Tuesday, July 29, 2014

อุทยานฟู่เล่อ "รางวัลแด่คนช่างฝัน" (๑)

[แผ่นหินบอกชื่ออุทยาน ณ ทางเข้าฝั่งทิศใต้]

นี่คือสถานที่ที่ผมตั้งหน้าตั้งตารอเป็นอันดับต้นๆ ของทริปบุกเดี่ยวเสฉวนเที่ยวนี้เลยนะครับ

สถานที่นี้มีชื่อว่า "ฟู่เล่อซานกงหยวน" แปลเป็นไทยคือ "อุทยานภูเขาฟู่เล่อ" อยู่ในเมืองเหมียนหยาง ห่างจากนครหลวงเฉิงตูออกมาราวๆ 135 กม. (โดยระยะทาง ถ้าเฉิงตูคือกรุงเทพ เหมียนหยางก็เปรียบได้กับสิงห์บุรี ประมาณนั้น)

ผมนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟจ้าวเจว๋ย์ เมืองเฉิงตู มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังเมืองเหมียนหยาง เช้าวันนั้นฝนตกลงมาค่อนข้างหนัก ทำให้ผมตัดสินใจออกจากที่พักล่าช้ากว้าโปรแกรมที่วางไว้ กว่าจะมาขึ้นรถไฟได้ก็ประมาณ 10.40 จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะจับรถไฟเที่ยว 8 โมงกว่าๆ

ผมขึ้นรถไฟ (ความเร็วปกติ) ผ่านเมืองเต๋อหยาง (ที่ตั้งของสุสานบังทองที่เคยเล่าให้ฟังเมื่อทริปที่แล้ว อ่านได้ ที่นี่) และมาลงที่เมืองเหมียนหยาง จุดหมายปลายทางในครั้งนี้

พอถึงสถานีรถไฟเมืองเหมียนหยาง ผมเดินเข้าไปอีกตึกหนึ่ง เพื่อซื้อตั๋วรถไฟขากลับรอไว้ เพราะไม่อยากต่อแถวยาวในช่วงเย็น

[สถานีรถไฟเมืองเหมียนหยาง]

จากนั้น ผมเดินผ่านบรรดาแท็กซี่ที่มาโบกมือดัก กวักมือเรียกอยู่หน้าสถานี เพราะรู้ดีว่าพวกนี้มักชอบโขกราคาแพงเว่อร์ (ประสบการณ์จากเมืองไทยทำให้เราคาดเดาเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนจีนแท้ๆ บางคนถึงยังไปใช้บริการอยู่)

อย่างไรก็ตาม ด้วยความอยากรู้ จึงอดไม่ได้ที่จะถามเจ้าโชเฟอร์คนหนึ่งที่มาชวนขึ้นรถว่าจะคิดราคาเท่าไร พอบอกจุดหมายปลายทางไปเท่านั้น พ่อเจ้าประคุณตอบกลับมาว่า "30 หยวน" (ประมาณ 150 บาทไทย)

ด้วยความที่ศึกษาระยะทางมาเป็นอย่างดี ผมจึงตอบกลับไปเป็นภาษาจีนว่า "นายนี่คิดแพงเว่อร์เลยว่ะ"

นี่ขนาดในรถมันมีผู้โดยสารนั่งอยู่คนนึงแล้วนะครับ คือมันกะจะรับคนจนเต็มรถ ยังกะวินสองแถวบ้านเรา แถมคิดราคาต่อคนแพงกว่าค่าบริการแท็กซี่ปกติ 2-5 เท่า ประมาณว่ากะวิ่งเทียวเดียว ได้ตังค์เท่ากับวิ่งทั้งวัน ว่างั้น

ผมเดินออกมาจากสถานีสัก 150 เมตร ยืนอยู่ริมถนน เรียกแท็กซี่ที่วิ่งผ่าน แล้วขึ้นไปนั่งสบายๆ มุ่งหน้าต่อไปยังจุดหมาย อยู่ห่างออกไปเพียง 6 กม.

โชเฟอร์แท็กซี่พาผมขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำ มองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเหมียนหยางโดยรอบ และไปส่งผมที่ประตูฝั่งทิศใต้ของตัวอุทยาน ค่าโดยสาร 13 หยวน (68 บาท) เท่านั้น (ถึงได้บอกไงครับว่าแท็กซี่ที่ไปจอดรถที่สถานีรถไฟมันคิดแพงเว่อร์)

ในที่สุดก็มาถึงแล้ว สถานที่ๆ ผมอยากมาเยือนและรอคอยมานาน ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ... "ฟู่เล่อซานกงหยวน" (富乐公园) หรือ "อุทยานภูเขาฟู่เล่อ" 


[บันไดทางเข้าสวน ด้านบนมีภาพเหตุการณ์เล่าปี่พบเล่าเจี้ยง 
ยืนยันว่ามาถูกที่แน่นอน]

ถามว่าทำไมผมถึงอยากมาที่นี่นัก?

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมได้ศึกษาข้อมูลว่า สถานที่นี้ คือที่ที่ "เล่าเจี้ยง" เจ้าเมืองเสฉวน ใช้ต้อนรับ "เล่าปี่" ขุนศึกร่วมแซ่ หลังจากเล่าเจี้ยงขอให้เล่าปี่ ซึ่งครองเมืองเกงจิ๋วอยู่ขณะนั้น นำกำลังมาช่วยต้านทัพของเตียวฬ่อ เจ้าเมืองฮันต๋ง ที่กำลังจะยกทัพลงมาบุกเสฉวน 

เล่าเจี้ยงเปิดเมืองรับเล่าปี่ ท่ามกลางการคัดค้านของนายทหารเสฉวนหลายคน ที่มองว่าการเรียกพี่ใหญ่แห่งสวนท้อมาช่วยป้องกันเมือง เปรียบเสมือนเปิดประตูให้ "เสือ" เข้ามาในบ้าน แต่ขุนศึกคนซื่อหาฟังไม่ บอกว่าเล่าปี่คือญาติร่วมแซ่ ไม่มีทางคิดร้ายต่อตนเองแน่นอน

พอคณะของเล่าปี่เดินทางมาถึง เล่าเจี้ยงได้จัดเลี้ยงต้อนรับอย่างใหญ่โต ณ สถานที่แห่งนี้ พร้อมพาเล่าปี่ไปชมวิวทิวทัศน์ของเมือง ซึ่งปัจจุบันคือเมืองเหมียนหยาง

เล่าปี่เห็นทิวทัศน์ที่งดงามสุดจะบรรยาย ก็ถึงกับหลุดปากออกมาว่า "นี่ช่างเป็นแผ่นดินที่มั่งคั่งและมีความสุขเสียนี่กระไร .... กูอยากได้เสียจริงๆ" (ท่อนหลังสุดผมเติมเองครับ 555+)  

คำพูดของเล่าปี่นี่เอง ที่กลายเป็นชื่อของอุทยานแห่งนี้ "ฟู่" (富) แปลว่า "มั่งคั่ง, ร่ำรวย" ส่วน "เล่อ" (乐) แปลว่า "มีความสุข" 

(ส่วน "ซาน" () แปลว่า ภูเขา และ "กงหยวน" (公园)  แปลว่า สวน หรือ อุทยาน)

... ฟู่เล่อซานกงหยวน จึงหมายถึง อุทยานภูเขาแห่งความสุขและความมั่งคั่ง นั่นเอง



[สวนสวยแห่งแรงที่ผมพบ มีรูปหญิงงามดีดพิณผีผา]

ผมเดินเข้าไปในอุทยาน ซึ่งไม่เก็บค่าผ่านประตูเลยแม้แต่หยวนเดียว อากาศหลังฝนตกใหม่ๆ ดีมากๆ บริสุทธิ์ สดชื่น ค่อนข้างเย็น กลิ่นไอฝนลอยมาเตะจมูก หายใจได้เต็มปอด

เชื่อว่านักท่องเที่ยวจากแดนไกลสักคน คงไม่อาจคาดหวังอากาศที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว

ผมเดินต้านแรงโน้มถ่วงโลกเข้าไปด้านใน (ที่ใช้คำว่า "ต้านแรงโน้มถ่วง" เนื่องจากที่นี่เป็นภูเขา จึงต้อง "เดินขึ้น") เมื่อยขาไม่ใช่เล่น แต่ด้วยความที่อากาศดี ทำให้คลายความเหนื่อยไปได้เยอะ

จุดแรกที่พบ เป็นสวนสวย เดินผ่านประตูเข้าไป พบกับบึงขนาดใหญ่ น้ำเขียวใส มีรูปปั้นหญิงงามกำลังดีดพิณอยู่กลางบึง  รอบๆ บึงมีทางเดิน มีเก๋งจีนให้นั่งพักผ่อน มองไปเห็นประดา ส.ว.จีน จับกลุ่มร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน

(เห็นแล้วนึกถึงคนแก่แถวลาดพร้าวบ้านผม ที่ไปจับกลุ่มพูดคุย ร้องคาราโอเกะตรงฟู้ดคอร์ทห้างบิ๊กซี ผมว่าคนแก่ที่นี่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าเยอะ)

เดินเล่นอยู่ในสวนสักพัก ผมก็ออกจากสวน และเดินต้านแรงโน้มถ่วงโลกขึ้นเขาต่อไป เพื่อพบกับ "อะไรสักอย่าง" ที่รออยู่บนนั้น

"อะไรสักอย่าง" นั้น จะเป็นอะไร ในตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ


----------------------------

No comments:

Post a Comment

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ