Tuesday, July 29, 2014

อุทยานฟู่เล่อ "รางวัลแด่คนช่างฝัน" (๑)

[แผ่นหินบอกชื่ออุทยาน ณ ทางเข้าฝั่งทิศใต้]

นี่คือสถานที่ที่ผมตั้งหน้าตั้งตารอเป็นอันดับต้นๆ ของทริปบุกเดี่ยวเสฉวนเที่ยวนี้เลยนะครับ

สถานที่นี้มีชื่อว่า "ฟู่เล่อซานกงหยวน" แปลเป็นไทยคือ "อุทยานภูเขาฟู่เล่อ" อยู่ในเมืองเหมียนหยาง ห่างจากนครหลวงเฉิงตูออกมาราวๆ 135 กม. (โดยระยะทาง ถ้าเฉิงตูคือกรุงเทพ เหมียนหยางก็เปรียบได้กับสิงห์บุรี ประมาณนั้น)

ผมนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟจ้าวเจว๋ย์ เมืองเฉิงตู มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังเมืองเหมียนหยาง เช้าวันนั้นฝนตกลงมาค่อนข้างหนัก ทำให้ผมตัดสินใจออกจากที่พักล่าช้ากว้าโปรแกรมที่วางไว้ กว่าจะมาขึ้นรถไฟได้ก็ประมาณ 10.40 จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะจับรถไฟเที่ยว 8 โมงกว่าๆ

ผมขึ้นรถไฟ (ความเร็วปกติ) ผ่านเมืองเต๋อหยาง (ที่ตั้งของสุสานบังทองที่เคยเล่าให้ฟังเมื่อทริปที่แล้ว อ่านได้ ที่นี่) และมาลงที่เมืองเหมียนหยาง จุดหมายปลายทางในครั้งนี้

พอถึงสถานีรถไฟเมืองเหมียนหยาง ผมเดินเข้าไปอีกตึกหนึ่ง เพื่อซื้อตั๋วรถไฟขากลับรอไว้ เพราะไม่อยากต่อแถวยาวในช่วงเย็น

[สถานีรถไฟเมืองเหมียนหยาง]

จากนั้น ผมเดินผ่านบรรดาแท็กซี่ที่มาโบกมือดัก กวักมือเรียกอยู่หน้าสถานี เพราะรู้ดีว่าพวกนี้มักชอบโขกราคาแพงเว่อร์ (ประสบการณ์จากเมืองไทยทำให้เราคาดเดาเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนจีนแท้ๆ บางคนถึงยังไปใช้บริการอยู่)

อย่างไรก็ตาม ด้วยความอยากรู้ จึงอดไม่ได้ที่จะถามเจ้าโชเฟอร์คนหนึ่งที่มาชวนขึ้นรถว่าจะคิดราคาเท่าไร พอบอกจุดหมายปลายทางไปเท่านั้น พ่อเจ้าประคุณตอบกลับมาว่า "30 หยวน" (ประมาณ 150 บาทไทย)

ด้วยความที่ศึกษาระยะทางมาเป็นอย่างดี ผมจึงตอบกลับไปเป็นภาษาจีนว่า "นายนี่คิดแพงเว่อร์เลยว่ะ"

นี่ขนาดในรถมันมีผู้โดยสารนั่งอยู่คนนึงแล้วนะครับ คือมันกะจะรับคนจนเต็มรถ ยังกะวินสองแถวบ้านเรา แถมคิดราคาต่อคนแพงกว่าค่าบริการแท็กซี่ปกติ 2-5 เท่า ประมาณว่ากะวิ่งเทียวเดียว ได้ตังค์เท่ากับวิ่งทั้งวัน ว่างั้น

ผมเดินออกมาจากสถานีสัก 150 เมตร ยืนอยู่ริมถนน เรียกแท็กซี่ที่วิ่งผ่าน แล้วขึ้นไปนั่งสบายๆ มุ่งหน้าต่อไปยังจุดหมาย อยู่ห่างออกไปเพียง 6 กม.

โชเฟอร์แท็กซี่พาผมขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำ มองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเหมียนหยางโดยรอบ และไปส่งผมที่ประตูฝั่งทิศใต้ของตัวอุทยาน ค่าโดยสาร 13 หยวน (68 บาท) เท่านั้น (ถึงได้บอกไงครับว่าแท็กซี่ที่ไปจอดรถที่สถานีรถไฟมันคิดแพงเว่อร์)

ในที่สุดก็มาถึงแล้ว สถานที่ๆ ผมอยากมาเยือนและรอคอยมานาน ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ... "ฟู่เล่อซานกงหยวน" (富乐公园) หรือ "อุทยานภูเขาฟู่เล่อ" 


[บันไดทางเข้าสวน ด้านบนมีภาพเหตุการณ์เล่าปี่พบเล่าเจี้ยง 
ยืนยันว่ามาถูกที่แน่นอน]

ถามว่าทำไมผมถึงอยากมาที่นี่นัก?

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมได้ศึกษาข้อมูลว่า สถานที่นี้ คือที่ที่ "เล่าเจี้ยง" เจ้าเมืองเสฉวน ใช้ต้อนรับ "เล่าปี่" ขุนศึกร่วมแซ่ หลังจากเล่าเจี้ยงขอให้เล่าปี่ ซึ่งครองเมืองเกงจิ๋วอยู่ขณะนั้น นำกำลังมาช่วยต้านทัพของเตียวฬ่อ เจ้าเมืองฮันต๋ง ที่กำลังจะยกทัพลงมาบุกเสฉวน 

เล่าเจี้ยงเปิดเมืองรับเล่าปี่ ท่ามกลางการคัดค้านของนายทหารเสฉวนหลายคน ที่มองว่าการเรียกพี่ใหญ่แห่งสวนท้อมาช่วยป้องกันเมือง เปรียบเสมือนเปิดประตูให้ "เสือ" เข้ามาในบ้าน แต่ขุนศึกคนซื่อหาฟังไม่ บอกว่าเล่าปี่คือญาติร่วมแซ่ ไม่มีทางคิดร้ายต่อตนเองแน่นอน

พอคณะของเล่าปี่เดินทางมาถึง เล่าเจี้ยงได้จัดเลี้ยงต้อนรับอย่างใหญ่โต ณ สถานที่แห่งนี้ พร้อมพาเล่าปี่ไปชมวิวทิวทัศน์ของเมือง ซึ่งปัจจุบันคือเมืองเหมียนหยาง

เล่าปี่เห็นทิวทัศน์ที่งดงามสุดจะบรรยาย ก็ถึงกับหลุดปากออกมาว่า "นี่ช่างเป็นแผ่นดินที่มั่งคั่งและมีความสุขเสียนี่กระไร .... กูอยากได้เสียจริงๆ" (ท่อนหลังสุดผมเติมเองครับ 555+)  

คำพูดของเล่าปี่นี่เอง ที่กลายเป็นชื่อของอุทยานแห่งนี้ "ฟู่" (富) แปลว่า "มั่งคั่ง, ร่ำรวย" ส่วน "เล่อ" (乐) แปลว่า "มีความสุข" 

(ส่วน "ซาน" () แปลว่า ภูเขา และ "กงหยวน" (公园)  แปลว่า สวน หรือ อุทยาน)

... ฟู่เล่อซานกงหยวน จึงหมายถึง อุทยานภูเขาแห่งความสุขและความมั่งคั่ง นั่นเอง



[สวนสวยแห่งแรงที่ผมพบ มีรูปหญิงงามดีดพิณผีผา]

ผมเดินเข้าไปในอุทยาน ซึ่งไม่เก็บค่าผ่านประตูเลยแม้แต่หยวนเดียว อากาศหลังฝนตกใหม่ๆ ดีมากๆ บริสุทธิ์ สดชื่น ค่อนข้างเย็น กลิ่นไอฝนลอยมาเตะจมูก หายใจได้เต็มปอด

เชื่อว่านักท่องเที่ยวจากแดนไกลสักคน คงไม่อาจคาดหวังอากาศที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว

ผมเดินต้านแรงโน้มถ่วงโลกเข้าไปด้านใน (ที่ใช้คำว่า "ต้านแรงโน้มถ่วง" เนื่องจากที่นี่เป็นภูเขา จึงต้อง "เดินขึ้น") เมื่อยขาไม่ใช่เล่น แต่ด้วยความที่อากาศดี ทำให้คลายความเหนื่อยไปได้เยอะ

จุดแรกที่พบ เป็นสวนสวย เดินผ่านประตูเข้าไป พบกับบึงขนาดใหญ่ น้ำเขียวใส มีรูปปั้นหญิงงามกำลังดีดพิณอยู่กลางบึง  รอบๆ บึงมีทางเดิน มีเก๋งจีนให้นั่งพักผ่อน มองไปเห็นประดา ส.ว.จีน จับกลุ่มร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน

(เห็นแล้วนึกถึงคนแก่แถวลาดพร้าวบ้านผม ที่ไปจับกลุ่มพูดคุย ร้องคาราโอเกะตรงฟู้ดคอร์ทห้างบิ๊กซี ผมว่าคนแก่ที่นี่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าเยอะ)

เดินเล่นอยู่ในสวนสักพัก ผมก็ออกจากสวน และเดินต้านแรงโน้มถ่วงโลกขึ้นเขาต่อไป เพื่อพบกับ "อะไรสักอย่าง" ที่รออยู่บนนั้น

"อะไรสักอย่าง" นั้น จะเป็นอะไร ในตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ


----------------------------

Sunday, July 27, 2014

ตู้เจียงเยี่ยน เมืองในฝัน บ้านหลินปิง (จบ)

[ถนนริมเขื่อนตู้เจียงเยี่ยน เต็มไปด้วยร้านรวง บรรยากาศชิลชิล น่าเดินมาก]

เคยเล่าไปแล้วถึง "ระบบชลประทานตู้เจียงเยี่ยน" ระบบบริหารจัดการน้ำมหัศจรรย์อายุหลายพันปี ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนเสฉวนตลอดมา

ในตอนนี้จะเล่าถึง "เมืองตู้เจียงเยี่ยน" ซึ่งผมได้ไปสัมผัส ระหว่างเดินทางไปท่องเที่ยวระบบชลประทานดังกล่าว

อ้อ เพื่อไม่ให้สับสน ผมขอเรียก ระบบชลประทานตู้เจียงเยี่ยน ว่า "เขื่อน" นะครับ แม้ว่าที่จริงมันจะเป็นมากกว่าเขื่อน ดังได้เล่าไว้ในตอนที่แล้ว แต่ก็ขอเรียกดังนี้ เพื่อให้จำกันง่ายๆ

เมืองแห่งนี้ มีสถานที่ท่องเที่ยวหลักสองแห่ง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

หนึ่งคือ "เขื่อนตู้เจียงเยี่ยน" ตามที่ได้เล่าไปแล้ว

และอีกหนึ่งคือ "ภูเขาชิงเฉิง" สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

ยังไม่นับสถานที่รองๆ อย่าง "ปี้เฟิงเสีย" สถานเพาะพันธุ์แพนด้าที่นักท่องเที่ยวน้อยคนจะได้มาเยือน เพราะส่วนใหญ่นิยมไปศูนย์แพนด้าตรงชานเมืองเฉิงตู (ชื่อทางการคือ ศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์แพนด้า เฉิงตู 成都大熊猫繁育研究基地) ซะมากกว่า

หลินปิง แพนด้าน้อยขวัญใจคนไทยก็ถูกส่งมาอยู่ที่นี่ .. ที่ตู้เจียงเยี่ยนนี่แหล่ะ ไม่ใช่เฉิงตูนะครับ

[หินสลักตัวอักษร ยืนยันว่า ระบบชลประทานตู้เจียงเยี่ยน คือ "มรดกโลก"]

ผมขึ้น "รถไฟความเร็วสูง" สายภูเขาชิงเฉิง (ชื่อเดียวกับจุดหมายปลายทางของรถไฟสายนี้) จากเมืองเฉิงตู มุ่งหน้าตู้เจียงเยี่ยน

รถไฟขบวนนี้หยุดแค่ 3 สถานี สถานีแรกผมจำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร สถานีที่สองชื่อ "ตู้เจียงเยี่ยน" ซึ่งผู้ที่จะไปเที่ยวเขื่อนต้องลงตรงนี้ และสถานีสุดท้ายชื่อ "ภูเขาชิงเฉิง" สำหรับผู้ที่ต้องการไปเที่ยวภูเขาดังกล่าวนั่นเอง

ผมลงรถไฟ ณ สถานีตู้เจียงเยี่ยน เพื่อมุ่งหน้าไปเที่ยวเขื่อน ทันทีที่ลงจากรถไฟ มองไปรอบๆ สถานีแห่งนี้ยังใหม่เอี่ยม ขนาดใหญ่โตโอ่โถง

เดินออกมาข้างนอก มีห้องน้ำที่ทั้งสะอาดและสวยอยู่ด้านหน้า ให้ผู้โดยสารได้เข้ามาปลดทุกข์ก่อนเดินทางต่อ

ผมขึ้นรถเมล์ราคาสองหยวน (สิบบาทกว่าๆ) ที่มาจอดรออยู่ด้านหน้า โดยรถเมล์คันนี้จะไปสุดสายที่ตัวเขื่อนพอดี

[สถานีรถไฟเมืองตู้เจียงเยี่ยน]

ตลอดเวลาที่อยู่บนรถเมล์ มองไปรอบๆ รู้สึกทึ่งกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมืองตู้เจียงเยี่ยน ดูเหมือนมีการจัดวางผังเมืองเป็นอย่างดี รู้เลยว่าเป็นเมืองที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ 

เมืองทั้งเมืองสะอาดสะอ้าน หันไปทางไหนก็งามตา มองไปข้างหน้าเป็นวิวทิวเขาอยู่ในเมฆหมอก งดงามยิ่ง

รถเมล์คันที่ผมนั่ง (ที่จริงคือยืน) วิ่งอยู่บนถนนสายหลัก มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมือง พาผู้คนไปลงยังสถานที่หลักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัย โรงพยาบาล สนามกีฬา ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ

บนขบวนรถมีผู้สูงอายุทยอยกันขึ้นๆ ลงๆ ทุกคนดูยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เร่งรีบเกรี้ยวกราดเหมือนคนจีนในเมืองใหญ่ๆ ที่ได้เห็นมา (รวมทั้งเฉิงตูด้วย)

[อนุสรณ์ม้าขี่ลูกโลกอยู่ใจกลางเมือง]

เชื่อว่าคนไทยน้อยคนนักที่จะเคยมาเยือนเมืองนี้ ถ้าจะมีก็คือคนที่มาเที่ยวเสฉวน และบังเอิญมีเขื่อนตู้เจียงเยี่ยนอยู่ในโปรแกรมทัวร์ด้วยเท่านั้น* ซึ่งแม้จะเป็นเช่นนั้น ก็คงยากที่จะได้มีโอกาสสัมผัสเมืองทั้งเมืองใกล้ชิดแบบนี้

ผมนึกในใจว่า ชาวเมืองตู้เจียงเยี่ยน ถือได้ว่า "โชคดี" กว่าคนจีนในอีกหลายเมือง

และหากท่านได้มาเห็นเมืองนี้ด้วยตาเหมือนผม ท่านอาจจะบอกตัวเองว่า...

"นี่ไม่ใช่เมืองจีนที่เราเคยรู้จักจริงๆ"


----------------------------

หมายเหตุ - * โปรแกรมทัวร์เสฉวนส่วนใหญ่ หากไม่ไปจิ่วไจ้โกว ก็จะไปง้อไบ๊ เล่อซาน หรือหากเป็นพวก "เจาะลึกเฉิงตู" ก็จะเน้น ศาลขงเบ้ง โชว์เปลี่ยนหน้ากาก ชมหมีแพนด้า ฯลฯ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ได้ยินว่าทางเมืองตู้เจียงเยี่ยนกำลังพยายามโปรโมท ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งนักท่องเที่ยวไทยให้มาเที่ยวเหมือนกัน



Friday, July 25, 2014

หัวอกคนเล่าประวัติศาสตร์


วันก่อนไปฟัง อาจารย์สุเนตร ชุตินทรานนท์ นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ชื่อดัง เล่าเรื่องภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ที่มติชน อคาเดมี่ มาครับ

อาจารย์ท่าน ในฐานะผู้มีส่วนร่วมกับหนังเรื่องนี้โดยตรง ได้เล่าหลายๆ เรื่องที่น่าสนใจมาก โดยยึดเอาภาพยนตร์ของท่านมุ้ย (ซึ่งผมเคยดูแค่ 2 ภาคแรก และไม่ได้ดูอีก เพราะไม่รู้สึกสนุก) เป็นโครง ก่อนจะเชื่อมโยงกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์

ก็พูดถึงทั้งอยุธยา ทั้งหงสาฯ เรื่องสงคราม เรื่องการรบทัพจับศึก เรื่องบุคคลสำคัญต่างๆ เรื่องยุทธหัตถี ฯลฯ ว่าอะไรมีบันทึกไว้ อะไรเป็นสิ่งที่แต่งเติมเสริมเข้ามาเพื่อความสนุกของหนัง

ได้รู้เรื่องราวที่ไม่เคยรู้มาก่อนเยอะแยะ

ตอนท้ายเขาเปิดโอกาสให้ถามคำถาม ผมจึงลุกขึ้นถามว่า เคยอ่านมาว่า แท้จริงแล้วพระมหาอุปราชาไม่ได้ถูกพระนเรศวรฟันคอขาดตาย แต่ถูกฝ่ายอยุธยายิงปืนไฟใส่จนสิ้นชีพคาหลังช้าง เรื่องจริงเป็นอย่างไร

อาจารย์สุเนตรจึงตอบคำถาม โดยอรรถาธิบายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างละเอียด ซึ่งก็เป็นไปตามที่ผมเข้าใจ

กล่าวคือ หลักฐานพม่าระบุว่า พระมหาอุปราชาโดนทหารรับจ้างฝรั่งของฝ่ายอยุธยาเอาปืนยิงตาย..โดยไม่ตั้งใจ (อ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ พม่ารบไทย)

นั่นแปลว่ากระไร?

ก็แปลว่า หากเชื่อหลักฐานพม่า เรื่องราว "ยุทธหัตถี" ระหว่างทั้งสองพระองค์ คือ พระนเรศ กับ พระมหาอุปราช ย่อมไม่เคยเกิดขึ้นจริง!! (คือเตรียมจะมารบกัน แต่ฝ่ายนึงตายก่อน)

ตลอดเวลาที่พูดอยู่ 2 ชั่วโมงกว่าๆ อาจารย์สุเนตรท่านจะคอยสอดแทรกเสมอว่า เรื่องในหนัง รวมทั้งเรื่องที่เราเรียนกันมาแต่เด็กนั้น อะไรมีบันทึกไว้ อะไรไม่มีในหลักฐานทางประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ผมจะลุกขึ้นถาม ท่านก็ไม่ได้พูดถึงเลยว่ายุทธหัตถีระหว่างทั้งสองพระองค์นั้น "ไม่จริง"  หรือไม่ได้มีการชนช้างกันจริงระหว่างสองฝ่าย


ประเด็นนี้ผมเข้าใจดีครับ ผมเองถูกเรียกตัวไปเล่าเรื่องสามก๊กให้คนฟังอยู่บ่อยๆ ...

ทุกครั้งเวลาไปพูดที่ไหน ผมจะบอกกับ "คนฟัง" รวมทั้ง "คนจัด" เสมอว่า ผมจะเล่าเรื่องราวตาม "วรรณกรรมสามก๊ก" ของหลอกว้านจงเป็นหลัก 

อาจจะมีแทรกบ้างว่าอะไรเคยเกิดขึ้นจริง อะไรโม้ อะไรมีหลักฐานประวัติศาสตร์รองรับ อะไรเป็นสิ่งที่ผู้ประพันธ์มโนขึ้นมา

แต่จะไม่ใช้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เป็น "แกนหลัก" ในการเล่า มิเช่นนั้นจะเป็นการ "ทำลายจินตนาการ" ของผู้ฟัง

คิดดูสิครับ เขามาเพื่อจะฟังว่า กวนอู ตัดหัว ฮัวหยง แบบไหน ไฉนจึงฟันฉับๆๆ ได้รวดเร็วชนิดที่สุราในจอกยังไม่หายอุ่น ถ้าผมไปบอกว่า นั่นมัน "โม้" ทั้งนั้นแหล่ะ .. ดีไม่ดีเขาจะไล่กลับบ้านเอา

อาจารย์สุเนตรเวลาเล่าประวัติศาสตร์ก็คงต้องทำเช่นนี้ ขึ้นเวทีมาจะบอกก่อนเลยว่า "เฮ้ย ยุทธหัตถีมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะ" ก็คงไม่ได้ ก็ต้องเล่าไปตาม "ตำนาน" ก่อน (ซึ่งคำว่า ตำนาน ก็ชัดอยู่แล้วว่าอาจจะไม่จริง)

.... แล้วค่อยๆ สอดแทรก-แยกแยะ ให้เห็นไปทีละประเด็น

นี่แหล่ะครับ หัวอกคนเล่าประวัติศาสตร์ แม้จะจำเป็นต้อง "ตามน้ำ" อยู่บ่อยครั้ง เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่การให้ความรู้ที่ถูกต้องนั้นจำเป็นยิ่งกว่า 

จึงควร "แจกแจง" ให้เข้าใจ ว่าอะไร (น่าจะ) "จริง" อะไร (น่าจะ) "ไม่จริง"

เรื่องประวัติศาสตร์ แค่รู้จริงยังไม่พอ การถ่ายทอดอย่างเป็น ระบบ-ระเบียบ รู้จัก จำแนก-แยกเรื่อง ถือว่าสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันครับ


------------------------------


หมายเหตุ - ที่เขียนมาข้างต้น ผมมิได้มีเจตนาเอาตัวเองไปเทียบกับอาจารย์สุเนตร และไม่มีวันกล้าที่จะทำเช่นนั้น เพียงอยากเล่าประสบการณ์ของตัวเองเสริมเข้าไป ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็น "คนเล่าเรื่อง" อยู่บ่อยครั้งครับ

Tuesday, July 8, 2014

อุ่นใจ กับ รถไฟจีน


โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมไปเสฉวนคราวนี้ ได้ออกไปเที่ยวต่างเมืองหลายครั้งครับ สิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากคือ "รถไฟจีน"

รถไฟจีน ไม่ว่าจะเป็น "ความเร็วปกติ" หรือ "ความเร็วสูง" ก็ขึ้นลงได้ที่สถานีเดียวกัน โดยเราสามารถเช็คตารางล่วงหน้าในเว็บไซต์ หรือจะซื้อตั๋วออนไลน์เลยก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไปซื้อเอาที่สถานีนั่นแหล่ะ ไม่ได้ยุ่งยากอะไร

เวลาของรถไฟจีนนี่ "เป๊ะ" พอสมควรครับ อาจมีคลาดเคลื่อนบ้าง สำหรับขบวนที่มาจากต่างเมืองไกลๆ แต่ก็แค่ไม่กี่นาที เราจึงกำหนดเวลาและวางแผนการเดินทางได้ง่ายมาก

การจะซื้อตั๋วรถไฟ ถ้าเป็นคนจีนต้องแสดงบัตรประชาชน ส่วนคนต่างชาติอย่างผมต้องใช้พาสปอร์ต ทั้งนี้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

เมื่อได้ตั๋วมาแล้ว จะเห็นเลยว่าบนหน้าตั๋วมีหมายเลขพาสปอร์ตของเราระบุไว้ชัดเจน เจ้าหน้าที่สามารถขอตรวจเช็คได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่ซื้อตั๋วจริงๆ

ผมได้ลองนั่งทั้งรถไฟ "ความเร็วปกติ" และ "ความเร็วสูง" ครับ เชื่อไหมว่า ทั้งสองระบบ "ราคาตั๋ว" ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก 

(และผู้โดยสารบางทีก็ไม่ได้เลือกหรอกว่าต้องเป็นความเร็วสูงหรือไม่สูง เลือกเอาเที่ยวที่มาเร็วที่สุดนั่นแหล่ะ)


อย่างไรก็ตาม พอขึ้นไปนั่งบนรถ เห็นได้ชัดว่ารถไฟความเร็วสูงดู "หรู" กว่ามากครับ ภายในขบวนรถก็ใหม่ มีพนักงานต้อนรับ แต่งตัวเหมือนแอร์โฮสเตสบนเครื่องบิน

ที่สำคัญคือ บนไฮสปีดเทรนไม่มีควันบุหรี่มากวนใจ ดูเหมือนเค้าค่อนข้างเข้มงวดกว่า ต่างจากรถไฟปกติ ที่ต้องนั่งดมควันบุหรี่ไปตลอดทาง เพราะไม่มีผนังกั้นระหว่างพื้นที่สูบบุหรี่กับที่นั่งผู้โดยสารปกติ

ผมได้ลองนั่งไฮสปีดเทรนของจีนมาหลายครั้ง สังเกตทุกครั้งว่าความเร็วสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 300 กม. ขึ้น แต่นานๆ ทีจะเร่งถึงจุดนั้น ส่วนใหญ่ก็จะวิ่งด้วยความเร็วร้อยกว่าๆ สองร้อย ไปตลอดทาง


อีกอย่างที่อยากตั้งข้อสังเกตคือ มีบางคนบอกว่า ถ้าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายสั้นๆ จะไม่คุ้ม แต่สำหรับรถไฟความเร็วสูงของจีนนี่ บางสายก็ไม่ใช่ระยะทางไกลอะไรเลยนะครับ

อย่างสาย "เฉิงตู - ภูเขาชิงเฉิง" ที่ผมนั่งไปเที่ยวระบบชลประทานตู้เจียงเยี่ยน ระยะทางแค่ 70 กว่ากิโลเท่านั้นเอง สั้นกว่า กรุงเทพ-หัวหิน ซะอีก โดยจอดแค่ 3 สถานี

สรุปว่าขึ้นรถไฟจีนมาหลายครั้ง สะดวกสบายพอสมควร แต่ที่ชอบมากคือ "รถไฟความเร็วสูง" ทุกอย่างสะอาด เรียบร้อย เป็นระเบียบ ปลอดภัย 

"อุ่นใจ" กับรถไฟจีนครับ