Friday, March 28, 2014

ตามรอยสามก๊ก (๗) : ถอดรหัสภาพพยากรณ์ปริศนา

[บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อรีวิวทริปปฐมฤกษ์ "ตามรอยสามก๊ก" ระหว่างวันที่ 6-11 มี.ค. 57 จัดโดยบริษัท SBA Travel ซึ่งตัวผม ในฐานะ แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก ได้เดินทางไปร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้กับลูกทัวร์ทุกท่านด้วย ]

[ภูมิทัศน์เมืองล่างจง สุดยอดฮวงจุ้ยแห่งแผ่นดินมังกร]

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

หลังจากเยี่ยมชมศาลเตียวหุยแล้ว พวกเราออกจากเมืองเก่าล่างจง เดินทางข้ามแม่น้ำเจียหลิง ขึ้นไปบนภูเขาเจดีย์ขาว อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง

เจดีย์ขาวสร้างอยู่บนเขา ใกล้ๆ กันมีจุดชมทิวทัศน์ มองลงไปเบื้องล่างเห็นเมืองล่างจงโดยรอบ มีแม่น้ำล้อม ลักษณะเหมือนอักษรโรมันรูปตัว "Ω" สร้างได้สอดรับกับหลัก หยิน-หยาง  (ดูภาพประกอบนะครับว่างามขนาดไหน) 

ในโปรแกรมของ SBA บรรยายว่า เมืองล่างจงนี้...

"ด้านเหนือเป็นภูเขาเต่าดำ ด้านใต้เป็นดอยนกแดง ตะวันออกเป็นเทือกเขามังกรเขียว และตะวันตกเป็นเขาโดดเสือขาว"

เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบตามตำราฮวงจุ้ยทุกประการ!!

[เจดีย์ขาว]
[พระพุทธรูปโบราณ สังเกตมือขวาขององค์พระนะครับ]


จากนั้น เราไปนมัสการหลวงพ่อโต พระพุทธรูปแกะสลักหินเก่าแก่ สร้างก่อนหลวงพ่อโตเล่อซานถึง 200 ปี เป็นปาง "ชูสองนิ้ว" ดูแปลกตามาก (โปรดดูภาพประกอบ) ก่อนจะไปรับประทานอาหารกลางวันกัน 

ร้านอาหารที่เราไปทานมื้อนี้อยู่ในฮอลล์ใหญ่ ด้านหน้าอาคารมีลานขนาดยักษ์ ตรงกลางลานมีรูปปั้นศีรษะเตียวหุยหน้าเข้มตั้งเด่นเป็นสง่า สองฝั่งมีรูปปั้นศีรษะนายทหารจ๊กก๊กพร้อมภาพประกอบแสดงเรื่องราวต่างๆ อีกอาคารหนึ่งข้างๆ กันคือ "ศูนย์แสดงเนื้อเตียวหุย"    

เห็นแล้วเชื่อเลยว่าที่นี่ เตียวหุยคือ "ผู้มากบารมี" ตัวจริง


[บนลานกว้าง มีหัวเตียวหุย สองฝั่งเป็นหัวขุนนางจ๊กก๊กพร้อมเรื่องราว]

[ศูนย์แสดงเนื้อเตียวหุย ข้างในมีผลิตภัณฑ์เนื้อเตียวหุยขายหลากหลายชนิด]

หลังทานข้าว พวกเราเดินทางต่อไปยัง "วังสวรรค์เทียนกง" สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง หลี่ฉุนเฟิง และ หยวนเทียนกัง สองนักพยากรณ์ซึ่งเป็นเกลอกัน

ในส่วนของ หยวนเทียนกัง เขาเป็น นักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ กวี ฯลฯ ศึกษาตำราโจวอี้ (อี้จิง) จนแตกฉาน ว่ากันว่าเขาเคยไปที่บ้านของบูเช็คเทียนตั้งแต่นางยังเด็ก ในเวลานั้นบูเช็คเทียนแต่งตัวเป็นเด็กผู้ชาย 

เมื่อซินแสหยวนพบเด็กน้อยจอมห้าว เขาถึงกับเอ่ยปากขึ้นมาว่า ... เสียดายที่เป็นเด็กผู้ชาย มิเช่นนั้นอาจได้เป็นถึงฮ่องเต้


[หยวนเทียนกัง (ซ้าย) และ หลี่ฉุนเฟิง (ขวา)]

เรื่องนี้ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ประการใด เพราะต้องไม่ลืมว่าคนยิ่งใหญ่จำนวนมาก โดยเฉพาะพวกฮ่องเต้หรือขุนศึกดังๆ ล้วนมีเรื่องราวปาฏิหาริย์ตอนเกิดหรือสมัยยังเด็กเพื่อเสริมสร้างบารมีด้วยกันทั้งนั้น 

ผลงานชิ้นเอกของหยวนเทียนกังและหลี่ฉุนเฟิง คือหนังสือ ทุยเป้ยถู (推背图) เนื้อหาเป็นบทกวีพร้อมภาพพยากรณ์จำนวน 60 ภาพ หลายภาพถูกมองว่า (ย้ำว่า "ถูกมองว่า") สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จนหนังสือเล่มนี้ถูกเอาไปเปรียบเทียบกับหนังสือของนอสตราดามุส

บ้างก็ว่า ฝรั่งมี "นอสตราดามุส" จีนมี "หยวนเทียนกัง"

[ไกด์แอน ธันวา น้องชายร่วมสาบานในสวนท้อของผม ถ่ายกับภาพพยากรณ์บนแผ่นหิน]

ไม่ไกลจากวังสวรรค์เทียนกง เป็นสวนซึ่งมีภาพพยากรณ์ของหยวนเทียนกังและหลี่ฉุนเฟิงแกะสลักไว้บนแผ่นหินโดยรอบ โชคดีที่คณะของเรามี เหล่าซือคล่อง ศิรประภาธรรม "มัคคุเทศก์ป้ายทอง" ผู้รอบรู้ มานำชมอีกเช่นเคย โดยเหล่าซือได้อธิบายความในหลายๆ ภาพอย่างละเอียดตามแต่เวลาจะอำนวย 

ในบรรดาภาพทั้ง 60 ภาพ มีบางภาพยังเป็นที่ถกเถียงกัน บางภาพยังไม่มีใครถอดรหัสได้ ผมได้ทราบจาก "ไกด์แอน" ธันวา น้องชายร่วมสาบานในสวนท้อของผมว่า เหล่าซือสนุกกับภาพพยากรณ์เหล่านี้มาก และสามารถ "แกะ" ความหมายออกมาได้หลายต่อหลายภาพ



[ภาพส้ม 21 ผล จากหนังสือของหยวนเทียนกังและหลี่ฉุนเฟิงที่เหล่าซือส่งให้ผม
มาจาก www.tianya.cn]

ขอยกตัวอย่างภาพที่ดังที่สุดภาพหนึ่งนะครับ (ดูภาพประกอบด้านบน) เป็นส้มหลายผลอยู่ในถาด นับรวมแล้วได้ 21 ผล ที่น่าสนใจคือ หนึ่งในนั้นเป็นส้มที่ไม่มี "ก้าน" 

หลายคนตีความว่า ส้มทั้ง 21 ผล หมายถึงฮ่องเต้ราชวงศ์ถัง 21 พระองค์ ส่วนส้มผลที่ไม่มีก้าน หมายถึง "บูเช็คเทียน" ฮ่องเต้หญิงองค์เดียวของจีน 

(บูเช็คเทียนได้ขึ้นครองบัลลังก์มังกรต่อจากถังรุ่ยจง ฮ่องเต้องค์ที่ 5 ของราชวงศ์ถัง ผู้เป็นโอรสของนางเอง แต่นางเปลี่ยนชื่อราชวงศ์เป็น "โจว" ก่อนจะเปลี่ยนกลับเป็นราชวงศ์ถังหลังยุคของนาง)

[ภาพพยากรณ์ที่ 45 เป็นภาพที่ผมข้องใจที่สุด 
อยากทราบความนัยที่ซ่อนอยู่]

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาภาพแกะสลัก 60 ภาพ มีภาพหนึ่งซึ่งผมฉงนสงสัยถึงความหมายของมันเป็นอย่างยิ่ง.. 

ภาพนี้มีคนอยู่สองคน ลักษณะเหมือนจะพุ่งหอกหรืออาวุธบางอย่างไปยัง "พระอาทิตย์" ผมแอบนึกในใจว่ามันจะสื่อความหมายดังที่ผมคิดหรือไม่ แต่ก็ไม่กล้าสรุป 

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสอบถามไปยังเหล่าซือคล่อง รบกวนให้ท่านช่วยตีความให้ เหล่าซือท่านก็เมตตา ช่วยแปลให้แบบคำต่อคำ และถอดรหัสหาความนัยที่แฝงไว้ให้ด้วย

สิ่งที่ผมได้ยินจากเหล่าซือ คล้ายคลึงกับที่ผมคิดไว้อย่างยิ่ง แต่ละถ้อยคำในบทกวีนั้นน่าประหวั่นพรั่นพรึงอยู่ไม่น้อย

แต่ได้ยินจากไกด์ท้องถิ่นว่า คนจีนเขาถือกันว่าจะไม่พยายามแสวงหาความหมายจากภาพพยากรณ์เหล่านี้ไปในอนาคต เพราะหากรู้มากไปจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี 

ความหมายแฝงของภาพที่ 45 นี้ก็เช่นกัน ผมคิดว่าพูดไปแล้วน่าจะ "เสีย" มากกว่า "ดี" และไม่แน่ว่าอาจจะไม่ได้เป็นแบบที่ผมคิดก็ได้

ด้วยเหตุนี้ จึงขออนุญาตเก็บเอาไว้กับตัวเองไม่กล้าบอกใคร...ตลอดกาล

เดี๋ยวในตอนหน้า เราจะเดินทางกลับเข้าสู่เฉิงตู หรือเมือง "เซงโต๋" เมืองหลวงของจ๊กก๊ก ซึ่งเป็นปลายทางสุดท้ายของปฏิบัติการ "ตามรอยสามก๊ก" โปรดติดตามด้วยใจระทึกเถิด


Tuesday, March 25, 2014

ตามรอยสามก๊ก (๖) : ความตายของแม่ทัพเตียว

[บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อรีวิวทริปปฐมฤกษ์ "ตามรอยสามก๊ก" ระหว่างวันที่ 6-11 มี.ค. 57 จัดโดยบริษัท SBA Travel ซึ่งตัวผม ในฐานะ แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก ได้เดินทางไปร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้กับลูกทัวร์ทุกท่านด้วย ]



(ต่อจากตอนที่แล้ว)

หลังจากก้าวเข้ามาในเมืองโบราณล่างจง คณะของเราเดินชมบรรยากาศสองข้างทางอย่างเพลิดเพลิน มี เหล่าซือคล่อง ศิระประภาธรรม "มัคคุเทศก์ป้ายทอง" เดินนำและคอยให้ความรู้อย่างใกล้ชิด

เราเข้าไปในห้องนิทรรศการเพื่อฟังบรรยายประวัติความเป็นมาของเมืองนี้ มีแบบจำลองของเมืองล่างจงในยุคอดีตตั้งแต่สมัยที่เตียวหุยยังเป็นเจ้าเมืองมาให้ได้ชมกันด้วย

ว่ากันตามตำรา ล่างจงถือเป็น "สุดยอดฮวงจุ้ย" แห่งแผ่นดิน มีแม่น้ำ ภูเขารูปมังกร ทำเลที่ตั้งสมเป็นยอดชัยภูมิ 

[ภาพบนคือโมเดลเมืองล่างจงสมัยโบราณ
ภาพล่างคือเมืองล่างจงของจริง ณ วันนี้ ถ่ายจากจุดชมวิว เทียบกันให้เห็นจะจะ]

วิทยากรชาวจีนนำคณะของเราไปชมบ้านตัวอย่าง ซึ่งตกแต่งจัดวางถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย มีเหล่าซือคล่องคอยแปลเป็นภาษาไทยแบบคำต่อคำ

ต่อมา คณะของเราไปเยี่ยมชมการ "สอบจอหงวน" จำลอง ที่คนไทยคงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วจากหนังจีนหลายต่อหลายเรื่อง โดยชาวคณะได้ส่งตัวแทนจำนวน 6 ท่าน หนึ่งในนั้นคือผมที่ถูก "หวยล็อค" ให้ไปร่วมสอบจอหงวนกับเขาด้วย ทำให้ต้องแต่งตัวย้อนยุคแบบสมัยราชวงศ์ชิง ก็เขินๆ อยู่เหมือนกันครับ

[ผมแต่งตัวเต็มยศเหมือนสมัยราชวงศ์ชิงเข้าไปสอบจอหงวน ขอบคุณพี่มหา ชินวัฒน์ ที่ถ่ายภาพนี้ให้ครับ]

หลังจากมีพิธีประกาศชื่อผู้เข้าสอบแล้ว ผมและตัวแทนอีก 5 ท่านก็ถูกส่งตัวเข้าห้องสอบ โดยแต่ละคนต้องเข้าไปนั่งใน "คอก" มีเจ้าหน้าที่แมนจูหน้าโหดมาเดินตรวจตราป้องกันการทุจริต ก่อนจะเรียกทุกคนออกมาฟังผลสอบ ปรากฏว่าทุกคนได้เป็นจอหงวนหมด แถมยังมีมุขขำๆ จากผู้แสดง เรียกเสียงฮาจากชาวคณะได้ไม่น้อย 

พอสอบจอหงวนเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาสำคัญที่พวกเราหลายคนรอคอย นั่นคือการก้าวเท้ามุ่งตรงไปยัง "ศาลเจ้าเตียวหุย" 

[รูปปั้นเตียวหุยนั่งหน้าเข้มอยู่ในตู้กระจก]

เมื่อเข้าไปในศาลเตียวหุย สิ่งแรกที่พบคือ รูปปั้นนายทหารในสังกัดของน้องเล็กแห่งสวนท้ออยู่สองฝั่งซ้ายขวา เดินตรงเข้าไปยังตำหนักกลาง จึงพบกับรูปปั้นขนาดยักษ์ของเตียวหุย นั่งหน้าตาถมึงทึงตามสไตล์บุรุษผู้เต็มที่กับชีวิต

ฝั่งซ้าย-ขวาของเตียวหุย มีรูปปั้น "ฮอมเกียง" และ "เตียวตัด" สองลูกน้องที่ทรยศ ตัดหัวเตียวหุยไปสวามิภักดิ์ต่อง่อก๊ก 

วรรณกรรมสามก๊กระบุว่า เตียวหุยคาดคั้นให้ฮอมเกียงและเตียวตัด หาศาสตราวุธสีขาว ม้าขาว และเสื้อผ้าสีขาวสำหรับทหารห้าหมื่นให้ทันภายในสามวัน เพื่อนำทหารล่างจงไปสมทบกับทัพหลวงของพระเจ้าเล่าปี่ มุ่งหน้าบุกกังตั๋งล้างแค้นให้กวนอู น้องรองแห่งสวนท้อ ที่เสียท่าถูกซุนกวนจับได้และสั่งประหารชีวิต

(ข้อมูลในจดหมายเหตุสามก๊กระบุว่า ทหารจากเมืองล่างจงมีอยู่ประมาณหนึ่งหมื่น แต่วรรณกรรมปั่นตัวเลขให้กลายเป็นห้าหมื่น)

 
[ฮอมเกียงและเตียวตัด ถูกยมทูตจิกหัวลงโทษ 
ตามจินตนาการของคนปั้น]

ฝ่ายฮอมเกียงและเตียวตัด สองนายทหารพิจารณาดูแล้วเห็นว่าคงทำได้ไม่สำเร็จภายในสามวันเป็นแน่ จึงเข้าไปหาเตียวหุย ขอผ่อนผันให้ช่วยยืดเวลาสักหน่อย เตียวหุยได้ฟังก็โกรธมาก สั่งโบยหลังทั้งคู่ปางตาย พร้อมคาดโทษไว้ว่า หากทำไม่สำเร็จ จะตัดหัวเสียทั้งสองคน

ฮอมเกียง เตียวตัด ทั้งเจ็บทั้งแค้น อีกทั้งเห็นเหลือวิสัยที่จะทำตามคำสั่งได้ จึงสมคบกันลอบเข้าไปสังหารเตียวหุยในเวลากลางคืน แล้วตัดเอาหัวนายพลอารมณ์ร้อนไปสวามิภักดิ์ต่อซุนกวน

มีอีก story หนึ่ง ซึ่งผมก็เพิ่งได้ยิน บอกว่า ฮอมเกียงและเตียวตัดฟังคำสั่งของเตียวหุยผิดไป แท้จริงแล้วเตียวหุยไม่ได้สั่งให้เตรียมม้าขาว เสื้อผ้าสีขาว หรือศาสตราวุธขาวจำนวนมากมายขนาดนั้น เป็นความเข้าใจผิดของนายทหารทั้งสองเอง ทำให้พวกเขาตัดสินใจฆ่าเตียวหุยแล้วหนีไปเข้ากับซุนกวน (รายละเอียดตรงนี้ไม่ชัดเจน ไว้มีโอกาสจะถามจากเหล่าซือคล่องอีกทีหนึ่ง)

[รูปปั้นทองเหลือง เล่าปี กวนอู เตียวหุย สาบานเป็นพี่น้องกันในสวนท้อ]

เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีชาวคณะมาถามผมว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไรแน่ ผมจึงขอยกข้อมูลในจดหมายเหตุมาอธิบายดังนี้นะครับ...

ตามข้อมูลในจดหมายเหตุสามก๊กของเฉินโซ่ว ชำระโดยเผยซ่งจือ เตียวหุยถูกลอบสังหารโดยฮอมเกียงและเตียวตัด ซึ่งเป็นนายทหารในกองทัพ ระหว่างเตรียมการไปล้างแค้นให้กวนอูจริง ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดศีรษะเฮียเตียว แล้วล่องเรือไปสวามิภักดิ์ต่อซุนกวน 


[วีรกรรมของเตียวหุย สมัยปราบขบถโพกผ้าเหลือง]

ทว่าจดหมายเหตุไม่ได้ระบุสาเหตุไว้ชัดเจนว่าฮอมเกียงกับเตียวตัด "ฆ่านาย" ด้วยเหตุผลอันใด คาดว่าเรื่องม้าขาว เสื้อผ้าขาว อาวุธขาว เป็นการแต่งเติมขึ้นมาเองของหลอกว้านจง ผู้แต่งวรรณกรรมสามก๊ก เพื่อขับเน้นให้เห็นถึงความอารมณ์ร้อนของเตียวหุยเสียมากกว่า

ด้วยเหตุนี้ จึงป่วยการที่จะไปถกเถียงกันว่า แท้จริงแล้วเตียวหุยสั่งลูกน้องอย่างไร ฮอมเกียงและเตียวตัด "ฟังผิด" จริงหรือไม่ เพราะคำสั่งดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐานว่าเคยเกิดขึ้นจริงมาตั้งแต่ต้น


                                    
[เตียวหุยนำทหารออกตรวจเมือง เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย]


กลับมาที่ศาลเจ้าเตียวหุย พอเดินเข้าไปในห้องใหญ่ เราพบรูปปั้นเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ขนาดเท่าตัวจริง  มีแบบจำลองเป็นหุ่นแสดงวีรกรรมของเตียวหุยตั้งแต่เมื่อครั้งปราบขบถโพกผ้าเหลือง มีทวนอสรพิษ ม้าดำ และชุดเกราะจำลองของเตียวหุยโชว์ไว้ในตู้กระจกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีรูปปั้นลูกสาวสองคนของเตียวหุย เรียกชื่อว่า "เตียวฮองเฮา" ทั้งคู่ เนื่องจากสองคนพี่น้องตกเป็นชายาของพระเจ้าเล่าเสี้ยนเหมือนกัน


[หลุมฝังศพของเตียวหุย]

เดินเข้าไปด้านหลังสุดของศาลเจ้า จึงพบกับ "ฮวงซุ้ยเตียวหุย" เป็นหลุมฝังศพขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีต้นไม้ขึ้นรกครึ้ม

เสียดายที่พวกเรามีเวลาน้อยไปหน่อย มิเช่นนั้นผมจะขอนั่งลงนิ่งๆ หน้าหลุมศพ "คนชั่วช้าที่น่ารัก" ผู้นี้ แล้วพูดคุยกับเขาทางกระแสจิตสักครึ่งชั่วโมง 

จะลองนึกย้อนถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต นึกย้อนถึงทุกตัวอักษรเกี่ยวกับตัวเขาที่ผมเคยอ่านผ่านตามาตั้งแต่เล็ก 

ก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา บอกกับเขาว่า...

รู้จักกันมาหลายสิบปี ในที่สุดเราก็ได้พบกันแล้วนะครับ "แม่ทัพเตียว" ที่รัก

Friday, March 21, 2014

ตามรอยสามก๊ก (๕) : ถึงแล้ว...เมืองเตียวหุย

[บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อรีวิวทริปปฐมฤกษ์ "ตามรอยสามก๊ก" ระหว่างวันที่ 6-11 มี.ค. 57 จัดโดยบริษัท SBA Travel ซึ่งตัวผม ในฐานะ "แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก" ได้เดินทางไปร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้กับลูกทัวร์ทุกท่านด้วย ]




(ต่อจากตอนที่แล้ว)

หลังจากชมบารมีบูเช็คเทียนกันมาทั้งวัน พวกเราก็ออกเดินทางจากเมืองกว่างหยวน ย้อนกลับลงมาทางใต้ ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง จึงมาถึงเมือง "ล่างจง" หรือเมือง "ลองจิ๋ว" ตามสำเนียงใน สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน)

นี่ถือเป็นปลายทางที่หลายคนเฝ้ารอคอย  ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือต้องการมาสัมผัสอดีตเมืองของ "จางอี้เต๋อ" หรือ "จางเฟย" หรือ "เตียวเอ๊กเต๊ก"...

หรือชื่อที่รู้จักกันดีที่สุด คือ "เตียวหุย" น้องสามแห่งสวนท้อนั่นเอง 

เราเดินทางมาถึงเมืองล่างจงในเวลาย่ำค่ำ ทันทีที่ก้าวลงจากรถบัส ก็เจอกับ "เซอร์ไพรส์" ครั้งใหญ่ แบบไม่ได้คาดคิดมาก่อน คือทางเมืองล่างจงได้อัญเชิญ "เตียวหุย" ตัวเป็นๆ ในฐานะอดีตเจ้าเมือง มาให้การต้อนรับคณะของเรา


[พี่มหา ชินวัฒน์ คนดังของชาวคณะ ขอชักภาพกับเตียวหุย] 

[ทหารฉินแต่งตัวแบบดั้งเดิม ตีกลองต้อนรับพวกเรา]

นอกจากนี้ ยังมี "ทหารฉิน" ซึ่งเคยครองพื้นที่แถบนี้ในอดีตมาบรรเลงเพลงกลองต้อนรับเราอย่างเอิกเกริก พร้อมขึ้นป้ายเวลคัมใหญ่โตไว้หน้าโรงแรม                

ชาวคณะล้วนตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอเตียวหุยตัวเป็นๆ ถึงกับต่อคิวขอถ่ายรูปกันยาวเหยียด จนฟ้ามืดแล้ว เฮียเตียวแกขอตัวกลับ พวกเราก็ยังไม่ให้กลับ ขอแชะภาพต่อ เฮียแกก็ยอม ไม่บ่นสักคำ 

สุดท้ายเมื่อถ่ายจนครบ เฮียจึงโบกมือบ๊ายบายพวกเราด้วยความเป็นมิตรยิ่ง...

เวลาผ่านไปเกือบสองพันปี เตียวหุยใจเย็นลงเยอะจริงๆ นะ อิอิ

[ผ้าเช็ดมือในห้องพัก ระบุชื่อ "โรงแรมเตียวหุย" (จางเฟยโฮเทล)]

จากนั้น ชาวคณะก็มุ่งหน้าไปรับประทานอาหารเย็น โดยมื้อนี้มี "เนื้อสไตล์เตียวหุย" เป็นเนื้อแบบที่เตียวหุยชอบกินมาให้ได้ลิ้มลองกันด้วย

ส่วนตัวผมเองแยกมาทานเลี้ยงที่ท่านผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งเมืองล่างจงจัดให้ที่โรงแรม พร้อมกับผู้ใหญ่ของบริษัท SBA และพี่ๆ สื่อมวลชน ซึ่งก็ได้กินเนื้อสไตล์เตียวหุยเช่นกัน

อ้อ ลืมบอกไป ขนาดโรงแรมที่เราพัก ยังชื่อ "โรงแรมเตียวหุย" สมกับเป็นเมืองของเตียวหุยมั้ยล่ะ ?!!


[ทิวทัศน์ฝั่งตรงข้ามโรงแรม เขา น้ำ ฟ้า งดงามเกินบรรยาย]

ตามรอยสามก๊ก วันที่ ๔

รุ่งเช้า ผมออกมาสูดอากาศและชมวิวทิวทัศน์หน้าโรงแรม เพียงข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามก็พบกับแม่น้ำเจียหลิง สายโลหิตของคนเสฉวน เบื้องหลังคือภูเขาที่ว่ากันว่าเป็น "มังกร" ช่วยเสริมฮวงจุ้ยให้กับเมืองนี้ บอกได้เลยว่างดงามจับใจ ...

อย่าหาว่าเว่อร์เลยครับ แต่ชั่วขณะหนึ่ง... ผมเผลอนึกว่าผมฝันไป

[เมืองโบราณล่างจง]

พอได้เวลานัด ชาวคณะก็ขึ้นรถบัสมุ่งหน้าไปยัง "เมืองโบราณล่างจง" ซึ่งที่จริงอยู่ห่างออกไปแค่นิดเดียว เดินไปก็ยังได้

ขอขยายความนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า "เมืองโบราณล่างจง" เพราะในอดีต บริเวณนี้คือตัวเมือง และแม้ว่าเมืองล่างจงทุกวันนี้จะขยายขอบเขตออกไปมากแล้ว แต่ส่วนที่เป็นตัวเมืองเก่ายังถูกรักษาไว้อย่างดียิ่ง

จนกลายเป็น "1 ใน 4" เมืองที่อนุรักษ์ไว้ดีที่สุดของจีน หมายความว่า ทั้งแผ่นดินมังกร มีเมืองเก่าที่รักษาไว้ได้ดีขนาดนี้เพียง 4 แห่ง 

ได้แก่ ลี่เจียง, ผิงเหยา, เซ่อเสี้ยน และ เมืองโบราณล่างจง นี่เอง


[ความร่มรื่นในเมืองโบราณล่างจง]

อีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากๆ ก็คือ ในปัจจุบัน เมืองโบราณแห่งนี้ยังคงมีชาวบ้านอาศัยและใช้ชีวิตอยู่จริงๆ มิใช่เมืองที่สร้างไว้เพื่อเก็บตังค์นักท่องเที่ยวเท่านั้น 

ดังนั้น แม้ในเวลาค่ำคืน นักท่องเที่ยวและคนทั่วไปก็สามารถเข้ามาเดินเล่นในเมืองเก่านี้ได้ เพราะเขาเปิดประตูตลอดเวลา (จะปิดประตูได้อย่างไรเล่า ก็ชาวบ้านต้องเข้าต้องออกเป็นปกติ)

ของดีในล่างจงยังมีอีกเยอะ แต่ขออุบเอาไว้เล่าในตอนต่อไปนะครับ ... 

ใครคิดว่ารู้จักเตียวหุยดีแล้ว อย่าเพิ่งแน่ใจไป อาจมีอะไรที่คุณยังไม่รู้อีกก็ได้นะ!! 

Wednesday, March 19, 2014

ตามรอยสามก๊ก (๔) : ชมบารมีบูเช็คเทียน

[บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อรีวิวทริปปฐมฤกษ์ "ตามรอยสามก๊ก" ระหว่างวันที่ 6-11 มี.ค. 57 จัดโดยบริษัท SBA Travel ซึ่งตัวผม ในฐานะ แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก ได้เดินทางไปร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้กับลูกทัวร์ทุกท่านด้วย ]

[ทิวทัศน์ ณ ทะเลสาปสุริยันจันทรา ภายในอุทยานแห่งชาติเทียนเจ้า]

ตามรอยสามก๊ก วันที่ ๓

เช้านี้เรานั่งรถไปชม "ทะเลสาบสุริยันจันทรา" ภายในอุทยานแห่งชาติเทียนเจ้าตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังวัดฝานเทียนซึ่งอยู่ในอุทยานเช่นกัน

วัดฝานเทียนเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2008 แต่องค์พระพุทธรูปแทบไม่ได้รับความกระทบกระเทือน ปัจจุบันตัววัดได้รับการบูรณะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ 

[วัดฝานเทียน]

[ตัวแทนคณะจากประเทศไทยร่วมถวายพระพุทธรูป]

คณะของเรา นำโดย เฮียสุนทร เอื้อศรีทองกุล Managing Director บริษัท SBA Travel,  พระคุณเจ้าสามรูปจากวัดบวรนิเวศวิหาร, ผู้บริหารของบริษัททัวร์จีน, และ เฮียกวง วรพันธ์ โลกิตสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาพรบุ๊คส์ ได้ร่วมกันอัญเชิญพระพุทธรูปจากเมืองไทยถวายแด่วัดฝานเทียน โดยมีคณะพระ ชี อุบาสก และอุบาสิกา ของวัด นำโดยท่านเจ้าอาวาสมาทำพิธีรับมอบ

หลังเสร็จพิธี คณะของเราเดินทางออกจากอุทยานแห่งชาติเทียนเจ้า เข้าไปในตัวเมืองกว่างหยวนเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นช่วงบ่ายจึงไปชมผาพระพุทธรูป 1,000 องค์อันโด่งดัง สร้างในสมัยเป่ยเว่ย ประมาณ ค.ศ. 420-510 โดยชนเผ่าทอปา อยู่ริมแม่น้ำเจียหลินเจียง

เห็นแล้วต้องบอกว่าน่าทึ่ง ที่คนสมัยนั้นสามารถเจาะหน้าผาแล้วแกะสลักออกมาเป็นพระพุทธรูปอันวิจิตรงดงามจำนวนมากมายขนาดนี้

[ผาพระ 1,000 องค์ มองจากด้านหน้า]

[หน้าผาถูกเจาะเข้าไปเป็นห้องใหญ่ มีพระพุทธรูปแกะสลักอีกจำนวนมาก]

แล้วพวกเราก็เดินทางต่อไปยัง "วัดหวงเจ๋อซื่อ" วัดประจำพระองค์ของ "พระนางบูเช็คเทียน" ที่อยู่ใกล้ๆ กัน สร้างในสมัยเป่ยเว่ยโดยชนเผ่าทอปา เช่นเดียวกับผาพระ 1,000 องค์

จุดสำคัญของวัดนี้คือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใหญ่ที่แกะสลักลงบนหน้าผา เบื้องซ้ายของพระองค์คือพระมหากัสสปะ เบื้องขวาคือพระอานนท์  เป็นศิลปะแบบเดียวกับผาพระ 1,000 องค์ที่เราเพิ่งได้ชมมา

ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาในสมัยพระนางบูเช็คเทียน ผู้ซึ่งนอกจากจะเป็นจักรพรรดินี หรือ “ฮ่องเต้หญิง” องค์เดียวในประวัติศาสตร์ชาติจีนแล้ว นางยังนับถือศาสนาพุทธ และเป็นองค์ศาสนูปถัมภกสำคัญ ดังปรากฏร่องรอยในสถานที่ต่างๆ ที่เราได้ชมกันไปในวันนี้

[องค์พระพุทธเจ้าและพระอัครสาวกภายในวัดหวงเจ๋อซื่อ]

ต้องถือว่าในวันที่สามของการเดินทาง เราได้ “เปลี่ยนธีม” จากเรื่องสามก๊ก มาเน้นที่เรื่องของพระนางบูเช็คเทียนและพระพุทธศาสนา ซึ่งลูกทัวร์หลายคนก็ชอบใจ

อิ่มอกอิ่มใจกันพอสมควรแล้ว คณะของเราก็มุ่งหน้าต่อไปยังจุดหมายสำคัญ คือเมืองล่างจง หรือ “เมืองลองจิ๋ว” ซึ่งมีอดีตเจ้าเมืองคือ “เตียวหุย” ที่แฟนสามก๊กทุกคนรู้จักดี ต้องบอกว่านี่คือไฮไลท์ของทริปนี้อย่างแท้จริง

อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป อย่าลืมติดตามครับ

Monday, March 17, 2014

ตามรอยสามก๊ก (๓) : ย่ำรอย ม้าเฉียว รบ เตียวหุย

[บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อรีวิวทริปปฐมฤกษ์ ตามรอยสามก๊ก ระหว่างวันที่ 6-11 มี.ค. 57 จัดโดยบริษัท SBA Travel ซึ่งตัวผม ในฐานะแฟนพันธุ์แท้สามก๊ก ได้เดินทางร่วมไปเป็นวิทยากรให้ความรู้กับลูกทัวร์ทุกท่านด้วย] 

[เมืองเก่าจาวฮว่า]

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

จากด่านเจี้ยนเหมินกวน - เกียมโก๊ะ คณะของเราเดินทางมุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร เพื่อไปเยี่ยมเยือน "เมืองเก่าจาวฮว่า" อดีตเคยเป็นจุดที่ตั้งของด่าน "แฮบังก๋วน" อีกหนึ่งด่านสำคัญทางเหนือของเมืองเสฉวน

ด่านแฮบังก๋วนนี้เอง เป็นจุดปะทะระหว่างสองยอดทหารเอก คือ "ม้าเฉียว" ทายาทแห่งเสเหลียง และ "เตียวหุย" นักรบจุดเดือดต่ำจากเมืองตุ้นกวน

ในเวลานั้น เล่าปี่ ถูก เล่าเจี้ยง เจ้าเมืองเสฉวน ขอให้นำทัพมาช่วยรบป้องกันทัพของเตียวล่อ เจ้าเมืองฮันต๋ง ที่กำลังมุ่งหน้ามาบุกเสฉวน ซึ่งไม่ใช่งานง่ายๆ เลย เพราะเตียวล่อเพิ่งได้ม้าเฉียว ยอดนักรบจากเสเหลียงมาเป็นกำลัง


[เข้าไปในอุทยาน มีแผ่นหินจารึกภาพ ม้าเฉียว รบ เตียวหุย 
ยืนยันว่าตรงนี้แลคือที่เกิดเหตุ]

ครั้นสองทัพประจันหน้ากัน เล่าปี่ ส่ง เตียวหุย น้องชายร่วมสาบานออกไปประมือกับ ม้าเฉียว ทั้งคู่เข้าดวลเพลงทวนกันอย่างดุเดือด จนตะวันคล้อยต่ำยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ พอตกค่ำทั้งสองจึงให้ทหารจุดคบเพลิงออกมารบกันต่อใต้แสงไฟ แต่ผ่านไป 300 เพลงก็ยังกินกันไม่ลง

เรียกได้ว่าเป็น "มวยถูกคู่" อย่างแท้จริง

เล่าปี่เห็นม้าเฉียวฝีมือรบเก่งกล้า จิตใจเหี้ยมหาญ ก็อยากได้ตัวไว้ใช้ จึงให้ขงเบ้งทำอุบายยุแยงจนเตียวล่อไม่ไว้ใจเขา ก่อนส่งคนไปเกลี้ยกล่อม สุดท้ายก็ได้ตัวไอ้หนุ่มคะนองศึกมาใช้งาน

ในช่วงที่วุยก๊กบุกจ๊กก๊ก ด่านแฮบังก๋วนถูกทัพหลวงของจงโฮยตีแตกโดยง่าย ก่อนที่จงโฮยจะไปเจอกับ  "ของแข็ง" นั่นคือการตั้งรับของเกียงอุยที่ด่านเกียมโก๊ะ ดังได้เล่าไว้ในตอนที่แล้ว

[ประตูเมืองจาวฮว่า]

ปัจจุบัน เมืองเก่าจาวฮว่าเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ภายในมีร้านรวงขายของกินของใช้สองข้างทาง เดินตรงเข้าไปมีชาวบ้านตั้งวงผิงไฟเล่นไพ่กันอย่างเพลิดเพลิน

ทว่าตัวด่านแฮบังก๋วนนั้นไม่หลงเหลืออยู่แล้ว จุดเกิดเหตุเดิมที่ม้าเฉียวรบเตียวหุย กลายเป็นเรือกสวนไร่นาของชาวบ้าน พอให้ได้ใช้จินตนาการกันเล่นๆ ว่าเคยเกิดอะไรขึ้น ณ ที่แห่งนี้

[เห็นพระนางบูเช็คเทียนยืนว่างอยู่ เลยต้องขอเข้าไปชักภาพคู่ซะหน่อย]

จากเมืองเก่าจาวฮว่า คณะของเราเดินทางผ่านหุบเขาสลับซับซ้อน เพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่พักภายในอุทยานแห่งชาติเทียนเจ้า เมืองกว่างหยวน

เมื่อไปถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างอลังการอีกเช่นเคย นอกจากจะจัดเลี้ยงจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ยังมีการแสดงหลายชุด และมี "พระนางบูเช็คเทียน" แต่งตัวเต็มยศพร้อมนางสนมมากมายมาโชว์ตัวให้พวกเราได้ถ่ายรูปกันอีกด้วย

เหตุที่ต้องเป็นพระนางบูเช็คเทียนก็เพราะเมืองกว่างหยวนเป็นบ้านเกิดของจักรพรรดินีองค์แรกและองค์เดียวของจีนผู้นี้ 

การเดินทาง "ตามรอยสามก๊ก" ของเราจะเป็นอย่างไรในวันพรุ่งนี้ โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

Saturday, March 15, 2014

ตามรอยสามก๊ก (๒) : ย้อนรอยเกียงอุย ตะลุยเกียมโก๊ะ



(ต่อจากตอนที่แล้ว)

หลังจากไปคารวะสุสาน "เจ้าหงส์ดรุณ" บังทอง เราก็เดินทางสู่เมืองอันเสี้ยน เมืองที่มีชื่อเสียงด้านน้ำแร่ธรรมชาติ

ทันทีที่ถึงโรงแรมที่พัก พวกเราก็ได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจากท่านผู้ว่าการการท่องเที่ยว ด้วยการจัดเลี้ยงอย่างสมเกียรติ ชนแก้วกันหมดจอกไปหลายรอบ เมาได้ที่กันเลยทีเดียว

ที่ "ฟินสุดๆ" คือช่วงเวลาหลังมื้ออาหาร เพราะพวกเราได้ลงไปแช่น้ำแร่ธรรมชาติภายในโรงแรมให้คลายความเมื่อยล้าจากการเดินทาง เนื่องจากเมืองอันเสี้ยนเป็นแหล่งน้ำแร่กำมะถันชั้นดี ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนในคืนแรก

ตามรอยสามก๊ก วันที่ ๒

เช้าวันรุ่งขึ้น คณะของเราออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ "ด่านเกียมโก๊ะ" หรือ เจี้ยนเหมินกวน สถานที่ประวัติศาสตร์ที่ผู้อ่านสามก๊กทุกคนย่อมเคยผ่านตามาแล้ว

ปัจจุบันด่านเกียมโก๊ะอยู่ในเมืองกว่างหยวน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบูเช็คเทียน จักรพรรดินีองค์เดียวของจีน เมืองนี้มีทัศนีภาพที่งดงามมาก ดังจะเล่าให้ฟังในตอนต่อๆ ไป

[มีป้ายไฟต้อนรับคณะตามรอยสามก๊กจากประเทศไทยด้วย]

ทันทีที่ไปถึง เราได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากท่านผู้ว่าการเมืองกว่างหยวน รวมทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกหลายท่าน โดยมีพิธีต้อนรับ มีสื่อมวลชนท้องถิ่นมาทำข่าวมากมาย จากนั้นจึงไปรับประทานอาหารกลางวันกัน

[เต้าหู้ขงเบ้ง]

อาหารมื้อนี้ถือเป็น "ทีเด็ด" อย่างแท้จริง เพราะทำจาก "เต้าหู้" ทุกเมนู เนื่องจากบริเวณด่านเจี้ยนเหมินนี้ ขึ้นชื่อเรื่อง "เต้าหู้" ที่สุดแล้ว แถมยังมีตำนานเกี่ยวพันกับเรื่องสามก๊กด้วย (อ่านต่อไปเรื่อยๆ นะครับ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง)

ร้านอาหารที่นี่ก็รู้จักหาจุดขาย ตั้งชื่อเมนูเป็น "เกียงอุย" บ้าง "ขงเบ้ง" บ้าง "ฮองตง" บ้าง เรียกได้ว่ายก "เซเลบจ๊กก๊ก" มาเกือบหมด

ผมจำชื่อได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่จำได้ว่าเต้าหู้เกียงอุยหน้าตาเหมือนไข่ตุ๋น รสออกหวานเหมือนใส่น้ำตาล ส่วนเต้าหู้ขงเบ้งราดน้ำข้นๆ แดงๆ (ดูภาพประกอบ) 

[ด่านเจี้ยนเหมินกวน (เกียมโก๊ะ)]

พอทานข้าวเสร็จ เรามุ่งหน้าไปยังด่านเกียมโก๊ะ หรือเจี้ยนเหมินกวน เหตุที่ชื่อ "เจี้ยนเหมิน" ซึ่งแปลว่า "ประตูกระบี่" ก็เพราะด่านแห่งนี้มีประตูที่แคบมากเหมือนปลายกระบี่

มีคำโบราณกล่าวว่า ด่านเจี้ยนเหมิน ..."หนึ่งคนเฝ้า หมื่นคนผ่านไม่ได้"


เมื่อเข้าไปในอุทยาน ระหว่างทางขึ้นเขา มุ่งหน้าไปยังด่านเกียมโก๊ะ เราเจอกับรูปปั้นของ เกียงอุย ซึ่งถือเป็นพระเอกของที่นี่ รวมทั้งกุนซือขงเบ้ง อาจารย์ของเกียงอุยด้วย

[รูปปั้นกุนซือขงเบ้ง ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นสู่]

ด่านเกียมโก๊ะวันนี้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ส่วนของจริงนั้นเคยตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่แคบๆ ริมเขาใกล้ๆ กัน มีธงแดงปักบอกตำแหน่งแห่งที่ไว้ชัดเจน

ใครได้เห็นกับตาตัวเองเหมือนผมจะเข้าใจเลยว่า ด่านแห่งนี้ "ผ่านยาก" ขนาดไหน ... 

คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเหตุใด เกียงอุยจึงเสียให้กับจงโฮยได้?!!


[ผมบรรยายเหตุการณ์ เกียงอุย รบ จงโฮย ให้ลูกทัวร์ฟัง 
ภาพนี้ทีมงาน SBA ถ่ายให้ ขอบคุณนะครับ]

คำตอบก็คือ ที่จริงแล้วเกียงอุยยังไม่ได้เสียด่านให้จงโฮย ตรงกันข้าม เขาสามารถตั้งยันทัพวุยไว้ได้เป็นเวลาหลายเดือน

ระหว่างนั้น ทัพของนายพลเกียงเสบียงหมด จึงให้ทหารไปช่วยชาวบ้านทำไร่ไถนา ซึ่งบริเวณนี้เขาปลูกถั่วเหลืองกันเป็นหลัก เมื่อได้ถั่วเหลืองมาก็ขอแบ่งปันกับชาวบ้าน เอาถั่วเหลืองมาทำเป็นน้ำ ทำเป็นเต้าหู้ให้ทหารกิน

"เต้าหู้เจี้ยนเหมิน" ยังเลื่องชื่อจนถึงทุกวันนี้ 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพระเจ้าเล่าเสี้ยน กษัตริย์จ๊กก๊ก เป็นเสมือนคนปัญญาอ่อน จึงตัดสินใจยอมแพ้ต่อเตงงาย แม่ทัพคู่กัดของจงโฮย ที่บุกไปถึงเมืองเซงโต๋ (เฉิงตู) ก่อน โดยไม่เห็นแก่ความยากลำบากของเสด็จพ่อเล่าปี่ กว่าจะได้แผ่นดินเสฉวนมา

เมื่อตัดสินใจแล้วที่จะยอมศิโรราบ เล่าเสี้ยนได้ให้ม้าเร็วนำสาล์นมาให้เกียงอุยที่ด่านเกียมโก๊ะแห่งนี้ มีเนื้อความสั่งให้แม่ทัพแซ่เกียงยอมจำนนต่อศัตรู

เกียงอุยสู้อุตส่าห์ตั้งยันทัพของจงโฮยไว้ได้หลายเดือน พอได้อ่านสาล์นของเล่าเสี้ยนก็สุดแสนจะคับแค้นในหัวอก แผดร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง ผมยังเห็นป้ายอธิบายความไว้ด้วยว่า...

เกียงอุยแค้นมาก ชักดาบออกมา แล้วเอาดาบฟันลงบน "หิน" จนหินนั้น "ขาดเป็นสองท่อน" 

สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายไว้อย่างออกรสเช่นกันว่า

"เกียงอุยแจ้งเนื้อความในข้อรับสั่งก็ตกใจนิ่งตะลึงไปทั้งตัว ทหารทั้งปวงรู้ดังนั้นก็ชวนกันร้องไห้อึงคะนึงขึ้นว่า เราทั้งหลายอุตส่าห์ออกมาทรมานอยู่ ปรารถนาจะกำจัดศัตรูเสีย เหตุใดพระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงมายกเมืองให้เตงงายโดยง่ายฉะนี้มิควรเลย"

"จ๊ก" จึงเสียเอกราชให้ "วุย" ด้วยประการละฉะนี้

[แว่นตาสำหรับชมภาพยนตร์ 4D]

หลังจากบันทึกภาพด่านเกียมโก๊ะไว้เป็นที่ระลึกแล้ว เราก็เดินขึ้นเขาต่อไป เพื่อไปชมภาพยนตร์สี่มิติ หรือ 4D ในโรงหนังบนยอดเขา ยอมรับเลยว่าเขาทำได้น่าตื่นเต้นจริงๆ

ช่วงบ่าย พวกเราเดินทางต่อไปยังเมืองโบราณจาวฮว่า อดีตเคยเป็นที่ตั้งของด่าน "แฮบังก๋วน" สมรภูมิสำคัญที่ "ม้าเฉียว" รบกับ "เตียวหุย" 300 เพลงไม่รู้แพ้ชนะ

ขอหยุดตรงนี้ก่อนนะครับ ไว้ตอนหน้าจะมาเล่าต่อ โปรดติดตามต่อไปด้วยใจระทึกเถิด


[บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อรีวิวทริปปฐมฤกษ์ "ตามรอยสามก๊ก" ระหว่างวันที่่ 6-11 มี.ค. 57 จัดโดยบริษัท SBA Travel ซึ่งตัวผม ในฐานะ แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก ได้เดินทางไปร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้กับลูกทัวร์ทุกท่านด้วย ]

Thursday, March 13, 2014

ตามรอยสามก๊ก (๑) : พบหงส์ดรุณ

[บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อรีวิวทริปปฐมฤกษ์ "ตามรอยสามก๊ก" ระหว่างวันที่่ 6-11 มี.ค. 57 จัดโดยบริษัท SBA Travel ซึ่งตัวผม ในฐานะ แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก ได้เดินทางไปร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้กับลูกทัวร์ทุกท่านด้วย ]


ตามรอยสามก๊ก วันที่ ๑

คณะของเราเดินทางด้วยเครื่องบินการบินไทย เที่ยวบินที่ TG618 จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิถึงสนามบินเฉิงตูเวลาประมาณบ่ายสอง ก่อนจะออกจากเมืองหลวงเฉิงตู มุ่งตรงไปยังเมืองเต๋อหยาง (德阳) เมืองอุตสาหกรรมสำคัญแห่งมณฑลเสฉวน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณชั่วโมงกว่าๆ

ความสำคัญของเมืองนี้ คือเป็นจุดที่ตั้งของ "ลกห้องโห"  (落凤坡) หรือ "เนินหงส์ร่วง" จุดที่เจ้า "หงส์ดรุณ" บังทอง ยอดกุนซือของเล่าปี่โดนเกาทัณฑ์เสียชีวิตระหว่างนำทัพเข้าตีเสฉวนนั่นเอง

[ด้านหน้าของศาลเจ้าบังทอง]

เราเดินทางไปยัง "ศาลเจ้าบังทอง" สร้างขึ้นเพื่อสักการะแด่เจ้าหงส์ดรุณ ภายในมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของบังทอง เดินเข้าไปด้านใน ซ้ายมือมีห้องแสดงเรื่องราวในวรรณกรรมสามก๊ก ห้องด้านหน้ามีรูปปั้น ฮกหลง-ฮองซู ขนาดใหญ่ นั่งคู่กันอยู่ในตู้กระจก

และเมื่อเดินตรงเข้าไปข้างหลังสุด จึงพบกับฮวงซุ้ยที่ฝังศพของบังทอง...


[หลุมฝังศพบังทอง]

หันหน้าเข้าหาฮวงซุ้ย ฝั่งซ้ายคือ "ม้าสีน้ำตาล" เป็นม้าของบังทองเอง โดยมันได้ดีดกุนซือผู้นี้ตกจากหลัง ก่อนออกเดินทางไปตีเมืองเซงโต๋ตามทางเล็ก เสมือนเป็นลางบอกเหตุว่ายอดกุนซือหน้าตาอัปลักษณ์ กำลังเยื้องย่างไปสู่ความตาย

ครั้นเห็นบังทองถูกม้าดีดจนร่วง เล่าปี่ผู้เป็นนายซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ จึงยอมสละม้าเต๊กเลาให้บังทองขี่แทน

เล่าปี่เองก็คิดไม่ถึงว่า การให้บังทองขี่เต๊กเลานั้น จักกลายเป็นการ "ล็อคเป้า" ให้เตียวหยิม นายทหารเสฉวนที่นำกำลังมาซุ่มอยู่ในหุบเขา สั่งทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ใส่เจ้าหงส์ดรุณจนร่างร่วงหล่นสู่พื้นพสุธา ด้วยเข้าใจผิดว่าผู้ที่ขี่ "อาชาสีขาวโพลน" คือขุนศึกแซ่เล่า

ดังนั้น ฝั่งขวาของฮวงซุ้ยจึงเป็น "ม้าสีขาว" ซึ่งก็คือ "เต๊กเลา" (的盧) พาหนะที่นำบังทองไปสู่จุดมรณะ

[เต๊กเลา ม้าที่เล่าปี่ยกให้บังทองขี่]

(อันที่จริง แม้นจะไม่ได้ขี่ม้าขาว บังทองก็น่าจะตายจากการถูกซุ่มโจมตีครั้งนี้อยู่ดี หากแต่คงโดนเกาทัณฑ์จำนวนน้อยดอกกว่าเท่านั้น)

คงเป็นเพราะเหตุนี้ ฮวงซุ้ยแห่งนี้จึงมีทั้ง "ม้าขาว" และ "ม้าน้ำตาล" อยู่เคียงข้างหลุม อันเป็นสิ่งที่ผิดแผกแตกต่างจากฮวงซุ้ยของบุคคลสำคัญอื่นๆ (หากใครเคยไปศาลเจ้ากวนอู ไม่ว่าในเมืองไทยหรือต่างประเทศ จะเห็นม้าเซ็กเธาว์สีน้ำตาล ต่างจากศาลเจ้าบังทองซึ่งมีม้าทั้งสีน้ำตาลและสีขาว)

โดยจุดที่ตั้งของศาลเจ้าบังทอง อยู่ห่างจากจุดเสียชีวิตของบังทอง หรือที่วรรณกรรมเรียกว่า ลกห้องโห เพียง 2 กิโลเมตร เท่านั้น 

[ถนนวัวทองอายุหลายพันปี ตรงกลางคือรอยที่บากไว้ให้ล้อเกวียนลากผ่าน]

นอกจากศาลเจ้าบังทองแล้ว ภายในอาณาบริเวณเดียวกัน ยังมี "ถนนวัวทอง" หรือ "จินหนิวกู่ต้าว" (金牛古道) เส้นทางที่เชื่อมก๊กสู่ (จ๊ก) กับก๊กฉิน สร้างขึ้นในสมัยชุนชิว ถือเป็นถนนประวัติศาสตร์สายหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติจีนด้วย

เปิดทริปแบบเก๋ๆ ด้วยการแวะมาเยี่ยมบังทองตั้งแต่วันแรก วันที่สองเราจะไปไหนกันต่อ อย่าลืมติดตามนะครับ