Wednesday, April 16, 2014

ฆาตกรรม JFK กับเรื่องไม่น่าเชื่อ



เมื่อปีที่แล้ว ในวันครบรอบ 50 ปี ที่ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ถูกสังหาร ผมได้ชมสารคดีเรื่อง "ฆาตกรรมเคนเนดี้" ทาง history channel อินมากๆ จนไม่อยากลุกไปไหน

เพียง 2 วันหลังจาก JFK ถูกฆ่า มือปืน "ลี ออสวอลด์" ที่ถูกตำรวจรวบตัวได้ตั้งแต่วันเกิดเหตุ ก็ถูกคนร้ายเดินเข้ามายิงตายหน้าตาเฉย ต่อหน้ากองทัพนักข่าว ทั้งๆ ที่เจ้าตัวอยู่ในวงล้อมของตำรวจ และกำลังจะถูกนำตัวไปเข้าคุกแท้ๆ

"มือปืน" ที่เป็นคนเก็บออสวอลด์ (ย้ำอีกทีว่า ออสวอลด์คือคนยิงเคนเนดี้) ชื่อ "แจ็ค รูบี้" มีประวัติเกี่ยวพันกับแกงค์มาเฟีย 

เมื่อประกอบกับการที่พ่อของ JFK เคยข้องแวะกับแกงค์มาเฟีย และ บ๊อบ น้องชายของ JFK ก็กำลังกวาดล้างมาเฟียอยู่ในเวลานั้น ซึ่งย่อมสร้างความแค้นให้กับองค์กรใต้ดินดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง 

คนอเมริกันส่วนใหญ่จึงเชื่อว่า ผู้ที่สั่งฆ่าเคนเนดี้ คือพวกแกงค์มาเฟียนั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้อื่นๆ ก็ยังไม่ตกไป แม้ทุกวันนี้ 

เรื่องพรรค์นี้ ถ้าเป็นเมืองไทยอาจฟังดูเฉยๆ แต่นี่คือสหรัฐอเมริกา ถึงจะเป็นอเมริกาเมื่อ 50 ปีก่อนก็ตาม

ผมว่าหนังดังๆ หลายเรื่อง มันก็สร้างมาจากเรื่องจริงที่ไม่น่าเชื่อนี่แหล่ะ

 ----------------------

ภาพประกอบ : มือปืนเดินดุ่ยๆ เข้าไปยิง ลี ออสวอลด์ คนฆ่า JFK ภาพนี้ถ้าไม่บอกคงนึกว่าเป็นฉากในหนัง แต่นี่เป็นเหตุการณ์จริงแท้แน่นอน เอามาจาก theaustralian.com.au

Friday, April 11, 2014

มือใหม่ปลูกต้นไม้



"ที่ท่านกล่าวมานั้นดีแท้ แต่เราก็จะทำสวนของเราต่อไป" 
- วอลแตร์

ผมเริ่มปลูกต้นไม้มาประมาณ 2 เดือนแล้วครับ ก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจอะไรเกี่ยวกับต้นไม้ใบหญ้าเลย ชื่อต้นไม้ง่ายๆ ยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ

หลังจากลองปลูกป๊อกๆ แป๊กๆ มาได้ระยะหนึ่ง ก็คิดว่าเป็นประโยชน์กับชีวิตอยู่บ้าง ดังนี้

1. ช่วยให้จิตใจดีขึ้น - เวลาเครียดเพราะรับข่าวสารๆ มาก โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ได้มารดน้ำต้นไม้ พรวนดิน เห็นต้นไม้มันผลิดอกออกกิ่งก้าน ทำให้จิตใจผ่องใสขึ้น คลายความวุ่นวายใจไปได้เยอะ

2. ได้ลดอัตตาลง - ทุกครั้งที่เริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ จะรู้สึกว่ายังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะแยะ อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง ควรแสวงหาปัญญาจากผู้รู้เสมอ ป้าคนทำความสะอาดบ้านผมอาจเรียนจบแค่ ป.6 แต่รู้เรื่องต้นไม้ดีกว่าผมห้าเท่าสิบเท่า

3. สอนให้ปล่อยวาง - ต้นไม้ตอนที่ซื้อมาจากร้านมันก็ดูสวย ดอกงาม แต่พอรดน้ำมากไปนิดหรือน้อยไปหน่อยมันก็ตาย แต่เดี๋ยวมันก็งอกใหม่ได้ จึงเป็นบทเรียนให้ชีวิตได้ว่า คนเราอย่าหวังว่าอะไรจะ "เป๊ะ" มาก อย่าคิดว่าทุกอย่างต้องดีไปหมด รู้จักละวางเสียบ้าง บางทีปัญหามันก็มีทางแก้ของมันเอง

ที่ผมเขียนมานี่ หลายท่านอ่านแล้วคงรู้สึกว่า "หน่อมแน้มว่ะ" ของแค่นี้ใครๆ ก็คิดได้ จะเขียนทำไม เขาปลูกต้นไม้กันมาก่อนเอ็งนานแล้ว ...

เหตุที่เขียนก็เพราะผมกำลังพยายาม "ปล่อยวาง" อยู่ครับ (เหมือนที่บอกไว้ในข้อสุดท้ายนั่นแหล่ะ)

บทความนี้คือตัวอย่างหนึ่งของการ "ปล่อยวาง" ของผม กะจะลองเขียนอะไรง่ายๆ นึกอะไรก็เขียน ไม่ต้องตั้งใจมาก เขียนให้มันธรรมดาๆ ไม่ต้องคม ไม่ต้องเฉียบ ไม่ต้องเชือดเฉือน

ขอตัวไปทำสวนต่อก่อนนะครับ

Thursday, April 10, 2014

ตามรอยสามก๊ก (๑๐) : สุดรอยสามก๊ก

[โชว์เปลี่ยนหน้ากาก]

หลังออกจากศาลเจ้าขงเบ้ง คณะของเราไปรับประทานอาหารเย็น ก่อนจะไปชมโชว์เปลี่ยนหน้ากากอันเลื่องชื่อ เอกลักษณ์เฉพาะของเมืองเสฉวน จากนั้นจึงเดินทางเข้าที่พักในเมืองเฉิงตู

ตามรอยสามก๊ก วันที่ 6

วันสุดท้ายของการ "ตามรอยสามก๊ก"

ในช่วงเช้า พวกเราไปเดินเล่นที่ถนนโบราณควานจ๋าย ชมบ้านเรือนร้านรวงสวยๆ ที่ถูกอนุรักษ์ไว้เหมือนสมัยโบราณ มองไปทางไหนก็งามจับตา

มีร้านกาแฟสตาร์บัคส์ที่ได้รับการจัดอันดับจากแมกกาซีนให้เป็น 1 ใน 10 สาขาที่สวยที่สุดในโลกอยู่ที่นี่ด้วย


[มุมสวยๆ ในถนนโบราณควานจ่าย]


[ถ่ายรูปกับร้านสตาร์บัคส์ในตำนาน]

หลังรับประทานอาหารกลางวัน พวกเราเดินทางสู่สนามบินเฉิงตู ก่อนจะโบกมือลา "เสฉวน" ดินแดนแห่งจ๊กก๊ก บินกลับสู่สยามประเทศ

สุดรอยสามก๊ก

ขอขอบคุณบริษัท SBA Travel ที่จัดทริปนี้ขึ้นมา นี่เป็นทริปที่ผมรอคอยมาแสนนาน และสุดท้ายก็ได้ร่วมเดินทางมาด้วยสมใจ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าหากเป็นคนอื่นจัด คงยากที่จะทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์ขนาดนี้ ตัวผมเองรู้สึกยินดีมากๆ ที่ได้เดินทางมาร่วมพูดคุยและให้ความรู้กับชาวคณะในครั้งปฐมฤกษ์นี้ด้วย

[เหล่าซือคล่อง ศิรประภาธรรม
อาจารย์ผู้เป็นที่รักและเคารพของผม]

กราบขอบพระคุณที่สุด สำหรับ "เหล่าซือคล่อง ศิรประภาธรรม" ผู้ซึ่งโชคชะตาฟ้าลิขิตให้ผมกับท่านได้มารู้จักกัน ก่อนจะเกิดทริปนี้ขึ้นเพียงไม่กี่เดือน และท่านก็เป็นผู้เปิดโอกาสให้ผมได้มาร่วมทริปนี้

ความเมตตาและความรู้ที่เหล่าซือมอบให้ ผมจะจดจำเอาไว้ตลอดไปครับ

ขอบพระคุณผู้บริหาร พนักงาน และมัคคุเทศก์ของบริษัท SBA Travel ทุกคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่และมัคคุเทศก์ท้องถิ่นจากบริษัททัวร์จีน ที่ช่วยดูแลคณะของเราเป็นอย่างดี

[ชาวคณะถ่ายภาพหมู่กันหน้าเมืองโบราณล่างจง ภาพโดยบริษัท SBA]

ขอบคุณชาวคณะทุกคน รวม 114 ชีวิต ที่เดินทางมา "ร่วมสุข" ด้วยกันในครั้งนี้ และขอบคุณเป็นพิเศษ สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ทราบข่าวจากแฟนเพจ fansamkok ของผม และตามไปเที่ยวด้วยกันนะครับ

อย่างไรก็ตาม เส้นทางสามก๊กที่เราได้เดินทางมาสัมผัสในครั้งนี้ เป็นเพียงเส้นทาง "สามก๊กตะวันตก" อันประกอบรวมเอาอารยธรรมแห่งจ๊กก๊กเข้าไว้ด้วยกัน แต่ยังมีเส้นทาง "สามก๊กตะวันออก" รอให้เราไปเยี่ยมเยือนอยู่

ในครั้งนี้ พวกเราได้ไปเยือน เมือง "ลองจิ๋ว" เมืองเล็กๆ แต่งดงามจับใจ อดีตเคยปกครองโดย "เตียวหุย" น้องสามแห่งสวนท้อ แต่เรายังไม่ได้ไปยลเมือง "เกงจิ๋ว" เมืองใหญ่อันเป็นยุทธศาสตร์สำคัญแห่งเรื่องสามก๊ก ซึ่ง "กวนอู" พี่รองของเตียวหุยเคยคุมอยู่

ที่หลายคนน่าจะอยากไปสัมผัสมากที่สุด คือ "กู่หลงจง" บ้านของขงเบ้ง สถานที่ๆ เล่าปี่ดั้นด้นเดินทางไปเชิญตัวเจ้ามังกรหลับมาทำราชการถึงสามครั้งสามครา และจะได้เห็นเส้นทาง "สามเยือนกระท่อมหญ้า" ด้วย ว่ามันเป็นอย่างไร

[พี่โจ๊ก แคท และเอก เพื่อนร่วมคณะที่น่ารักของผมตลอด 6 วัน 5 คืน]

นอกจากนี้ ยังมี "สมรภูมิเตียงปัน" ที่จูล่ง "ขุนพลเกราะเงิน" ฝ่าทัพสิบหมื่นของโจโฉไปชิงเอาตัวอาเต๊า ลูกชายคนเดียวของเล่าปี่กลับมา รวมทั้งสะพานเตียงปันเกี้ยว จุดที่เตียวหุยตวาดทัพของคนใหญ่แซ่โจแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง

นอกจากนี้ ที่น่าจะทำให้หลายคนน้ำหลายไหล คือ "เซ็กเพ็ก" จุดปะทะระหว่างทัพร้อยหมื่นของโจโฉกับพันธมิตรซุน-เล่า ซึ่งปัจจุบันสร้างเป็นอุทยานสวยงามให้เที่ยวได้กันทั้งวัน

ยังไม่นับเมืองอู่ชัง หรือ "บู๊เฉียง" อดีตเมืองหลวงแรกของง่อก๊ก อาณาจักรแห่งตระกูลซุน มี "หอกระเรียนเหลือง" หรือ "หวงเฮ่อโหลว" ที่ซุนกวนสร้างไว้เป็นประจักษ์พยานถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรง่อด้วย

ทั้งหมดนี่ คือภารกิจที่เราจะต้องไปทำให้เสร็จสิ้น ภายในเร็ววัน!!

จนกว่าจะพบกันใหม่ ... สวัสดีครับ

Friday, April 4, 2014

ตามรอยสามก๊ก (๙) : ยลสุสานเล่าปี่

[บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อรีวิวทริปปฐมฤกษ์ "ตามรอยสามก๊ก" ระหว่างวันที่่ 6-11 มี.ค. 57 จัดโดยบริษัท SBA Travel ซึ่งตัวผม ในฐานะ แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก ได้เดินทางไปร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้กับลูกทัวร์ทุกท่านด้วย ]

[รูปปั้นขงเบ้งในศาล]
(ต่อจากตอนที่แล้ว)

ถัดจากศาลเล่าปี่ เดินตรงเข้ามา ก็จะพบกับ ศาลขงเบ้ง ซึ่งเป็น “จุดหลัก” ของสถานที่แห่งนี้

ในศาลขงเบ้ง ตรงกลางมีรูปปั้น จูกัดเหลียง-ขงเบ้ง อัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นจ๊ก ความภูมิใจของคนเสฉวน นั่งถือพัดขนห่านเป็นประธานอยู่ 

ด้านขวาของขงเบ้งเป็นรูปปั้น “จูกัดเจี๋ยม” ลูกชายของกุนซือมังกรหลับผู้ออกไปต้านทัพวุยที่ยกมาประชิดเมืองจนตัวตายในที่รบ ด้านซ้ายคือ “จูกัดสง” ลูกชายของจูกัดเจี๋ยม หลานขงเบ้ง ที่ออกไปรบพร้อมพ่อและตายพร้อมกัน

วีรกรรมของลูกผู้ชายตระกูลจูกัด ซื่อสัตย์ภักดีต่อแผ่นดิน ยอมพลีได้แม้ชีวิต จึงได้รับการยกย่องสดุดีจนถึงปัจจุบัน!!


[จูกัดสง หลายชายขงเบ้งที่สู้จนตัวตายพร้อมบิดาเพื่อป้องกันแผ่นดินเสฉวน]

ผังบริเวณภายในศาลเจ้าขงเบ้งมีความคล้ายคลึงกับศาลเจ้าทั่วไป คือเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ริมทางเดินซ้ายขวาที่โอบล้อม มีรูปปั้นมหาขุนพลจ๊กก๊กหลายต่อหลายคนในตู้กระจก แยกเป็นฝ่ายบุ๋น-บู๊ 

ในตู้หนึ่งมีฎีกาออกศึกของขงเบ้งครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เขียนด้วยลายมือของงักฮุย ยอดวีรบุรุษแห่งราชวงศ์ซ่งอยู่ด้วย

ผมเองเดินพาชาวคณะชมไป ก็พยายามหยิบเอาเรื่องราวของตัวละครสำคัญๆ มาเล่าสอดแทรกเท่าที่จะทำได้


[มุมสวยๆ กำแพงแดงล้อกับทิวไผ่ งดงามจริงๆ ครับ]

จำได้ว่าบุคคลที่ผมยกเรื่องมาเล่าให้ชาวคณะฟังก็อย่างเช่น เจียวอ้วน นายกรัฐมนตรีของจ๊กก๊กคนต่อจากขงเบ้ง เตงจี๋ ขุนนางใจเด็ดที่ข้ามน้ำไปเจรจากับซุนกวนเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์จ๊ก-ง่อ จนสำเร็จ ไม่ยี่หระต่อกระทะน้ำร้อนที่ถูกตั้งรอไว้ บิฮุย นายกฯ คนต่อจากเจียวอ้วนผู้ซึ่งขงเบ้งชื่นชมมาก

ออกจากศาลเจ้าขงเบ้ง เดินต่อเข้าไปด้านหลัง ขวามือจะเจอกับ “ศาลร่วมสาบานสามพี่น้อง” อนุสรณ์แห่งการร่วมสาบานในสวนท้อของเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ผมเดินเข้าไปดูพอให้หายสงสัย แล้วเดินกลับออกมา ก่อนจะอ้อมไปด้านซ้าย ซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญของสถานที่แห่งนี้

นั่นคือ “สุสานพระเจ้าเล่าปี่” สถานที่ซึ่งศพของปฐมกษัตริย์แห่งก๊กสู่นอนแน่นิ่งให้ดินกลบฝังมานานกว่า 1,800 ปี


[หลุมศพเล่าปี่]

[รอบๆ ฮวงซุ้ยเล่าปี่ บรรยากาศเงียบสงัด]

ทันทีที่เดินเข้าไป ก็ได้พบกับหลุมศพขนาดใหญ่ที่ฝังร่างเล่าปี่ ระบุนาม “ฮั่นจ้าวเลี่ย” ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์สู่ฮั่น ข้างบนหลุมมีต้นไม้ขึ้นรกครึ้มไม่ต่างจากสุสานเตียวหุยซึ่งเราได้เห็นมาเมื่อวาน

บรรยากาศภายในเงียบสงบมาก ผมปลีกตัวออกจากกลุ่ม เดินเงียบๆ ไปรอบๆ ฮวงซุ้ยที่สร้างเป็นวงกลม พยายามทำใจให้ว่าง ย้อนนึกถึงเรื่องราวของอดีตคนทอเสื่อขายผู้สร้างตัวขึ้นมาจนได้เป็นจักรพรรดิ 

แต่แล้ว ชีวิตของเขากลับ “จบไม่สวย” ต้องตรอมใจตายเพราะพ่ายศึก ไม่ทันบรรลุปณิธานฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น ทว่าความยิ่งใหญ่คงมิมีผู้ใดเห็นเป็นอื่น

แต่จะอย่างไร ถูกผิด แพ้ชนะ วัฏจักร เวียนว่างดาย... 

ปลายทางนั้นมิได้ต่างกันเลยไม่ใช่หรือ?

ในตอนหน้าจะเป็นตอนสุดท้าย ก่อนจบเส้นทางตามรอยสามก๊ก ติดตามกันให้ได้นะครับ

Thursday, April 3, 2014

ภาพที่เราวาดไว้ร่วมกัน


[เขียนวันที่ 3 เมษายน 2014]

3 เมษายน 2009 ผมกลายเป็น "สุดยอดแฟนพันธุ์แท้แห่งปี 2008" อย่างเป็นทางการ หลังจากรายการแฟนพันธุ์แท้เทปสุดท้ายออกอากาศจบลงในช่วงดึกของคืนวันนั้น

จำได้ว่าเวลาห้าทุ่มกว่าๆ ขณะโทรศัพท์มือถือดังอยู่ตลอดเวลาด้วย SMS แสดงความยินดีจากคนรอบข้าง ผมขับรถออกไปหน้าปากซอย เดินเข้าไปใน 7-11 ซื้อเป๊ปซี่หนึ่งกระป๋อง ก่อนจะเดินออกมาหน้าร้านแล้วกระดกน้ำดำเข้าปาก

.... พลางแหงนหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า

3 เมษายน 2014 จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านมาแล้ว "5 ปี" พอดี

คำว่า “ประวัติศาสตร์” เป็นสิ่งที่ไม่เคยครบถ้วนสมบูรณ์ในตัวของมัน แม้เราคิดว่าเรารู้เยอะแล้ว ก็ยังมีสิ่งอื่นๆ ให้ได้เรียนรู้และแสวงหาคำตอบเพิ่มเติมเสมอ

ย้อนไปมองตัวเองเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนที่ชนะแฟนพันธุ์แท้แห่งปี ผมรู้สึกอย่างหนึ่งว่า ตัวผมในวันนั้นยังรู้อะไรน้อยกว่าวันนี้มาก และแม้ความรู้ของผมในวันนี้ ก็คงเทียบไม่ได้เลยกับความรู้ของผมในอีก 5 ปีนับจากนี้

ทว่านั่นก็ยังน้อยนิด เมื่อเทียบกับจักรวาลความรู้ของครูบาอาจารย์คนรุ่นก่อนเรา ที่ได้ถ่ายทอดเอาไว้ นานแล้ว ดีแล้ว

สามก๊กเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาแล้วประมาณ 1,800 ปี บทเรียนสำคัญที่สุดที่ผมได้เรียนรู้จากมัน ไม่ใช่ใครแพ้ ใครชนะ ใครเก่ง ใครไม่เก่ง แต่เป็นข้อคิดที่ว่า ตัวเราเป็นเพียง “จุดเล็กๆ” ที่อาจไม่มีใครรู้จักเลยก็ได้ในอีก 1,800 ปี ข้างหน้า

เรื่องของประวัติศาสตร์ ไม่มีคำว่า “สมบูรณ์” ฉันใด เราก็ไม่ควรหลงคิดว่าตัวเองสมบูรณ์แล้ว ฉันนั้น

สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้ทำ แม้มันจะเป็นเพียง “จุดเล็กๆ” ผมก็หวังว่ามันจะทำให้เด็กรุ่นใหม่อยากสร้างจุดเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมาบ้าง

และอยากให้ทุกคนช่วยกัน เอาดินสอมาลากเส้นเชื่อมจุดเล็กๆ เหล่านั้น ให้กลายเป็นภาพที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ แม้มันจะไม่มีวันสมบูรณ์ แต่มันควรจะดำเนินต่อเนื่องไป ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและใช้ประโยชน์

เป็นภาพที่พวกเราวาดไว้ร่วมกัน

-- ชัชวนันท์ สันธิเดช --

สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สามก๊ก

สุดยอดแฟนพันธุ์แท้แห่งปี ๒๐๐๘

Wednesday, April 2, 2014

ตามรอยสามก๊ก (๘) : คารวะศาลขงเบ้ง กับ "รูปเคารพที่หายไป"

[บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อรีวิวทริปปฐมฤกษ์ "ตามรอยสามก๊ก" ระหว่างวันที่ 6-11 มี.ค. 57 จัดโดยบริษัท SBA Travel ซึ่งตัวผม ในฐานะ แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก ได้เดินทางไปร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้กับลูกทัวร์ทุกท่านด้วย ]


[บรรยากาศในเมืองเก่าล่างจง ยามค่ำคืน]

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

คืนนั้น ผมกับเพื่อนชวนกันไปเดินเล่นในเมืองเก่าล่างจงอีกรอบ บรรยากาศตอนกลางคืนสวยงามโรแมนติคยิ่งกว่ากลางวัน มีร้านรวงเปิดขายของกิน ของที่ระลึก ประตูเมืองประดับประดาไฟงดงามยิ่ง

ผมกระซิบบอกล่างจงเบาๆ ว่า นี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน...แน่นอน

ตามรอยสามก๊กวันที่ ๕

คณะของเราออกเดินทางจากเมืองล่างจงแต่เช้า มุ่งหน้าสู่เป้าหมายสุดท้าย คือเมือง "เฉิงตู" เมืองหลวงของอาณาจักรจ๊กก๊ก

เฉิงตู เป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองของจีน ที่ใช้ "ชื่อเดิม" มาตั้งแต่โบราณกาล และถ้านับเฉพาะเมืองหลักของจีน นี่คือเมืองเดียวที่ "ตั้งอยู่ที่เก่า" และ "ใช้ชื่อเก่า" มาเป็นเวลาเกินกว่า 2,000 ปี

ใครอ่านสามก๊กไทย จะคุ้นกับชื่อ "เซงโต๋" ในสำเนียงฮกเกี้ยน ซึ่งก็คือ "เฉิงตู" ในสำเนียงจีนกลาง เป็นเครื่องยืนยันว่าเมืองนี้ไม่เคยเปลี่ยนชื่อมานานแล้ว


เรามาถึงนครเฉิงตูในช่วงเที่ยง ก่อนจะเดินทางไปยัง "ศาลเจ้าขงเบ้ง" หรือ "อู่โหวฉือ" เป้าหมายที่ทุกคนรอคอยตอนบ่ายแก่ๆ

ทันทีที่เข้าไปในศาลขงเบ้ง ผมรู้สึกได้ทันทีถึงบรรยากาศอันร่มรื่นและเงียบสงบ แตกต่างจากข้างนอกซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายของผู้คนและรถรา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเราไปในวันจันทร์ ทำให้นักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก

[ด้านหน้าศาลเล่าปี่]

เดินตรงเข้าไป เราพบกับศาลเล่าปี่อยู่หน้าสุด อันนี้ขอขยายความนิดหนึ่งว่า ศาลเล่าปี่ดั้งเดิมนั้น สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.203 ซึ่งก็คือตอนที่พระเจ้าเล่าปี่เพิ่งสิ้นพระชนม์ ส่วนศาลขงเบ้งแต่เดิมไม่ได้อยู่ที่เฉิงตู

ต่อมาในยุคเหนือ-ใต้ ได้มีการย้ายศาลของเจ้ามังกรเร้นกายมาไว้ที่เมืองนี้ แต่ยังเป็นคนละที่กับศาลของคนใหญ่แซ่เล่า

ผมได้ยินมานานแล้วว่า ในหมู่คนเสฉวน ความนิยมที่พวกเขามีต่อ "จูเก๋อเลี่ยง" ขงเบ้ง อยู่เหนือเล่าปี่ผู้เป็นนาย มาเที่ยวทริปนี้ได้พูดคุยกับคนเสฉวน ก็ได้รับการยืนยันตามนั้น 

ในสมัยราชวงศ์หมิง รัฐบาลหมิงเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่ประชาชนจะมายกย่อง "ขุนนาง" อย่างกุนซือจูกัด ในระดับที่เทียบเท่า หรืออาจจะเหนือกว่า "กษัตริย์" อย่างเล่าปี่ (โดยนัยคือ ไม่อยากให้ประชาชนบูชาขุนน้ำขุนนางเหนือฮ่องเต้ อันอาจก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องได้) จึงรวมเอาศาลขงเบ้งเข้าไว้กับศาลเล่าปี่ กลายเป็นศาลแห่งนี้

[ป้ายบอกทางไปศาลเล่าปี่ ศาลขงเบ้ง และศาลร่วมสาบานสามพี่น้อง]

พอเข้าสู่ยุคราชวงศ์ชิง สมัยคังซีฮ่องเต้ ที่นี่ได้รับการบูรณะฟื้นฟูครั้งใหญ่ จนกลายมาเป็นรูปแบบของศาลที่เราเห็นกันในปัจจุบัน คือมีศาลเล่าปี่อยู่ข้างหน้า ศาลขงเบ้งอยู่ตรงกลาง ทั้งสองศาลแยกจากกัน และยังมีสุสานเล่าปี่รวมทั้งศาลอื่นอยู่ข้างหลัง (ต่างจากแต่ก่อนที่มีอยู่ศาลเดียว รูปปั้นเล่าปี่และขงเบ้งอยู่คู่กัน)

นับเป็นที่เดียวในประเทศจีนที่มีทั้งศาลของ "จักรพรรดิ" และ "ขุนนาง" อยู่ในรั้วเดียวกัน

แม้กระนั้น ชื่อของศาลแห่งนี้ก็ยังเป็น "อู่โหวฉือ" แปลเป็นไทยว่า "ศาลพระยาอู่" อันหมายถึง "ศาลขงเบ้ง" อยู่เหมือนเดิม  พูดอีกอย่างคือ แม้จะชื่อ "ศาลขงเบ้ง" แต่ข้างในมีทั้งศาลของ "ขงเบ้ง" และ "เล่าปี่" (แต่เดี๋ยวนี้ผมมักเห็นบริษัททัวร์ไทยเรียกรวมๆ กันว่า "ศาลเจ้าสามก๊ก")

หากลองคิดพิจารณาดู สิ่งเหล่านี้จักเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่เพราะคุณงามความดีและวีรกรรมของขงเบ้ง ที่ทำให้ตัวเขาเองเป็นที่รักและเคารพ ไม่แพ้ หรืออาจจะเหนือกว่าผู้เป็นนายเมื่อตายไปแล้ว 

แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ต้องการเช่นนั้นเลยก็ตาม

[รูปปั้นเล่าปี่ภายในศาลเล่าปี่]
[รูปปั้นกวนอูภายในศาลเล่าปี่ ใส่ชุด-สวมหมวกเหมือนจักรพรรดิ 
เนื่องจากกวนอูในที่นี้ถูกยกเป็นเสมือนฮ่องเต้ 
ป้ายชื่อเขียนไว้ด้วยว่า "กวนตี้" แปลว่า "ฮ่องเต้กวน"
หากเห็นแต่ชุดฮ่องเต้อาจเข้าใจผิดว่าเป็นเล่าปี่ได้]

เดินผ่านประตูเข้าไป มีรูปปั้นของพระเจ้าเล่าปี่ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านรับแขกอยู่ตรงกลาง 

ที่น่าสนใจคือ ด้านข้างของเล่าปี่ หาใช่รูปปั้นของ “พระเจ้าเล่าเสี้ยน” องค์รัชทายาทผู้ขึ้นมาสืบบัลลังก์ไม่ แต่กลายเป็น “เล่าขำ” หรือ “หลิวจ้าน” ตามสำเนียงจีนกลาง โอรสองค์ที่ห้าของเล่าเสี้ยน !! 

บางคนที่เคยอ่านสามก๊กอาจพอจำได้ เขาผู้นี้คือคนที่บุกเข้าไปในท้องพระโรง คัดค้านไม่ให้พ่อยอมแพ้ต่อทัพวุยซึ่งบุกมาประชิดเมือง ทว่าเล่าเสี้ยนผู้โฉดเขลากลับไล่ตะเพิดลูกชายคนซื่อออกไป ก่อนจะมัดตัวเองไปสยบแทบเท้าศัตรูในเวลาต่อมา

เล่าขำเป็นคนรักในศักดิ์ศรี จึงปรึกษากับภรรยาว่าเรายอมตายดีกว่าตกเป็นข้าของศัตรู ฝ่ายภรรยาเล่าขำหัวจิตหัวใจแข็งแกร่งไม่แพ้ผัว นางชิงฆ่าตัวตายเสียก่อนเพื่อให้สามีหมดห่วง

[รูปปั้นเล่าขำ ในศาลเล่าปี่]

เล่าขำเห็นเมียตายแล้วก็กัดฟันชักดาบออกมาสังหารลูกสามคนของตนเอง จากนั้นจึงตัดศีรษะของภรรยาและลูกทั้งสาม แล้วหิ้วเอา "หัว 4 หัว" ไปวางต่อหน้าศาลพระเจ้าเล่าปี่ บอกกล่าวเสด็จปู่ด้วยน้ำตานองหน้าว่าแผ่นดินที่พระองค์เพียรสร้างมานี้ถึงกาลอวสานแล้ว ว่าแล้วก็เชือดคอตัวเองตายตามไป  


เป็นการ "ตายยกครัว" ที่น่าโศกสลดเกินบรรยาย!!

ปัจจุบัน วีรกรรมของเล่าขำยังเป็นที่จดจำ และเขาก็ได้รับเกียรติให้นั่งอยู่ใกล้ๆ พระเจ้าเล่าปี่ในศาลแห่งนี้ 

ต่างจากเล่าเสี้ยน พ่อแท้ๆ ของเล่าขำ ซึ่งไม่พบรูปเคารพแม้ในซอกหลืบไหนเลย!!