไปเที่ยวเสฉวน ผมขอให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวสักหน่อย เพื่อท่านจะได้เลือกจัดโปรแกรมได้ถูกต้องตรงใจ

ที่เที่ยวในมณฑลเสฉวนมีอยู่มากมายหลายประเภท โดยผมขอแบ่งออกเป็น 6 หมวดหมู่หลัก ดังนี้


เที่ยวธรรมชาติ 

เสฉวนเป็นมณฑลที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันโดดเด่นอยู่มากมายเป็นอันดับต้นๆ ของจีน ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคงหนีไม่พ้น จิ่วโจ้โกว รองลงมาคือ พระใหญ่เล่อซาน เขาง้อไบ๊ นอกจากนี้ ยังมีที่เที่ยวที่มีจุดเด่นเฉพาะตัวอย่าง อุทยานธารน้ำแข็งไห่โหลวโหว ภูเขาสกีซีหลิง ระบบชลประทานตู้เจียงเยี่ยน ฯลฯ เรียกได้ว่าต่อให้มีเวลาเป็นเดือนก็ยังยากจะเที่ยวได้ทั่ว



ท่องเที่ยวศึกษาประวัติศาสตร์

ด้วยความที่เป็นดินแดนเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นเมืองเอกของวรรณกรรม “สามก๊ก” ที่คนไทยรู้จักกันดี จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความเกี่ยวพันกับบุคคลสำคัญและเรื่องราวประวัติศาสตร์จำนวนมาก อาทิ ศาลขงเบ้ง หรือ อู่โหวฉือ ชื่อแรกๆ ที่มักปรากฏในโปรแกรมเที่ยวของกรุ๊ปทัวร์, กระท่อมตู่ฝู่ กวีชื่อดังสมัยราชวงศ์ถัง, สุสานหยงหลิง กษัตริย์ผู้สถาปนาราชวงศ์สู่ ในยุคห้าวงศ์สิบแคว้น


และหากพร้อมจะเดินทางไกลออกไปหน่อย ก็น่าจะไปเยี่ยมเยือนเมืองกว่างหยวน บ้านเกิดของพระนางบูเช็คเทียน เมืองหลางจง อดีตเมืองในปกครองของ เตียวหุย ขุนพลชื่อดังจากเรื่องสามก๊ก โดยนักท่องเที่ยวที่หลงใหลประวัติศาสตร์สามารถจัดทริปให้เหมาะสมกับความสนใจของตนเอง แต่อย่าหวังว่าจะเที่ยวได้ครบ เพราะนั่นคงต้องใช้เวลาหลายเดือนเลยทีเดียว



เมืองเก่า เมืองโบราณ

ในเสฉวน มีเมืองโบราณที่ติด 1 ใน 4 สุดยอดเมืองอนุรักษ์ของจีนอยู่ด้วย นั่นคือ เมืองโบราณหลางจง อยู่ในเมืองหลางจง (เมืองเตียวหุย) อีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเมืองโบราณจาวฮว่า อยู่ในเมืองกว่างหยวน ทั้งสองเมืองล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องสามก๊ก


พิพิธภัณฑ์

มีพิพิธภัณฑ์หลักอยู่สองแห่งที่อยากแนะนำให้ไปเที่ยวกัน คือ พิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย อยู่ที่เมืองเต๋อหยาง และ พิพิธภัณฑ์จินซา อยู่ในเมืองหลวงเฉิงตู ทั้งสองแห่งเต็มไปด้วยโบราณวัตถุอันประเมินค่าไม่ได้ 

  
ซิกเนเจอร์อื่นๆ

หากต้องการเที่ยวสถานที่ดังๆ ที่ใครๆ ก็ต้องมาเที่ยว และถือเป็น “เอกลักษณ์เฉพาะ” ของมณฑลเสฉวน ก็อย่างเช่น ไปชม “หมีแพนด้า” ที่ศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์แพนด้า เมืองเฉิงตู ไปชม “โชว์เปลี่ยนหน้ากาก” มรดกทางวัฒนธรรมของชาวเสฉวน เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ควร “เก็บให้ครบ” หากมีโอกาสมาเยือนดินแดนร้อยหุบเขาแห่งนี้


ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นการแบ่งแบบหยาบๆ ให้เลือกเที่ยวกันได้ตามความสนใจ และตามเวลาที่พึงมี แต่ขอให้จำไว้ว่า มณฑลเสฉวนใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งประเทศเสียอีก เราคนไทยแท้ๆ อยู่เมืองไทยมาหลายสิบปียังเที่ยวไทยไม่ทั่วเลย 

หากหวังจะเที่ยวเสฉวนให้ทั่วในเวลาไม่กี่วันก็ย่อมเป็นไปไม่ได้เช่นกัน... จริงไหมครับ?!!

Thursday, August 7, 2014

ว่าด้วยเรื่อง ... แท็กซี่เมืองจีน


การเดินทางด้วยแท็กซี่ในเสฉวน รวมทั้งอีกหลายเมืองใหญ่ๆ ในประเทศจีน ถือว่าค่อนข้างสะดวกครับ แต่แน่นอนว่า คนขับแทบทุกคนสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเราพูดจีนไม่เป็น ก็ขอให้เตรียมชื่อของจุดหมายที่ต้องการเดินทางไปเป็นตัวเขียนจีนเอาไว้ก่อน พอขึ้นรถก็ยื่นให้เขาดู

แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้น แนะนำว่า ให้ลองออกเสียงชื่อสถานที่ที่จะไปเป็นสำเนียงจีน (ถ้าทำได้) ถ้าเขาฟังไม่รู้เรื่องค่อยหยิบโพยให้ดู จะสะดวกกว่า

ที่สำคัญคือ แท็กซี่ที่นี่ไม่มีการปฏิเสธผู้โดยสารเป็นอันขาด 

ครั้งแรกๆ ที่ผมขึ้นแท็กซี่จีน ไอ้เราก็ทำไปตามความเคยชินของคนกรุงเทพ คือเปิดประตูแล้วแต่ยังไม่กล้าก้าวขึ้นรถ ก็บอกจุดหมายปลายทางที่ต้องการไปให้รู้ก่อน แล้วถามคนขับว่าจะไปไม่ไป พี่คนขับได้ยินดังนั้น จึงสวนกลับมาว่า “คุณจะถามทำไมเล๊า รีบๆ ขึ้นมาสิ คุณเรียกผมก็ต้องไปอยู่แล้ว” 

เพราะฉะนั้น ถ้าจะขึ้นแท็กซี่ที่เมืองจีน หากเขาเปิดไฟ แปลว่าพร้อมรับผู้โดยสาร เราก็ก้าวขึ้นรถไปได้เลย  ไม่ต้องกลัวจะถูกเชิญลงแล้วอ้างว่าต้องไปส่งรถ (เดี๋ยวนี้บ้านเราเองเรื่องนี้ก็ดีขึ้นเยอะแล้ว ยกเว้นจะไปเรียกแท็กซี่ตอนฝนตกหรือคืนวันศุกร์ อันนั้นยังคงยากอยู่)

ส่วนเรื่องค่าโดยสาร อัตราเริ่มต้นจะสูงกว่าที่กรุงเทพเล็กน้อย อย่างในมณฑลเสฉวน ค่าแท็กซี่เริ่มต้นประมาณ 8-9 หยวน (ราวๆ 40-45 บาท) จากนั้นก็คิดไปตามระยะทาง ซึ่งถูกกว่าเมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ ที่สตาร์ท 13 หยวน (70 กว่าบาท) ขึ้นไปทั้งนั้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่เมืองไหนก็มีข้อดีเหมือนกัน คือ "ไม่ค่อยตุกติก" ไม่ใช่ว่าคุณธรรมสูงส่งอะไรนะครับ แต่เป็นเพราะมิเตอร์ในรถทุกคันจะออกใบเสร็จให้ พอถึงที่หมาย คนขับกดปุ่ม ใบเสร็จก็จะไหลออกมา (ซึ่งของไทยไม่มีตรงนี้) และเราก็ควรจะรับใบเสร็จนั้นไว้ เผื่อลืมของจะได้ตามได้

เรื่องออกใบเสร็จนี่ เป็นอีกจุดหนึ่ง ที่ผมว่าแท็กซี่ไทยน่าจะมีมากๆ


เรื่องความปลอดภัยก็ไม่ค่อยมีปัญหาครับ แท็กซี่ในเมืองใหญ่ๆ มักจะมีกระจกกั้นระหว่างคนขับกับผู้โดยสาร ไม่สามารถทำร้ายกันและกันได้ ส่วนในเสฉวนนี่มีเฉพาะบางคัน แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกันว่ามีแท็กซี่จีนปล้นผู้โดยสาร หรือพาไปทำมิดีมิร้ายนะ

ข้อดีอีกอย่างคือ แท็กซี่ที่จีนแทบทุกคัน จะมีแบงก์เตรียมไว้ทอนเป็นฟ่อน คือเขาจะรู้หน้าที่เลยว่าตัวเองขับแท็กซี่ ต้องมี “เงินทอน” ตลอดเวลา อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ค่อนข้างสบายใจได้ แต่ทางที่ดี เตรียมแบงก์ย่อยไว้เถอะครับ เพื่อความสะดวก

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของแท็กซี่จีนก็คือ ออกจะทำ "ตามใจฉัน" ค่อนข้างมาก เช่น อยากปิดแอร์ก็ปิด อยากเปิดก็เปิด บางทีอากาศมันเย็น เขาเปิดกระจกรับลม เราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่คนขับบางคน เรานั่งอยู่บนรถแท้ๆ มันควักบุหรี่ออกมาสูบหน้าตาเฉย อันนี้เจอบ่อยมาก เป็นสิ่งหนึ่งที่แท็กซี่ไทยไม่กล้าทำ ขืนทำมีหวังโดนร้องเรียน ปรับอานแน่


มีเรื่องอยากเล่าให้ฟังปิดท้าย คือคนขับแท็กซี่จีนแทบทุกคน พอรู้ว่าผมเป็นคนไทย ก็มักจะแสดงอาการตื่นเต้น ชวนเราคุยยาวๆ ทีนี้ ถ้าเป็นเรื่องทั่วๆ ไป ผมก็พอคุยได้บ้าง แต่เขาชอบถามเรื่องการบ้านการเมือง อันนี้เจอบ่อยมากๆ (ความสนใจเหมือนแท็กซี่ไทยเลย) เช่น ที่ไปล่าสุดนี่ก็ถามถึงนายกยิ่งลักษณ์ (อิง-ลา) เรื่องปิดถนนประท้วง เรื่องการรัฐประหาร 

มาอีหรอบนี้ ต่อให้อยากคุยก็คุยลำบาก มันต้องคิดคำพูดเยอะเกิน ก็ได้แต่บอกว่า “หว่ออยากคุยกะหนี่นะ แต่ภาษาจีนหว่อไม่ค่อยแข็งแรงอ่ะ” 

เรื่องพวกนี้ ทำให้รู้สึกได้เลยว่า เมืองไทยยังเป็นอะไรที่น่าสนใจเสมอสำหรับคนจีน ไม่ว่าจะในทางบวกหรือทางลบก็ตาม 

ก่อนจบ ขอบอกว่า ที่ผมเล่ามานี่ มาจากประสบการณ์โดยรวมๆ นะครับ เพราะคำว่า “เมืองจีน” นี่ เป็นอะไรที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก ประสบการณ์ของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน หากใครเคยมีประสบการณ์ที่แตกต่างเกี่ยวกับแท็กซี่จีนก็แบ่งปันกันได้ ไม่มีปัญหาครับ

Tuesday, August 5, 2014

การขอวีซ่าจีนด้วยตนเอง


โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(เขียนเมื่อ 4 สิงหาคม 2557) 

วันนี้จะขออธิบายเรื่องไม่สนุก แต่มีสาระ และเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่อยากเดินทางไปเที่ยวเมืองจีนด้วยตนเองเหมือนผมนะครับ นั่นก็คือ "การยื่นขอวีซ่าจีน"

การขอวีซ่า

ก่อนจะเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศจีน สิ่งแรกที่ต้องทำคือขอวีซ่าเสียก่อน ปกติการขอวีซ่าจีนถือว่าไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากนัก มีพวกบริษัททัวร์เป็นเอเยนต์รับทำให้อยู่แล้ว เสียค่าบริการประมาณ 300-500 บาทต่อคน (ไม่รวมค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้สถานทูต) แต่ถ้าไม่อยากเสียเงินก็ไปทำเองได้

[ช่วงเก้าโมงกว่า คนจะเยอะทีเดียว] 
เอกสารที่ต้องใช้

การขอวีซ่าจีนด้วยตนเองถือว่าไม่ยาก แค่ยื่นเอกสารให้ครบโดยไม่ต้องมีการสัมภาษณ์ ส่วนใหญ่ก็จะได้รับอนุมัติแทบทั้งนั้น  โดยเอกสารที่ต้องใช้มีดังนี้

  1. แบบขอวีซ่า: ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.china-embassy.org/eng/visas/P020130830084172690840.pdf พยายามกรอกให้ครบ ช่องไหนไม่มี ให้เขียน “N/A” หรือ “NONE” ที่สำคัญคือ ต้องเป็นเวอร์ชั่น 2013 เท่านั้น!! ถ้าเป็นเวอร์ชั่น 2011 จะใช้ไม่ได้ โปรดสังเกตที่ด้านบนขวาของตัวแบบ 
  2. รูปถ่ายสี 2 X 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ทากาวแปะที่หน้าแรกของแบบ (เรื่องไม่เกิน 6 เดือนนี่ไม่ซีเรียส ขอให้เป็นรูปเราจริงๆ ก็แล้วกัน)
  3. ตัวเล่มพาสปอร์ต พร้อมถ่ายสำเนาหน้าแรกและเซ็นรับรอง 1 ชุด
  4. สำเนาตั๋วเครื่องบิน 1 ชุด
  5. ใบจองที่พัก 1 ชุด เช่น ถ้าจองผ่าน Agoda.com ก็ให้ปริ๊นท์ใบยืนยันการจองที่ส่งมาทางอีเมล์ แผ่นเดียวพอแล้ว
ข้อควรรู้เกี่ยวกับเอกสาร

  • ปัจจุบันไม่ต้องใช้ Statement จากธนาคารแล้ว
  • กรณีขอหลายคน สามารถให้หนึ่งในคนที่จะร่วมเดินทางเป็นตัวแทนไปยื่นได้ ไม่จำเป็นต้องไปกันทุกคน และไม่ต้องใช้ใบมอบอำนาจ
  • การพิจารณาออกวีซ่าของสถานทูตจีน แม้จะไม่ยาก แต่มีข้อจำกัดเฉพาะตัวบางประการ เช่น หากเป็นสาวประเภทสอง ชื่อเป็นชาย แต่เขียนหน้าทาปากเป็นผู้หญิง อย่างนี้อาจถูกปฏิเสธได้ เพราะประเทศจีนค่อนข้างอ่อนไหวในเรื่องพวกนี้

[ผู้ที่มาก่อน 8.00 น. จะให้นั่งรอหน้าประตูก่อน พอ 8.00 น. ตึกเปิด จึงให้ไปเข้าคิวด้านใน] 
สถานที่

สถานที่ขอวีซ่าจีนอยู่ที่อาคาร AA ใกล้สถานทูตจีนและห้างฟอร์จูนทาวน์ หากเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน ให้ลงที่สถานีพระรามเก้า ทางออกที่ 1 (ทางออกเดียวกับห้างฟอร์จูน) แล้วเดินเท้าอีกประมาณ 400 เมตร (ระหว่างเดิน ถนนรัชดาจะอยู่ขวามือ) จนเหงื่อแตกซิกซิกจึงจะถึง หรือสามารถเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากหน้าสถานีรถไฟใต้ดิน บอกว่าไปตึก AA (เอเอ

ถ้าขับรถมา จอดได้ที่เซ็นทรัลพระรามเก้า (3 ชั่วโมงแรกจอดฟรีไม่เสียเงิน แต่อย่าลืมไปอุดหนุนกิจการเขาด้วยนะครับ) แล้วข้ามมาอีกฝั่งถนน โดยเดินลอดใต้ถนนมาทางสถานี MRT พระรามเก้า หรือจะจอดที่ตึกฟอร์จูนก็ได้ แล้วเดินหรือขึ้นมอเตอร์ไซค์ต่อเอา

ถ้านั่งแท็กซี่มา ก็บอกแท็กซี่ว่าไปรัชดาซอย 3 แล้วลงที่หน้าปากซอย อยู่ตรงนั้นเลย


[จุดรับบัตรคิว] 
เวลา

ทางศูนย์จะเปิดให้รับบัตรคิวประมาณ 8.30 น. และจะเปิดให้ยื่นเอกสารตั้งแต่ 9.00-11.30 น. หากไม่อยากรอนาน หรือต้องไปทำงานต่อ แนะนำให้มาไม่เกิน 8.00 น. พี่ รปภ.จะให้เข้าคิวรอที่ชั้นล่าง พอถึง 8.30 น. ก็จะเปิดให้เดินขึ้นบันไดไปรับบัตรคิวที่ชั้น 2  และจะเริ่มให้ยื่นเอกสารตั้งแต่ 9.00 น.

ผมเคยลองจับเวลาขณะรอยื่นเอกสาร 1 คิวใช้เวลาประมาณ 3 นาที และมักจะเปิดให้ยื่นแค่ 2-3 ช่อง ดังนั้น สมมุติว่าได้คิวที่ 10 ก็ต้องรอประมาณ 30 นาที แต่ถ้าได้คิวที่ 50 ก็ต้องรอหลายชั่วโมง จึงแนะนำให้มาเร็วหน่อยจะสะดวกกว่า


[เคาน์เตอร์]

การตรวจเอกสาร

พอถึงคิวเรา เจ้าหน้าที่จะตรวจเอกสาร หากมีจุดที่ต้องแก้ไขก็จะแจ้งให้เราทราบและแก้ไขกันตรงนั้น ใช้เวลาประมาณ 3-4 นาที โดยจะออกใบรับสีชมพูให้ ใบรับนี้อย่าทำหายนะครับ เดี๋ยวจะวุ่นวาย


[วันไปรับพาสปอร์ต เข้าคิวช่องแรกซ้ายสุดได้เลย]

ค่าธรรมเนียมและระยะเวลากว่าจะได้พาสปอร์ตคืน

การขอวีซ่าจีนมีค่าธรรมเนียม 1,000 บาท หลังจากยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้ว ต้องรอประมาณ 3-4 วันทำการจึงจะได้ (ซึ่งถือว่าเร็วมากแล้วเมื่อเทียบกับวีซ่าประเทศอื่นๆ) แต่สามารถยื่นขอแบบเร่งด่วน ได้รับภายใน 2-3 วัน ค่าธรรมเนียมเพิ่มเป็น 1,800 บาท หรือแบบด่วนสุดคือวันเดียวได้ ค่าธรรมเนียม 2,200 บาท ทั้งหมดนี้สำหรับการเข้าประเทศจีนครั้งเดียว ถ้าแบบเข้าจีนได้หลายครั้งค่าธรรมเนียมก็จะแพงกว่า

การไปรับวีซ่าจีน

ไปรับได้ระหว่าง 9.00-11.30 น. รอคิวไม่นานมากครับ ที่เดียวกับตอนยื่นเอกสาร ขึ้นไปชั้น 2 ได้เลย แต่ไม่ต้องรับบัตรคิว ให้ถือใบรับสีชมพูไปเข้าคิวรอชำระเงินที่ช่องซ้ายสุด พอชำระแล้วก็เอาใบเสร็จไปต่อคิวช่องที่อยู่ติดกัน เพื่อขอรับตัวเล่ม 

ในตอนหน้าจะมาสอนวิธีกรอกแบบยื่นขอวีซ่าโดยละเอียดอีกครั้งนะครับ

---------------------

หมายเหตุ - ระเบียบการขอวีซ่าจีนเปลี่ยนค่อนข้างบ่อย จึงควร recheck ก่อนนำข้อมูลไปใช้ ผู้เขียนไม่สามารถรับผิดชอบใดๆ ในการนำข้อมูลนี้ไปใช้ทั้งสิ้น

Saturday, August 2, 2014

อุทยานฟู่เล่อ "รางวัลแด่คนช่างฝัน" (จบ)

[รูปปั้น "ซานเก้อ" หรือสามพี่น้อง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย 
ด้านหน้าอุทยานฟู่เล่อ เมืองเหมียนหยาง มณฑลเสฉวน คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือน]

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

ผมเดินต้านแรงโน้มถ่วงขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จุดแวะชมต่อมา คือ "เรือนศิลาจารึก" ข้างในเป็นแผ่นหินแกะสลัก เขียนเป็นลายมือของขงเบ้งและบุคคลสำคัญอื่นๆ  ผมเข้าไปเดินดูสักครู่ แล้วรีบเดินขึ้นเขาต่อไป เพราะเชื่อว่าบนยอดเขาคงจะมีอะไรมากกว่านี้

[เรือนศิลาจารึก มีแผ่นหินเขียนเป็นลายมือขงเบ้ง]

เดินขึ้นมาอีกไม่กี่ร้อยเมตร ก็ได้เจอกับไฮไลท์สำคัญ คือ "หอ" ขนาดใหญ่ เป็นทรงจีนโบราณแท้ สูงห้าชั้น มองภายนอกสวยงามใช่ย่อย

ผมเก็บภาพจนพอใจ เดินสังเกตการณ์ไปรอบๆ สักพัก แล้วจึงเดินดุ่มๆ เข้าไปด้านใน โดยมิรู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างในนั้น

แต่แล้ว ทันทีที่เคลื่อนย้ายตัวเองผ่านพ้นบานประตู ก็ได้เจอกับภาพขนาดยักษ์บนผนังตรงหน้า

เป็นการยืนยันว่า ข้าพเจ้ามาถูกที่แล้ว ...แน่นอน 100%


[ภาพเล่าเจี้ยง เล่าปี่ ขนาดยักษ์ อยู่บนผนังชั้นล่างของหอ]

ภาพดังกล่าว เป็นภาพของ "เล่าเจี้ยง" เจ้าเมืองเสฉวน กับ "เล่าปี่" ขุนศึกร่วมแซ่ ยืนอยู่เคียงข้างกัน สายตาของทั้งคู่เมียงมองไปข้างหน้า มือขวาของเล่าเจี้ยงผายออก เหมือนต้องการจะชี้ให้เล่าปี่ชมอะไร ส่วนเล่าปี่ก็ลูบหนวด ท่าทางครุ่นคริด

ผมเข้าใจเหตุการณ์ของภาพนี้ได้ทันที นี่แหล่ะ..คือตอนที่เล่าเจี้ยงพาเล่าปี่ขึ้นไปชมทิวทัศน์ของเมืองเสฉวน หลังจาก "น้องเจี้ยง" เชิญให้ "พี่ปี่" นำกำลังเข้ามาช่วยป้องกันเมือง และจัดงานเลี้ยงต้อนรับขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้ 


[(ซ้าย) ตัวหอ (ขวา) ภาพเล่าเจี้ยง เล่าปี่ ขนาดยักษ์ อยู่บนผนังชั้นล่างของหอ]

ด้วยความอยากรู้จนทนไม่ไหว ผมรีบเดินวนขึ้นบันไดหอไปเรื่อยๆ ทีละชั้น ทีละชั้น จนถึงชั้นบนสุด จึงได้พบกับทิวทัศน์ที่น่าตื่นตะลึงยิ่ง

ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า คือภาพของ "เมืองเหมียนหยาง" ทั้งเมือง

บัดนี้ ผมกำลังยืนอยู่ตรงที่เล่าปี่เคยยืน และได้เห็นทิวทัศน์จุดเดียวกับที่เล่าปี่เคยเห็น 

.... เพียงแต่ต่างยุคต่างสมัยกัน 1,800 ปี เท่านั้น

[ทิวทัศน์เมืองเหมียนหยาง จากจุดเดียวกับที่เล่าปี่เคยมอง และเอ่ยปากว่าเมืองนี้ทั้งร่ำรวยและมีความสุข]

แม้จะไม่ใช่วิวเดียวกันเสียทีเดียว เพราะสมัยก่อนไม่มีตึกคอนกรีต ไม่มีถนนหลายสาย ไม่มีสะพานข้ามแม่น้ำเหมือนสมัยนี้ แต่เล่าปีก็เคยมองเมืองทั้งเมืองจากตรงนี้เช่นกัน

ดังที่ได้เล่าไปในตอนที่แล้วว่า หลังจากพี่ใหญ่แห่งสวนท้อได้เห็นวิวงดงามจับจิต ก็ถึงกับอุทานออกมาว่า เมืองนี้ ทั้ง "มั่งคั่ง" (ฟู่) และ "มีความสุข" (เล่อ) 

ด้วยสองเท้ายืนหยัดอยู่บนชั้นสูงสุดของหอสูง ซึ่งสร้างอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขา

... วินาทีนั้น ผมคิดว่าผมรับรู้ถึงความรู้สึกของเล่าปี่ได้เป็นอย่างดี

ชื่นชมวิวงามได้พักใหญ่ ผมเดินลงจากหอ และก้าวเท้าต่อไปยังจุดที่น่าจะมีอะไรให้ดูอีก

ผมเดินไปบนทางเดิน มุ่งไปยังริมเขา จนได้พบกับไฮไลท์ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมาก่อน เป็นสิ่งที่ไม่มีบอกไว้ในหนังสือท่องเที่ยวหรือเว็บไซต์ท่องเที่ยวใดๆ ไม่ว่าจะภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย

[รูปปั้น ขงเบ้ง และ เล่าปี่ ที่ยืนรอผมอยู่ ณ ยอดเขา]

มันคือ .. รูปปั้นของ "สองผู้ยิ่งใหญ่" ซึ่งไม่ใช่เล่าเจี้ยงและเล่าปี่อีกต่อไป แต่เป็น "เล่าปี่" และ "ขงเบ้ง" 

คนทั้งคู่มองตรงไปข้างหน้า เพ่งพิจารณาเมืองเสฉวน ด้วยสายตาทะเยอะทะยานยิ่ง 

ขงเบ้งยืนอยู่ทางซ้าย ถือพัดขนนก กิริยาอาการคล้ายกับกำลังบอกเล่าปี่ว่า...

"นายท่าน นี่แหล่ะคือแผ่นดินที่เราต้องเอามาครองให้ได้"

[ซูมให้ดูใกล้ๆ รูปปั้น ขงเบ้ง และ เล่าปี่ "รางวัล" ที่ผมได้รับ จากการเดินทางไกลมาถึงที่นี่]

ในฐานะคนที่คลั่งไคล้เรื่องสามก๊กมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย อุตส่าห์ดั้นด้นมาจากเมืองไทย จนได้มาเหยียบแผ่นดินเสฉวน แล้วจับรถไฟออกจากเมืองหลวง ต่อมายังเมืองอันห่างไกลที่ไม่ค่อยมีคนไทยรู้จัก ก่อนจะปีนเขาสูงขึ้นมาจนถึงจุดนี้

เมื่อได้พบกับรูปปั้นสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งจ๊กก๊กแบบไม่คิดไม่ฝัน จึงรู้สึกเหมือน เล่าปี่ และ ขงเบ้ง กำลังบอกผมว่า ....

"ยินดีต้อนรับ ไอ้หลานเอ๋ย เอ็งทำได้ดีมาก"

การได้มายังสถานที่ประวัติศาสตร์ของเรื่องสามก๊ก ซึ่งเป็นที่ๆ ไม่มีทัวร์ไทยที่ไหนพามา และได้พบกับอนุสรณ์แห่งบุคคลสำคัญ บนจุดสูงสุดของภูเขา ซึ่งเราเองก็ไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่

ผมถือว่านี่คือ "รางวัลแด่คนช่างฝัน" ที่ตนเองได้รับไปแล้วเต็มๆ ณ จุดนี้

ก่อนกลับ ผมเดินอ้อมไปด้านหน้าอุทยาน เพื่อถ่ายรูปกับรูปปั้น "ซานเก้อ" หรือสามพี่น้อง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย เพื่อเป็นที่ระลึกว่าผมเป็นคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ได้มาเยือนสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งยุคสามก๊กแห่งนี้ ที่แม้แต่คนจีนยังไม่ค่อยจะรู้จัก

ตอนต่อไป ผมจะกลับไปที่เฉิงตู ยังมีอะไรอีกมากที่อยากเล่าให้ฟังครับ

--------------------------


หมายเหตุ วรรณกรรมสามก๊กแต่งเติมขึ้นมาด้วยว่า "บังทอง" กุนซือหงส์ดรุณ ได้ขัดคำสั่งเล่าปี่ โดยใช้อุบายเลียนแบบ "งานเลี้ยงที่ประตูหงเหมิน" ให้อุยเอี๋ยนทำทีรำกระบี่ แล้วสังหารเล่าเจี้ยงเสีย ณ ที่ตรงนี้ แต่นายทหารเสฉวนรู้ทันจึงเข้ามาป้องกันนายตนไว้ สุดท้ายกลายเป็นการทะเลาะวิวาทกันของสองฝ่าย ทว่าเล่าปี่สั่งยุติศึกไว้ได้ทันโดยไม่เสียเลือดเนื้อ 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นการสร้างเรื่องของหลอกว้านจงล้วนๆ โดยส่วนตัวนี่คือหนึ่งในจุดที่ผม "ไม่ชอบที่สุด" ในวรรณกรรมสามก๊ก ที่ไปโยนอุบายตื้นเขินให้ตัวละครอย่างบังทอง ซึ่งหากเขาโง่เง่าที่กระทำการอย่างนั้นจริง ย่อมไม่มีทางกลายเป็นปราชญ์นามกระเดื่องเช่นนี้ 

ที่ขอแทรกเรื่องนี้ไว้ เพราะเรื่องราวดังกล่าว เขียนขึ้นโดยสมมุติให้เกิด ณ ฟู่เล่อซานกงหยวน ตรงนี้แหล่ะ


Tuesday, July 29, 2014

อุทยานฟู่เล่อ "รางวัลแด่คนช่างฝัน" (๑)

[แผ่นหินบอกชื่ออุทยาน ณ ทางเข้าฝั่งทิศใต้]

นี่คือสถานที่ที่ผมตั้งหน้าตั้งตารอเป็นอันดับต้นๆ ของทริปบุกเดี่ยวเสฉวนเที่ยวนี้เลยนะครับ

สถานที่นี้มีชื่อว่า "ฟู่เล่อซานกงหยวน" แปลเป็นไทยคือ "อุทยานภูเขาฟู่เล่อ" อยู่ในเมืองเหมียนหยาง ห่างจากนครหลวงเฉิงตูออกมาราวๆ 135 กม. (โดยระยะทาง ถ้าเฉิงตูคือกรุงเทพ เหมียนหยางก็เปรียบได้กับสิงห์บุรี ประมาณนั้น)

ผมนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟจ้าวเจว๋ย์ เมืองเฉิงตู มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังเมืองเหมียนหยาง เช้าวันนั้นฝนตกลงมาค่อนข้างหนัก ทำให้ผมตัดสินใจออกจากที่พักล่าช้ากว้าโปรแกรมที่วางไว้ กว่าจะมาขึ้นรถไฟได้ก็ประมาณ 10.40 จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะจับรถไฟเที่ยว 8 โมงกว่าๆ

ผมขึ้นรถไฟ (ความเร็วปกติ) ผ่านเมืองเต๋อหยาง (ที่ตั้งของสุสานบังทองที่เคยเล่าให้ฟังเมื่อทริปที่แล้ว อ่านได้ ที่นี่) และมาลงที่เมืองเหมียนหยาง จุดหมายปลายทางในครั้งนี้

พอถึงสถานีรถไฟเมืองเหมียนหยาง ผมเดินเข้าไปอีกตึกหนึ่ง เพื่อซื้อตั๋วรถไฟขากลับรอไว้ เพราะไม่อยากต่อแถวยาวในช่วงเย็น

[สถานีรถไฟเมืองเหมียนหยาง]

จากนั้น ผมเดินผ่านบรรดาแท็กซี่ที่มาโบกมือดัก กวักมือเรียกอยู่หน้าสถานี เพราะรู้ดีว่าพวกนี้มักชอบโขกราคาแพงเว่อร์ (ประสบการณ์จากเมืองไทยทำให้เราคาดเดาเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนจีนแท้ๆ บางคนถึงยังไปใช้บริการอยู่)

อย่างไรก็ตาม ด้วยความอยากรู้ จึงอดไม่ได้ที่จะถามเจ้าโชเฟอร์คนหนึ่งที่มาชวนขึ้นรถว่าจะคิดราคาเท่าไร พอบอกจุดหมายปลายทางไปเท่านั้น พ่อเจ้าประคุณตอบกลับมาว่า "30 หยวน" (ประมาณ 150 บาทไทย)

ด้วยความที่ศึกษาระยะทางมาเป็นอย่างดี ผมจึงตอบกลับไปเป็นภาษาจีนว่า "นายนี่คิดแพงเว่อร์เลยว่ะ"

นี่ขนาดในรถมันมีผู้โดยสารนั่งอยู่คนนึงแล้วนะครับ คือมันกะจะรับคนจนเต็มรถ ยังกะวินสองแถวบ้านเรา แถมคิดราคาต่อคนแพงกว่าค่าบริการแท็กซี่ปกติ 2-5 เท่า ประมาณว่ากะวิ่งเทียวเดียว ได้ตังค์เท่ากับวิ่งทั้งวัน ว่างั้น

ผมเดินออกมาจากสถานีสัก 150 เมตร ยืนอยู่ริมถนน เรียกแท็กซี่ที่วิ่งผ่าน แล้วขึ้นไปนั่งสบายๆ มุ่งหน้าต่อไปยังจุดหมาย อยู่ห่างออกไปเพียง 6 กม.

โชเฟอร์แท็กซี่พาผมขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำ มองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเหมียนหยางโดยรอบ และไปส่งผมที่ประตูฝั่งทิศใต้ของตัวอุทยาน ค่าโดยสาร 13 หยวน (68 บาท) เท่านั้น (ถึงได้บอกไงครับว่าแท็กซี่ที่ไปจอดรถที่สถานีรถไฟมันคิดแพงเว่อร์)

ในที่สุดก็มาถึงแล้ว สถานที่ๆ ผมอยากมาเยือนและรอคอยมานาน ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ... "ฟู่เล่อซานกงหยวน" (富乐公园) หรือ "อุทยานภูเขาฟู่เล่อ" 


[บันไดทางเข้าสวน ด้านบนมีภาพเหตุการณ์เล่าปี่พบเล่าเจี้ยง 
ยืนยันว่ามาถูกที่แน่นอน]

ถามว่าทำไมผมถึงอยากมาที่นี่นัก?

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมได้ศึกษาข้อมูลว่า สถานที่นี้ คือที่ที่ "เล่าเจี้ยง" เจ้าเมืองเสฉวน ใช้ต้อนรับ "เล่าปี่" ขุนศึกร่วมแซ่ หลังจากเล่าเจี้ยงขอให้เล่าปี่ ซึ่งครองเมืองเกงจิ๋วอยู่ขณะนั้น นำกำลังมาช่วยต้านทัพของเตียวฬ่อ เจ้าเมืองฮันต๋ง ที่กำลังจะยกทัพลงมาบุกเสฉวน 

เล่าเจี้ยงเปิดเมืองรับเล่าปี่ ท่ามกลางการคัดค้านของนายทหารเสฉวนหลายคน ที่มองว่าการเรียกพี่ใหญ่แห่งสวนท้อมาช่วยป้องกันเมือง เปรียบเสมือนเปิดประตูให้ "เสือ" เข้ามาในบ้าน แต่ขุนศึกคนซื่อหาฟังไม่ บอกว่าเล่าปี่คือญาติร่วมแซ่ ไม่มีทางคิดร้ายต่อตนเองแน่นอน

พอคณะของเล่าปี่เดินทางมาถึง เล่าเจี้ยงได้จัดเลี้ยงต้อนรับอย่างใหญ่โต ณ สถานที่แห่งนี้ พร้อมพาเล่าปี่ไปชมวิวทิวทัศน์ของเมือง ซึ่งปัจจุบันคือเมืองเหมียนหยาง

เล่าปี่เห็นทิวทัศน์ที่งดงามสุดจะบรรยาย ก็ถึงกับหลุดปากออกมาว่า "นี่ช่างเป็นแผ่นดินที่มั่งคั่งและมีความสุขเสียนี่กระไร .... กูอยากได้เสียจริงๆ" (ท่อนหลังสุดผมเติมเองครับ 555+)  

คำพูดของเล่าปี่นี่เอง ที่กลายเป็นชื่อของอุทยานแห่งนี้ "ฟู่" (富) แปลว่า "มั่งคั่ง, ร่ำรวย" ส่วน "เล่อ" (乐) แปลว่า "มีความสุข" 

(ส่วน "ซาน" () แปลว่า ภูเขา และ "กงหยวน" (公园)  แปลว่า สวน หรือ อุทยาน)

... ฟู่เล่อซานกงหยวน จึงหมายถึง อุทยานภูเขาแห่งความสุขและความมั่งคั่ง นั่นเอง



[สวนสวยแห่งแรงที่ผมพบ มีรูปหญิงงามดีดพิณผีผา]

ผมเดินเข้าไปในอุทยาน ซึ่งไม่เก็บค่าผ่านประตูเลยแม้แต่หยวนเดียว อากาศหลังฝนตกใหม่ๆ ดีมากๆ บริสุทธิ์ สดชื่น ค่อนข้างเย็น กลิ่นไอฝนลอยมาเตะจมูก หายใจได้เต็มปอด

เชื่อว่านักท่องเที่ยวจากแดนไกลสักคน คงไม่อาจคาดหวังอากาศที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว

ผมเดินต้านแรงโน้มถ่วงโลกเข้าไปด้านใน (ที่ใช้คำว่า "ต้านแรงโน้มถ่วง" เนื่องจากที่นี่เป็นภูเขา จึงต้อง "เดินขึ้น") เมื่อยขาไม่ใช่เล่น แต่ด้วยความที่อากาศดี ทำให้คลายความเหนื่อยไปได้เยอะ

จุดแรกที่พบ เป็นสวนสวย เดินผ่านประตูเข้าไป พบกับบึงขนาดใหญ่ น้ำเขียวใส มีรูปปั้นหญิงงามกำลังดีดพิณอยู่กลางบึง  รอบๆ บึงมีทางเดิน มีเก๋งจีนให้นั่งพักผ่อน มองไปเห็นประดา ส.ว.จีน จับกลุ่มร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน

(เห็นแล้วนึกถึงคนแก่แถวลาดพร้าวบ้านผม ที่ไปจับกลุ่มพูดคุย ร้องคาราโอเกะตรงฟู้ดคอร์ทห้างบิ๊กซี ผมว่าคนแก่ที่นี่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าเยอะ)

เดินเล่นอยู่ในสวนสักพัก ผมก็ออกจากสวน และเดินต้านแรงโน้มถ่วงโลกขึ้นเขาต่อไป เพื่อพบกับ "อะไรสักอย่าง" ที่รออยู่บนนั้น

"อะไรสักอย่าง" นั้น จะเป็นอะไร ในตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ


----------------------------

Sunday, July 27, 2014

ตู้เจียงเยี่ยน เมืองในฝัน บ้านหลินปิง (จบ)

[ถนนริมเขื่อนตู้เจียงเยี่ยน เต็มไปด้วยร้านรวง บรรยากาศชิลชิล น่าเดินมาก]

เคยเล่าไปแล้วถึง "ระบบชลประทานตู้เจียงเยี่ยน" ระบบบริหารจัดการน้ำมหัศจรรย์อายุหลายพันปี ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนเสฉวนตลอดมา

ในตอนนี้จะเล่าถึง "เมืองตู้เจียงเยี่ยน" ซึ่งผมได้ไปสัมผัส ระหว่างเดินทางไปท่องเที่ยวระบบชลประทานดังกล่าว

อ้อ เพื่อไม่ให้สับสน ผมขอเรียก ระบบชลประทานตู้เจียงเยี่ยน ว่า "เขื่อน" นะครับ แม้ว่าที่จริงมันจะเป็นมากกว่าเขื่อน ดังได้เล่าไว้ในตอนที่แล้ว แต่ก็ขอเรียกดังนี้ เพื่อให้จำกันง่ายๆ

เมืองแห่งนี้ มีสถานที่ท่องเที่ยวหลักสองแห่ง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

หนึ่งคือ "เขื่อนตู้เจียงเยี่ยน" ตามที่ได้เล่าไปแล้ว

และอีกหนึ่งคือ "ภูเขาชิงเฉิง" สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

ยังไม่นับสถานที่รองๆ อย่าง "ปี้เฟิงเสีย" สถานเพาะพันธุ์แพนด้าที่นักท่องเที่ยวน้อยคนจะได้มาเยือน เพราะส่วนใหญ่นิยมไปศูนย์แพนด้าตรงชานเมืองเฉิงตู (ชื่อทางการคือ ศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์แพนด้า เฉิงตู 成都大熊猫繁育研究基地) ซะมากกว่า

หลินปิง แพนด้าน้อยขวัญใจคนไทยก็ถูกส่งมาอยู่ที่นี่ .. ที่ตู้เจียงเยี่ยนนี่แหล่ะ ไม่ใช่เฉิงตูนะครับ

[หินสลักตัวอักษร ยืนยันว่า ระบบชลประทานตู้เจียงเยี่ยน คือ "มรดกโลก"]

ผมขึ้น "รถไฟความเร็วสูง" สายภูเขาชิงเฉิง (ชื่อเดียวกับจุดหมายปลายทางของรถไฟสายนี้) จากเมืองเฉิงตู มุ่งหน้าตู้เจียงเยี่ยน

รถไฟขบวนนี้หยุดแค่ 3 สถานี สถานีแรกผมจำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร สถานีที่สองชื่อ "ตู้เจียงเยี่ยน" ซึ่งผู้ที่จะไปเที่ยวเขื่อนต้องลงตรงนี้ และสถานีสุดท้ายชื่อ "ภูเขาชิงเฉิง" สำหรับผู้ที่ต้องการไปเที่ยวภูเขาดังกล่าวนั่นเอง

ผมลงรถไฟ ณ สถานีตู้เจียงเยี่ยน เพื่อมุ่งหน้าไปเที่ยวเขื่อน ทันทีที่ลงจากรถไฟ มองไปรอบๆ สถานีแห่งนี้ยังใหม่เอี่ยม ขนาดใหญ่โตโอ่โถง

เดินออกมาข้างนอก มีห้องน้ำที่ทั้งสะอาดและสวยอยู่ด้านหน้า ให้ผู้โดยสารได้เข้ามาปลดทุกข์ก่อนเดินทางต่อ

ผมขึ้นรถเมล์ราคาสองหยวน (สิบบาทกว่าๆ) ที่มาจอดรออยู่ด้านหน้า โดยรถเมล์คันนี้จะไปสุดสายที่ตัวเขื่อนพอดี

[สถานีรถไฟเมืองตู้เจียงเยี่ยน]

ตลอดเวลาที่อยู่บนรถเมล์ มองไปรอบๆ รู้สึกทึ่งกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมืองตู้เจียงเยี่ยน ดูเหมือนมีการจัดวางผังเมืองเป็นอย่างดี รู้เลยว่าเป็นเมืองที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ 

เมืองทั้งเมืองสะอาดสะอ้าน หันไปทางไหนก็งามตา มองไปข้างหน้าเป็นวิวทิวเขาอยู่ในเมฆหมอก งดงามยิ่ง

รถเมล์คันที่ผมนั่ง (ที่จริงคือยืน) วิ่งอยู่บนถนนสายหลัก มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมือง พาผู้คนไปลงยังสถานที่หลักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัย โรงพยาบาล สนามกีฬา ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ

บนขบวนรถมีผู้สูงอายุทยอยกันขึ้นๆ ลงๆ ทุกคนดูยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เร่งรีบเกรี้ยวกราดเหมือนคนจีนในเมืองใหญ่ๆ ที่ได้เห็นมา (รวมทั้งเฉิงตูด้วย)

[อนุสรณ์ม้าขี่ลูกโลกอยู่ใจกลางเมือง]

เชื่อว่าคนไทยน้อยคนนักที่จะเคยมาเยือนเมืองนี้ ถ้าจะมีก็คือคนที่มาเที่ยวเสฉวน และบังเอิญมีเขื่อนตู้เจียงเยี่ยนอยู่ในโปรแกรมทัวร์ด้วยเท่านั้น* ซึ่งแม้จะเป็นเช่นนั้น ก็คงยากที่จะได้มีโอกาสสัมผัสเมืองทั้งเมืองใกล้ชิดแบบนี้

ผมนึกในใจว่า ชาวเมืองตู้เจียงเยี่ยน ถือได้ว่า "โชคดี" กว่าคนจีนในอีกหลายเมือง

และหากท่านได้มาเห็นเมืองนี้ด้วยตาเหมือนผม ท่านอาจจะบอกตัวเองว่า...

"นี่ไม่ใช่เมืองจีนที่เราเคยรู้จักจริงๆ"


----------------------------

หมายเหตุ - * โปรแกรมทัวร์เสฉวนส่วนใหญ่ หากไม่ไปจิ่วไจ้โกว ก็จะไปง้อไบ๊ เล่อซาน หรือหากเป็นพวก "เจาะลึกเฉิงตู" ก็จะเน้น ศาลขงเบ้ง โชว์เปลี่ยนหน้ากาก ชมหมีแพนด้า ฯลฯ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ได้ยินว่าทางเมืองตู้เจียงเยี่ยนกำลังพยายามโปรโมท ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งนักท่องเที่ยวไทยให้มาเที่ยวเหมือนกัน



Friday, July 25, 2014

หัวอกคนเล่าประวัติศาสตร์


วันก่อนไปฟัง อาจารย์สุเนตร ชุตินทรานนท์ นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ชื่อดัง เล่าเรื่องภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ที่มติชน อคาเดมี่ มาครับ

อาจารย์ท่าน ในฐานะผู้มีส่วนร่วมกับหนังเรื่องนี้โดยตรง ได้เล่าหลายๆ เรื่องที่น่าสนใจมาก โดยยึดเอาภาพยนตร์ของท่านมุ้ย (ซึ่งผมเคยดูแค่ 2 ภาคแรก และไม่ได้ดูอีก เพราะไม่รู้สึกสนุก) เป็นโครง ก่อนจะเชื่อมโยงกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์

ก็พูดถึงทั้งอยุธยา ทั้งหงสาฯ เรื่องสงคราม เรื่องการรบทัพจับศึก เรื่องบุคคลสำคัญต่างๆ เรื่องยุทธหัตถี ฯลฯ ว่าอะไรมีบันทึกไว้ อะไรเป็นสิ่งที่แต่งเติมเสริมเข้ามาเพื่อความสนุกของหนัง

ได้รู้เรื่องราวที่ไม่เคยรู้มาก่อนเยอะแยะ

ตอนท้ายเขาเปิดโอกาสให้ถามคำถาม ผมจึงลุกขึ้นถามว่า เคยอ่านมาว่า แท้จริงแล้วพระมหาอุปราชาไม่ได้ถูกพระนเรศวรฟันคอขาดตาย แต่ถูกฝ่ายอยุธยายิงปืนไฟใส่จนสิ้นชีพคาหลังช้าง เรื่องจริงเป็นอย่างไร

อาจารย์สุเนตรจึงตอบคำถาม โดยอรรถาธิบายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างละเอียด ซึ่งก็เป็นไปตามที่ผมเข้าใจ

กล่าวคือ หลักฐานพม่าระบุว่า พระมหาอุปราชาโดนทหารรับจ้างฝรั่งของฝ่ายอยุธยาเอาปืนยิงตาย..โดยไม่ตั้งใจ (อ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ พม่ารบไทย)

นั่นแปลว่ากระไร?

ก็แปลว่า หากเชื่อหลักฐานพม่า เรื่องราว "ยุทธหัตถี" ระหว่างทั้งสองพระองค์ คือ พระนเรศ กับ พระมหาอุปราช ย่อมไม่เคยเกิดขึ้นจริง!! (คือเตรียมจะมารบกัน แต่ฝ่ายนึงตายก่อน)

ตลอดเวลาที่พูดอยู่ 2 ชั่วโมงกว่าๆ อาจารย์สุเนตรท่านจะคอยสอดแทรกเสมอว่า เรื่องในหนัง รวมทั้งเรื่องที่เราเรียนกันมาแต่เด็กนั้น อะไรมีบันทึกไว้ อะไรไม่มีในหลักฐานทางประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ผมจะลุกขึ้นถาม ท่านก็ไม่ได้พูดถึงเลยว่ายุทธหัตถีระหว่างทั้งสองพระองค์นั้น "ไม่จริง"  หรือไม่ได้มีการชนช้างกันจริงระหว่างสองฝ่าย


ประเด็นนี้ผมเข้าใจดีครับ ผมเองถูกเรียกตัวไปเล่าเรื่องสามก๊กให้คนฟังอยู่บ่อยๆ ...

ทุกครั้งเวลาไปพูดที่ไหน ผมจะบอกกับ "คนฟัง" รวมทั้ง "คนจัด" เสมอว่า ผมจะเล่าเรื่องราวตาม "วรรณกรรมสามก๊ก" ของหลอกว้านจงเป็นหลัก 

อาจจะมีแทรกบ้างว่าอะไรเคยเกิดขึ้นจริง อะไรโม้ อะไรมีหลักฐานประวัติศาสตร์รองรับ อะไรเป็นสิ่งที่ผู้ประพันธ์มโนขึ้นมา

แต่จะไม่ใช้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เป็น "แกนหลัก" ในการเล่า มิเช่นนั้นจะเป็นการ "ทำลายจินตนาการ" ของผู้ฟัง

คิดดูสิครับ เขามาเพื่อจะฟังว่า กวนอู ตัดหัว ฮัวหยง แบบไหน ไฉนจึงฟันฉับๆๆ ได้รวดเร็วชนิดที่สุราในจอกยังไม่หายอุ่น ถ้าผมไปบอกว่า นั่นมัน "โม้" ทั้งนั้นแหล่ะ .. ดีไม่ดีเขาจะไล่กลับบ้านเอา

อาจารย์สุเนตรเวลาเล่าประวัติศาสตร์ก็คงต้องทำเช่นนี้ ขึ้นเวทีมาจะบอกก่อนเลยว่า "เฮ้ย ยุทธหัตถีมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะ" ก็คงไม่ได้ ก็ต้องเล่าไปตาม "ตำนาน" ก่อน (ซึ่งคำว่า ตำนาน ก็ชัดอยู่แล้วว่าอาจจะไม่จริง)

.... แล้วค่อยๆ สอดแทรก-แยกแยะ ให้เห็นไปทีละประเด็น

นี่แหล่ะครับ หัวอกคนเล่าประวัติศาสตร์ แม้จะจำเป็นต้อง "ตามน้ำ" อยู่บ่อยครั้ง เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่การให้ความรู้ที่ถูกต้องนั้นจำเป็นยิ่งกว่า 

จึงควร "แจกแจง" ให้เข้าใจ ว่าอะไร (น่าจะ) "จริง" อะไร (น่าจะ) "ไม่จริง"

เรื่องประวัติศาสตร์ แค่รู้จริงยังไม่พอ การถ่ายทอดอย่างเป็น ระบบ-ระเบียบ รู้จัก จำแนก-แยกเรื่อง ถือว่าสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันครับ


------------------------------


หมายเหตุ - ที่เขียนมาข้างต้น ผมมิได้มีเจตนาเอาตัวเองไปเทียบกับอาจารย์สุเนตร และไม่มีวันกล้าที่จะทำเช่นนั้น เพียงอยากเล่าประสบการณ์ของตัวเองเสริมเข้าไป ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็น "คนเล่าเรื่อง" อยู่บ่อยครั้งครับ

Tuesday, July 8, 2014

อุ่นใจ กับ รถไฟจีน


โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมไปเสฉวนคราวนี้ ได้ออกไปเที่ยวต่างเมืองหลายครั้งครับ สิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากคือ "รถไฟจีน"

รถไฟจีน ไม่ว่าจะเป็น "ความเร็วปกติ" หรือ "ความเร็วสูง" ก็ขึ้นลงได้ที่สถานีเดียวกัน โดยเราสามารถเช็คตารางล่วงหน้าในเว็บไซต์ หรือจะซื้อตั๋วออนไลน์เลยก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไปซื้อเอาที่สถานีนั่นแหล่ะ ไม่ได้ยุ่งยากอะไร

เวลาของรถไฟจีนนี่ "เป๊ะ" พอสมควรครับ อาจมีคลาดเคลื่อนบ้าง สำหรับขบวนที่มาจากต่างเมืองไกลๆ แต่ก็แค่ไม่กี่นาที เราจึงกำหนดเวลาและวางแผนการเดินทางได้ง่ายมาก

การจะซื้อตั๋วรถไฟ ถ้าเป็นคนจีนต้องแสดงบัตรประชาชน ส่วนคนต่างชาติอย่างผมต้องใช้พาสปอร์ต ทั้งนี้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

เมื่อได้ตั๋วมาแล้ว จะเห็นเลยว่าบนหน้าตั๋วมีหมายเลขพาสปอร์ตของเราระบุไว้ชัดเจน เจ้าหน้าที่สามารถขอตรวจเช็คได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่ซื้อตั๋วจริงๆ

ผมได้ลองนั่งทั้งรถไฟ "ความเร็วปกติ" และ "ความเร็วสูง" ครับ เชื่อไหมว่า ทั้งสองระบบ "ราคาตั๋ว" ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก 

(และผู้โดยสารบางทีก็ไม่ได้เลือกหรอกว่าต้องเป็นความเร็วสูงหรือไม่สูง เลือกเอาเที่ยวที่มาเร็วที่สุดนั่นแหล่ะ)


อย่างไรก็ตาม พอขึ้นไปนั่งบนรถ เห็นได้ชัดว่ารถไฟความเร็วสูงดู "หรู" กว่ามากครับ ภายในขบวนรถก็ใหม่ มีพนักงานต้อนรับ แต่งตัวเหมือนแอร์โฮสเตสบนเครื่องบิน

ที่สำคัญคือ บนไฮสปีดเทรนไม่มีควันบุหรี่มากวนใจ ดูเหมือนเค้าค่อนข้างเข้มงวดกว่า ต่างจากรถไฟปกติ ที่ต้องนั่งดมควันบุหรี่ไปตลอดทาง เพราะไม่มีผนังกั้นระหว่างพื้นที่สูบบุหรี่กับที่นั่งผู้โดยสารปกติ

ผมได้ลองนั่งไฮสปีดเทรนของจีนมาหลายครั้ง สังเกตทุกครั้งว่าความเร็วสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 300 กม. ขึ้น แต่นานๆ ทีจะเร่งถึงจุดนั้น ส่วนใหญ่ก็จะวิ่งด้วยความเร็วร้อยกว่าๆ สองร้อย ไปตลอดทาง


อีกอย่างที่อยากตั้งข้อสังเกตคือ มีบางคนบอกว่า ถ้าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายสั้นๆ จะไม่คุ้ม แต่สำหรับรถไฟความเร็วสูงของจีนนี่ บางสายก็ไม่ใช่ระยะทางไกลอะไรเลยนะครับ

อย่างสาย "เฉิงตู - ภูเขาชิงเฉิง" ที่ผมนั่งไปเที่ยวระบบชลประทานตู้เจียงเยี่ยน ระยะทางแค่ 70 กว่ากิโลเท่านั้นเอง สั้นกว่า กรุงเทพ-หัวหิน ซะอีก โดยจอดแค่ 3 สถานี

สรุปว่าขึ้นรถไฟจีนมาหลายครั้ง สะดวกสบายพอสมควร แต่ที่ชอบมากคือ "รถไฟความเร็วสูง" ทุกอย่างสะอาด เรียบร้อย เป็นระเบียบ ปลอดภัย 

"อุ่นใจ" กับรถไฟจีนครับ 

Sunday, June 22, 2014

มายาคติเกี่ยวกับห้องน้ำจีน


ทุกครั้งที่บอกใครว่าไปเมืองจีน สิ่งแรกที่คนจะถามก็คือเรื่อง "ห้องน้ำ" และถ้าชวนใครไปเมืองจีน คนที่ถูกชวน (โดยเฉพาะผู้หญิง) ก็มักจะไม่กล้าไป เพราะเชื่อว่า "ห้องน้ำสกปรก"

ปัจจุบันห้องน้ำจีนพัฒนาไปเยอะแล้วครับ เรียกได้ว่าถ้าท่านใช้ชีวิตแบบนักท่องเที่ยว คือพักโรงแรม ไปเที่ยวตามสถานที่เที่ยวดังๆ กินอาหารตามร้านที่มีคนเยอะๆ โอกาสที่ท่านจะได้เจอห้องน้ำแบบโบราณอันขึ้นชื่อของจีนนั้น มีค่อนข้างน้อย

ถ้าไปดูห้องน้ำตาม "สถานที่เที่ยว" ที่ได้รับการจัดอันดับ 4-5 ดาว ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ "ดีมาก" เสียด้วยซ้ำ ไม่ใช่แค่ "ดี" ธรรมดา 

ส่วนห้องน้ำตาม "สถานีรถไฟ" หรือ "สถานีรถบัส" ที่ผมเคยเห็นมา หากเทียบกับเมืองไทย นอกจากของจีนจะไม่แย่แล้ว ยังดีกว่าเมืองไทยเยอะ

ที่จีนจะแพ้ไทยก็คือห้องน้ำตามทางหลวง ตามไฮเวย์ เวลาเดินทางไปนอกเมืองไกลๆ เพราะเมืองไทยเรามีปั๊มสวยๆ ห้องน้ำสะอาดๆ อยู่ตลอดทาง แต่ของจีนยังไม่มีตรงนี้ ห้องน้ำระหว่างเดินทางจึงมักจะแย่

(ประเด็นนี้ผู้ใหญ่คนจีนที่ผมนับถือเคยเปรยให้ฟัง ว่าห้องน้ำตามทางหลวงของจีนน่าจะมีอย่างของไทยบ้าง)


ท่านลองดูภาพประกอบข้างบนนี้นะครับ ผมถ่ายจาก "ห้องน้ำสาธารณะ" ที่สวนไผ่ "ว่างเจียงโหลว" ในเมืองเฉิงตู ทุกอย่างสะดวกสะบาย ตกแต่งเป็นธรรมชาติ เข้ากับสิ่งแวดล้อม สุขภัณฑ์อะไรต่างๆ สวยงามมาก ราวกับห้องน้ำในรีสอร์ทดีๆ

(ขออภัยที่ถ่ายมาแค่ห้องน้ำชาย ห้องน้ำหญิงผมไม่กล้าเข้าไปถ่ายครับ ใจไม่ถึงพอ อิอิ)

และแม้สวนไผ่แห่งนี้จะต้องเสียค่าเข้า 20 หยวน (ประมาณ 100 บาทกว่าๆ) แต่จุดที่ห้องน้ำนี้อยู่ เป็น public area คือ "พื้นที่เปิด" นั่นแปลว่าใครๆ ก็สามารถมาเข้าห้องน้ำนี้ได้ฟรีๆ

ย้ำอีกครั้งนะครับว่า นี่คือ "ห้องน้ำสาธารณะ" 

นึกถึงห้องน้ำในสวนสาธารณะเมืองไทย อย่างสวนลุมฯ หรือสวนรถไฟ ผมยังไม่เคยเจอแบบนี้เลย

นี่แค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นนะครับ ห้องน้ำตามที่เที่ยวอื่นๆ ที่สวยไม่น้อยกว่านี้ยังมีอีกเพียบ

วัฒนธรรมการเข้าห้องน้ำของคนจีนอาจจะ "น่ากลัว" สำหรับชาวต่างชาติ แต่ปัจจุบันพัฒนาไปเยอะแล้วครับ คงเหลือแต่ "มายาคติ" เกี่ยวกับห้องน้ำจีนในความคิดของคนไทย ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป

เห็นอย่างนี้แล้ว อย่าปล่อยให้ "ความกลัวห้องน้ำ" มาเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจไปเที่ยวเมืองจีนอีกต่อไปเลยครับ!!


----------------------------------

ภาพประกอบ

1. ป้ายบอกทางไปห้องน้ำที่กระท่อมตู่ฝู่ เมืองเฉิงตู
2. ห้องน้ำในสวนไผ่ว่างเจียงโหลว เมืองเฉิงตู