Wednesday, April 2, 2014

ตามรอยสามก๊ก (๘) : คารวะศาลขงเบ้ง กับ "รูปเคารพที่หายไป"

[บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อรีวิวทริปปฐมฤกษ์ "ตามรอยสามก๊ก" ระหว่างวันที่ 6-11 มี.ค. 57 จัดโดยบริษัท SBA Travel ซึ่งตัวผม ในฐานะ แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก ได้เดินทางไปร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้กับลูกทัวร์ทุกท่านด้วย ]


[บรรยากาศในเมืองเก่าล่างจง ยามค่ำคืน]

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

คืนนั้น ผมกับเพื่อนชวนกันไปเดินเล่นในเมืองเก่าล่างจงอีกรอบ บรรยากาศตอนกลางคืนสวยงามโรแมนติคยิ่งกว่ากลางวัน มีร้านรวงเปิดขายของกิน ของที่ระลึก ประตูเมืองประดับประดาไฟงดงามยิ่ง

ผมกระซิบบอกล่างจงเบาๆ ว่า นี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน...แน่นอน

ตามรอยสามก๊กวันที่ ๕

คณะของเราออกเดินทางจากเมืองล่างจงแต่เช้า มุ่งหน้าสู่เป้าหมายสุดท้าย คือเมือง "เฉิงตู" เมืองหลวงของอาณาจักรจ๊กก๊ก

เฉิงตู เป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองของจีน ที่ใช้ "ชื่อเดิม" มาตั้งแต่โบราณกาล และถ้านับเฉพาะเมืองหลักของจีน นี่คือเมืองเดียวที่ "ตั้งอยู่ที่เก่า" และ "ใช้ชื่อเก่า" มาเป็นเวลาเกินกว่า 2,000 ปี

ใครอ่านสามก๊กไทย จะคุ้นกับชื่อ "เซงโต๋" ในสำเนียงฮกเกี้ยน ซึ่งก็คือ "เฉิงตู" ในสำเนียงจีนกลาง เป็นเครื่องยืนยันว่าเมืองนี้ไม่เคยเปลี่ยนชื่อมานานแล้ว


เรามาถึงนครเฉิงตูในช่วงเที่ยง ก่อนจะเดินทางไปยัง "ศาลเจ้าขงเบ้ง" หรือ "อู่โหวฉือ" เป้าหมายที่ทุกคนรอคอยตอนบ่ายแก่ๆ

ทันทีที่เข้าไปในศาลขงเบ้ง ผมรู้สึกได้ทันทีถึงบรรยากาศอันร่มรื่นและเงียบสงบ แตกต่างจากข้างนอกซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายของผู้คนและรถรา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเราไปในวันจันทร์ ทำให้นักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก

[ด้านหน้าศาลเล่าปี่]

เดินตรงเข้าไป เราพบกับศาลเล่าปี่อยู่หน้าสุด อันนี้ขอขยายความนิดหนึ่งว่า ศาลเล่าปี่ดั้งเดิมนั้น สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.203 ซึ่งก็คือตอนที่พระเจ้าเล่าปี่เพิ่งสิ้นพระชนม์ ส่วนศาลขงเบ้งแต่เดิมไม่ได้อยู่ที่เฉิงตู

ต่อมาในยุคเหนือ-ใต้ ได้มีการย้ายศาลของเจ้ามังกรเร้นกายมาไว้ที่เมืองนี้ แต่ยังเป็นคนละที่กับศาลของคนใหญ่แซ่เล่า

ผมได้ยินมานานแล้วว่า ในหมู่คนเสฉวน ความนิยมที่พวกเขามีต่อ "จูเก๋อเลี่ยง" ขงเบ้ง อยู่เหนือเล่าปี่ผู้เป็นนาย มาเที่ยวทริปนี้ได้พูดคุยกับคนเสฉวน ก็ได้รับการยืนยันตามนั้น 

ในสมัยราชวงศ์หมิง รัฐบาลหมิงเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่ประชาชนจะมายกย่อง "ขุนนาง" อย่างกุนซือจูกัด ในระดับที่เทียบเท่า หรืออาจจะเหนือกว่า "กษัตริย์" อย่างเล่าปี่ (โดยนัยคือ ไม่อยากให้ประชาชนบูชาขุนน้ำขุนนางเหนือฮ่องเต้ อันอาจก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องได้) จึงรวมเอาศาลขงเบ้งเข้าไว้กับศาลเล่าปี่ กลายเป็นศาลแห่งนี้

[ป้ายบอกทางไปศาลเล่าปี่ ศาลขงเบ้ง และศาลร่วมสาบานสามพี่น้อง]

พอเข้าสู่ยุคราชวงศ์ชิง สมัยคังซีฮ่องเต้ ที่นี่ได้รับการบูรณะฟื้นฟูครั้งใหญ่ จนกลายมาเป็นรูปแบบของศาลที่เราเห็นกันในปัจจุบัน คือมีศาลเล่าปี่อยู่ข้างหน้า ศาลขงเบ้งอยู่ตรงกลาง ทั้งสองศาลแยกจากกัน และยังมีสุสานเล่าปี่รวมทั้งศาลอื่นอยู่ข้างหลัง (ต่างจากแต่ก่อนที่มีอยู่ศาลเดียว รูปปั้นเล่าปี่และขงเบ้งอยู่คู่กัน)

นับเป็นที่เดียวในประเทศจีนที่มีทั้งศาลของ "จักรพรรดิ" และ "ขุนนาง" อยู่ในรั้วเดียวกัน

แม้กระนั้น ชื่อของศาลแห่งนี้ก็ยังเป็น "อู่โหวฉือ" แปลเป็นไทยว่า "ศาลพระยาอู่" อันหมายถึง "ศาลขงเบ้ง" อยู่เหมือนเดิม  พูดอีกอย่างคือ แม้จะชื่อ "ศาลขงเบ้ง" แต่ข้างในมีทั้งศาลของ "ขงเบ้ง" และ "เล่าปี่" (แต่เดี๋ยวนี้ผมมักเห็นบริษัททัวร์ไทยเรียกรวมๆ กันว่า "ศาลเจ้าสามก๊ก")

หากลองคิดพิจารณาดู สิ่งเหล่านี้จักเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่เพราะคุณงามความดีและวีรกรรมของขงเบ้ง ที่ทำให้ตัวเขาเองเป็นที่รักและเคารพ ไม่แพ้ หรืออาจจะเหนือกว่าผู้เป็นนายเมื่อตายไปแล้ว 

แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ต้องการเช่นนั้นเลยก็ตาม

[รูปปั้นเล่าปี่ภายในศาลเล่าปี่]
[รูปปั้นกวนอูภายในศาลเล่าปี่ ใส่ชุด-สวมหมวกเหมือนจักรพรรดิ 
เนื่องจากกวนอูในที่นี้ถูกยกเป็นเสมือนฮ่องเต้ 
ป้ายชื่อเขียนไว้ด้วยว่า "กวนตี้" แปลว่า "ฮ่องเต้กวน"
หากเห็นแต่ชุดฮ่องเต้อาจเข้าใจผิดว่าเป็นเล่าปี่ได้]

เดินผ่านประตูเข้าไป มีรูปปั้นของพระเจ้าเล่าปี่ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านรับแขกอยู่ตรงกลาง 

ที่น่าสนใจคือ ด้านข้างของเล่าปี่ หาใช่รูปปั้นของ “พระเจ้าเล่าเสี้ยน” องค์รัชทายาทผู้ขึ้นมาสืบบัลลังก์ไม่ แต่กลายเป็น “เล่าขำ” หรือ “หลิวจ้าน” ตามสำเนียงจีนกลาง โอรสองค์ที่ห้าของเล่าเสี้ยน !! 

บางคนที่เคยอ่านสามก๊กอาจพอจำได้ เขาผู้นี้คือคนที่บุกเข้าไปในท้องพระโรง คัดค้านไม่ให้พ่อยอมแพ้ต่อทัพวุยซึ่งบุกมาประชิดเมือง ทว่าเล่าเสี้ยนผู้โฉดเขลากลับไล่ตะเพิดลูกชายคนซื่อออกไป ก่อนจะมัดตัวเองไปสยบแทบเท้าศัตรูในเวลาต่อมา

เล่าขำเป็นคนรักในศักดิ์ศรี จึงปรึกษากับภรรยาว่าเรายอมตายดีกว่าตกเป็นข้าของศัตรู ฝ่ายภรรยาเล่าขำหัวจิตหัวใจแข็งแกร่งไม่แพ้ผัว นางชิงฆ่าตัวตายเสียก่อนเพื่อให้สามีหมดห่วง

[รูปปั้นเล่าขำ ในศาลเล่าปี่]

เล่าขำเห็นเมียตายแล้วก็กัดฟันชักดาบออกมาสังหารลูกสามคนของตนเอง จากนั้นจึงตัดศีรษะของภรรยาและลูกทั้งสาม แล้วหิ้วเอา "หัว 4 หัว" ไปวางต่อหน้าศาลพระเจ้าเล่าปี่ บอกกล่าวเสด็จปู่ด้วยน้ำตานองหน้าว่าแผ่นดินที่พระองค์เพียรสร้างมานี้ถึงกาลอวสานแล้ว ว่าแล้วก็เชือดคอตัวเองตายตามไป  


เป็นการ "ตายยกครัว" ที่น่าโศกสลดเกินบรรยาย!!

ปัจจุบัน วีรกรรมของเล่าขำยังเป็นที่จดจำ และเขาก็ได้รับเกียรติให้นั่งอยู่ใกล้ๆ พระเจ้าเล่าปี่ในศาลแห่งนี้ 

ต่างจากเล่าเสี้ยน พ่อแท้ๆ ของเล่าขำ ซึ่งไม่พบรูปเคารพแม้ในซอกหลืบไหนเลย!!

No comments:

Post a Comment

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ