Friday, August 8, 2014

สถานที่ท่องเที่ยวในเสฉวน

สำหรับท่านที่อยากไปเที่ยวเสฉวน ผมขอให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวสักหน่อย เพื่อท่านจะได้เลือกจัดโปรแกรมได้ถูกต้องตรงใจ

ที่เที่ยวในมณฑลเสฉวนมีอยู่มากมายหลายประเภท โดยผมขอแบ่งออกเป็น 6 หมวดหมู่หลัก ดังนี้


เที่ยวธรรมชาติ 

เสฉวนเป็นมณฑลที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันโดดเด่นอยู่มากมายเป็นอันดับต้นๆ ของจีน ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคงหนีไม่พ้น จิ่วโจ้โกว รองลงมาคือ พระใหญ่เล่อซาน เขาง้อไบ๊ นอกจากนี้ ยังมีที่เที่ยวที่มีจุดเด่นเฉพาะตัวอย่าง อุทยานธารน้ำแข็งไห่โหลวโหว ภูเขาสกีซีหลิง ระบบชลประทานตู้เจียงเยี่ยน ฯลฯ เรียกได้ว่าต่อให้มีเวลาเป็นเดือนก็ยังยากจะเที่ยวได้ทั่ว



ท่องเที่ยวศึกษาประวัติศาสตร์

ด้วยความที่เป็นดินแดนเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นเมืองเอกของวรรณกรรม “สามก๊ก” ที่คนไทยรู้จักกันดี จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความเกี่ยวพันกับบุคคลสำคัญและเรื่องราวประวัติศาสตร์จำนวนมาก อาทิ ศาลขงเบ้ง หรือ อู่โหวฉือ ชื่อแรกๆ ที่มักปรากฏในโปรแกรมเที่ยวของกรุ๊ปทัวร์, กระท่อมตู่ฝู่ กวีชื่อดังสมัยราชวงศ์ถัง, สุสานหยงหลิง กษัตริย์ผู้สถาปนาราชวงศ์สู่ ในยุคห้าวงศ์สิบแคว้น


และหากพร้อมจะเดินทางไกลออกไปหน่อย ก็น่าจะไปเยี่ยมเยือนเมืองกว่างหยวน บ้านเกิดของพระนางบูเช็คเทียน เมืองหลางจง อดีตเมืองในปกครองของ เตียวหุย ขุนพลชื่อดังจากเรื่องสามก๊ก โดยนักท่องเที่ยวที่หลงใหลประวัติศาสตร์สามารถจัดทริปให้เหมาะสมกับความสนใจของตนเอง แต่อย่าหวังว่าจะเที่ยวได้ครบ เพราะนั่นคงต้องใช้เวลาหลายเดือนเลยทีเดียว



เมืองเก่า เมืองโบราณ

ในเสฉวน มีเมืองโบราณที่ติด 1 ใน 4 สุดยอดเมืองอนุรักษ์ของจีนอยู่ด้วย นั่นคือ เมืองโบราณหลางจง อยู่ในเมืองหลางจง (เมืองเตียวหุย) อีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเมืองโบราณจาวฮว่า อยู่ในเมืองกว่างหยวน ทั้งสองเมืองล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องสามก๊ก


พิพิธภัณฑ์

มีพิพิธภัณฑ์หลักอยู่สองแห่งที่อยากแนะนำให้ไปเที่ยวกัน คือ พิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย อยู่ที่เมืองเต๋อหยาง และ พิพิธภัณฑ์จินซา อยู่ในเมืองหลวงเฉิงตู ทั้งสองแห่งเต็มไปด้วยโบราณวัตถุอันประเมินค่าไม่ได้ 

  
ซิกเนเจอร์อื่นๆ

หากต้องการเที่ยวสถานที่ดังๆ ที่ใครๆ ก็ต้องมาเที่ยว และถือเป็น “เอกลักษณ์เฉพาะ” ของมณฑลเสฉวน ก็อย่างเช่น ไปชม “หมีแพนด้า” ที่ศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์แพนด้า เมืองเฉิงตู ไปชม “โชว์เปลี่ยนหน้ากาก” มรดกทางวัฒนธรรมของชาวเสฉวน เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ควร “เก็บให้ครบ” หากมีโอกาสมาเยือนดินแดนร้อยหุบเขาแห่งนี้


ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นการแบ่งแบบหยาบๆ ให้เลือกเที่ยวกันได้ตามความสนใจ และตามเวลาที่พึงมี แต่ขอให้จำไว้ว่า มณฑลเสฉวนใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งประเทศเสียอีก เราคนไทยแท้ๆ อยู่เมืองไทยมาหลายสิบปียังเที่ยวไทยไม่ทั่วเลย 

หากหวังจะเที่ยวเสฉวนให้ทั่วในเวลาไม่กี่วันก็ย่อมเป็นไปไม่ได้เช่นกัน... จริงไหมครับ?!!

Thursday, August 7, 2014

ว่าด้วยเรื่อง ... แท็กซี่เมืองจีน


การเดินทางด้วยแท็กซี่ในเสฉวน รวมทั้งอีกหลายเมืองใหญ่ๆ ในประเทศจีน ถือว่าค่อนข้างสะดวกครับ แต่แน่นอนว่า คนขับแทบทุกคนสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเราพูดจีนไม่เป็น ก็ขอให้เตรียมชื่อของจุดหมายที่ต้องการเดินทางไปเป็นตัวเขียนจีนเอาไว้ก่อน พอขึ้นรถก็ยื่นให้เขาดู

แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้น แนะนำว่า ให้ลองออกเสียงชื่อสถานที่ที่จะไปเป็นสำเนียงจีน (ถ้าทำได้) ถ้าเขาฟังไม่รู้เรื่องค่อยหยิบโพยให้ดู จะสะดวกกว่า

ที่สำคัญคือ แท็กซี่ที่นี่ไม่มีการปฏิเสธผู้โดยสารเป็นอันขาด 

ครั้งแรกๆ ที่ผมขึ้นแท็กซี่จีน ไอ้เราก็ทำไปตามความเคยชินของคนกรุงเทพ คือเปิดประตูแล้วแต่ยังไม่กล้าก้าวขึ้นรถ ก็บอกจุดหมายปลายทางที่ต้องการไปให้รู้ก่อน แล้วถามคนขับว่าจะไปไม่ไป พี่คนขับได้ยินดังนั้น จึงสวนกลับมาว่า “คุณจะถามทำไมเล๊า รีบๆ ขึ้นมาสิ คุณเรียกผมก็ต้องไปอยู่แล้ว” 

เพราะฉะนั้น ถ้าจะขึ้นแท็กซี่ที่เมืองจีน หากเขาเปิดไฟ แปลว่าพร้อมรับผู้โดยสาร เราก็ก้าวขึ้นรถไปได้เลย  ไม่ต้องกลัวจะถูกเชิญลงแล้วอ้างว่าต้องไปส่งรถ (เดี๋ยวนี้บ้านเราเองเรื่องนี้ก็ดีขึ้นเยอะแล้ว ยกเว้นจะไปเรียกแท็กซี่ตอนฝนตกหรือคืนวันศุกร์ อันนั้นยังคงยากอยู่)

ส่วนเรื่องค่าโดยสาร อัตราเริ่มต้นจะสูงกว่าที่กรุงเทพเล็กน้อย อย่างในมณฑลเสฉวน ค่าแท็กซี่เริ่มต้นประมาณ 8-9 หยวน (ราวๆ 40-45 บาท) จากนั้นก็คิดไปตามระยะทาง ซึ่งถูกกว่าเมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ ที่สตาร์ท 13 หยวน (70 กว่าบาท) ขึ้นไปทั้งนั้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่เมืองไหนก็มีข้อดีเหมือนกัน คือ "ไม่ค่อยตุกติก" ไม่ใช่ว่าคุณธรรมสูงส่งอะไรนะครับ แต่เป็นเพราะมิเตอร์ในรถทุกคันจะออกใบเสร็จให้ พอถึงที่หมาย คนขับกดปุ่ม ใบเสร็จก็จะไหลออกมา (ซึ่งของไทยไม่มีตรงนี้) และเราก็ควรจะรับใบเสร็จนั้นไว้ เผื่อลืมของจะได้ตามได้

เรื่องออกใบเสร็จนี่ เป็นอีกจุดหนึ่ง ที่ผมว่าแท็กซี่ไทยน่าจะมีมากๆ


เรื่องความปลอดภัยก็ไม่ค่อยมีปัญหาครับ แท็กซี่ในเมืองใหญ่ๆ มักจะมีกระจกกั้นระหว่างคนขับกับผู้โดยสาร ไม่สามารถทำร้ายกันและกันได้ ส่วนในเสฉวนนี่มีเฉพาะบางคัน แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกันว่ามีแท็กซี่จีนปล้นผู้โดยสาร หรือพาไปทำมิดีมิร้ายนะ

ข้อดีอีกอย่างคือ แท็กซี่ที่จีนแทบทุกคัน จะมีแบงก์เตรียมไว้ทอนเป็นฟ่อน คือเขาจะรู้หน้าที่เลยว่าตัวเองขับแท็กซี่ ต้องมี “เงินทอน” ตลอดเวลา อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ค่อนข้างสบายใจได้ แต่ทางที่ดี เตรียมแบงก์ย่อยไว้เถอะครับ เพื่อความสะดวก

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของแท็กซี่จีนก็คือ ออกจะทำ "ตามใจฉัน" ค่อนข้างมาก เช่น อยากปิดแอร์ก็ปิด อยากเปิดก็เปิด บางทีอากาศมันเย็น เขาเปิดกระจกรับลม เราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่คนขับบางคน เรานั่งอยู่บนรถแท้ๆ มันควักบุหรี่ออกมาสูบหน้าตาเฉย อันนี้เจอบ่อยมาก เป็นสิ่งหนึ่งที่แท็กซี่ไทยไม่กล้าทำ ขืนทำมีหวังโดนร้องเรียน ปรับอานแน่


มีเรื่องอยากเล่าให้ฟังปิดท้าย คือคนขับแท็กซี่จีนแทบทุกคน พอรู้ว่าผมเป็นคนไทย ก็มักจะแสดงอาการตื่นเต้น ชวนเราคุยยาวๆ ทีนี้ ถ้าเป็นเรื่องทั่วๆ ไป ผมก็พอคุยได้บ้าง แต่เขาชอบถามเรื่องการบ้านการเมือง อันนี้เจอบ่อยมากๆ (ความสนใจเหมือนแท็กซี่ไทยเลย) เช่น ที่ไปล่าสุดนี่ก็ถามถึงนายกยิ่งลักษณ์ (อิง-ลา) เรื่องปิดถนนประท้วง เรื่องการรัฐประหาร 

มาอีหรอบนี้ ต่อให้อยากคุยก็คุยลำบาก มันต้องคิดคำพูดเยอะเกิน ก็ได้แต่บอกว่า “หว่ออยากคุยกะหนี่นะ แต่ภาษาจีนหว่อไม่ค่อยแข็งแรงอ่ะ” 

เรื่องพวกนี้ ทำให้รู้สึกได้เลยว่า เมืองไทยยังเป็นอะไรที่น่าสนใจเสมอสำหรับคนจีน ไม่ว่าจะในทางบวกหรือทางลบก็ตาม 

ก่อนจบ ขอบอกว่า ที่ผมเล่ามานี่ มาจากประสบการณ์โดยรวมๆ นะครับ เพราะคำว่า “เมืองจีน” นี่ เป็นอะไรที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก ประสบการณ์ของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน หากใครเคยมีประสบการณ์ที่แตกต่างเกี่ยวกับแท็กซี่จีนก็แบ่งปันกันได้ ไม่มีปัญหาครับ

Tuesday, August 5, 2014

การขอวีซ่าจีนด้วยตนเอง


โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(เขียนเมื่อ 4 สิงหาคม 2557) 

วันนี้จะขออธิบายเรื่องไม่สนุก แต่มีสาระ และเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่อยากเดินทางไปเที่ยวเมืองจีนด้วยตนเองเหมือนผมนะครับ นั่นก็คือ "การยื่นขอวีซ่าจีน"

การขอวีซ่า

ก่อนจะเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศจีน สิ่งแรกที่ต้องทำคือขอวีซ่าเสียก่อน ปกติการขอวีซ่าจีนถือว่าไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากนัก มีพวกบริษัททัวร์เป็นเอเยนต์รับทำให้อยู่แล้ว เสียค่าบริการประมาณ 300-500 บาทต่อคน (ไม่รวมค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้สถานทูต) แต่ถ้าไม่อยากเสียเงินก็ไปทำเองได้

[ช่วงเก้าโมงกว่า คนจะเยอะทีเดียว] 
เอกสารที่ต้องใช้

การขอวีซ่าจีนด้วยตนเองถือว่าไม่ยาก แค่ยื่นเอกสารให้ครบโดยไม่ต้องมีการสัมภาษณ์ ส่วนใหญ่ก็จะได้รับอนุมัติแทบทั้งนั้น  โดยเอกสารที่ต้องใช้มีดังนี้

  1. แบบขอวีซ่า: ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.china-embassy.org/eng/visas/P020130830084172690840.pdf พยายามกรอกให้ครบ ช่องไหนไม่มี ให้เขียน “N/A” หรือ “NONE” ที่สำคัญคือ ต้องเป็นเวอร์ชั่น 2013 เท่านั้น!! ถ้าเป็นเวอร์ชั่น 2011 จะใช้ไม่ได้ โปรดสังเกตที่ด้านบนขวาของตัวแบบ 
  2. รูปถ่ายสี 2 X 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ทากาวแปะที่หน้าแรกของแบบ (เรื่องไม่เกิน 6 เดือนนี่ไม่ซีเรียส ขอให้เป็นรูปเราจริงๆ ก็แล้วกัน)
  3. ตัวเล่มพาสปอร์ต พร้อมถ่ายสำเนาหน้าแรกและเซ็นรับรอง 1 ชุด
  4. สำเนาตั๋วเครื่องบิน 1 ชุด
  5. ใบจองที่พัก 1 ชุด เช่น ถ้าจองผ่าน Agoda.com ก็ให้ปริ๊นท์ใบยืนยันการจองที่ส่งมาทางอีเมล์ แผ่นเดียวพอแล้ว
ข้อควรรู้เกี่ยวกับเอกสาร

  • ปัจจุบันไม่ต้องใช้ Statement จากธนาคารแล้ว
  • กรณีขอหลายคน สามารถให้หนึ่งในคนที่จะร่วมเดินทางเป็นตัวแทนไปยื่นได้ ไม่จำเป็นต้องไปกันทุกคน และไม่ต้องใช้ใบมอบอำนาจ
  • การพิจารณาออกวีซ่าของสถานทูตจีน แม้จะไม่ยาก แต่มีข้อจำกัดเฉพาะตัวบางประการ เช่น หากเป็นสาวประเภทสอง ชื่อเป็นชาย แต่เขียนหน้าทาปากเป็นผู้หญิง อย่างนี้อาจถูกปฏิเสธได้ เพราะประเทศจีนค่อนข้างอ่อนไหวในเรื่องพวกนี้

[ผู้ที่มาก่อน 8.00 น. จะให้นั่งรอหน้าประตูก่อน พอ 8.00 น. ตึกเปิด จึงให้ไปเข้าคิวด้านใน] 
สถานที่

สถานที่ขอวีซ่าจีนอยู่ที่อาคาร AA ใกล้สถานทูตจีนและห้างฟอร์จูนทาวน์ หากเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน ให้ลงที่สถานีพระรามเก้า ทางออกที่ 1 (ทางออกเดียวกับห้างฟอร์จูน) แล้วเดินเท้าอีกประมาณ 400 เมตร (ระหว่างเดิน ถนนรัชดาจะอยู่ขวามือ) จนเหงื่อแตกซิกซิกจึงจะถึง หรือสามารถเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากหน้าสถานีรถไฟใต้ดิน บอกว่าไปตึก AA (เอเอ

ถ้าขับรถมา จอดได้ที่เซ็นทรัลพระรามเก้า (3 ชั่วโมงแรกจอดฟรีไม่เสียเงิน แต่อย่าลืมไปอุดหนุนกิจการเขาด้วยนะครับ) แล้วข้ามมาอีกฝั่งถนน โดยเดินลอดใต้ถนนมาทางสถานี MRT พระรามเก้า หรือจะจอดที่ตึกฟอร์จูนก็ได้ แล้วเดินหรือขึ้นมอเตอร์ไซค์ต่อเอา

ถ้านั่งแท็กซี่มา ก็บอกแท็กซี่ว่าไปรัชดาซอย 3 แล้วลงที่หน้าปากซอย อยู่ตรงนั้นเลย


[จุดรับบัตรคิว] 
เวลา

ทางศูนย์จะเปิดให้รับบัตรคิวประมาณ 8.30 น. และจะเปิดให้ยื่นเอกสารตั้งแต่ 9.00-11.30 น. หากไม่อยากรอนาน หรือต้องไปทำงานต่อ แนะนำให้มาไม่เกิน 8.00 น. พี่ รปภ.จะให้เข้าคิวรอที่ชั้นล่าง พอถึง 8.30 น. ก็จะเปิดให้เดินขึ้นบันไดไปรับบัตรคิวที่ชั้น 2  และจะเริ่มให้ยื่นเอกสารตั้งแต่ 9.00 น.

ผมเคยลองจับเวลาขณะรอยื่นเอกสาร 1 คิวใช้เวลาประมาณ 3 นาที และมักจะเปิดให้ยื่นแค่ 2-3 ช่อง ดังนั้น สมมุติว่าได้คิวที่ 10 ก็ต้องรอประมาณ 30 นาที แต่ถ้าได้คิวที่ 50 ก็ต้องรอหลายชั่วโมง จึงแนะนำให้มาเร็วหน่อยจะสะดวกกว่า


[เคาน์เตอร์]

การตรวจเอกสาร

พอถึงคิวเรา เจ้าหน้าที่จะตรวจเอกสาร หากมีจุดที่ต้องแก้ไขก็จะแจ้งให้เราทราบและแก้ไขกันตรงนั้น ใช้เวลาประมาณ 3-4 นาที โดยจะออกใบรับสีชมพูให้ ใบรับนี้อย่าทำหายนะครับ เดี๋ยวจะวุ่นวาย


[วันไปรับพาสปอร์ต เข้าคิวช่องแรกซ้ายสุดได้เลย]

ค่าธรรมเนียมและระยะเวลากว่าจะได้พาสปอร์ตคืน

การขอวีซ่าจีนมีค่าธรรมเนียม 1,000 บาท หลังจากยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้ว ต้องรอประมาณ 3-4 วันทำการจึงจะได้ (ซึ่งถือว่าเร็วมากแล้วเมื่อเทียบกับวีซ่าประเทศอื่นๆ) แต่สามารถยื่นขอแบบเร่งด่วน ได้รับภายใน 2-3 วัน ค่าธรรมเนียมเพิ่มเป็น 1,800 บาท หรือแบบด่วนสุดคือวันเดียวได้ ค่าธรรมเนียม 2,200 บาท ทั้งหมดนี้สำหรับการเข้าประเทศจีนครั้งเดียว ถ้าแบบเข้าจีนได้หลายครั้งค่าธรรมเนียมก็จะแพงกว่า

การไปรับวีซ่าจีน

ไปรับได้ระหว่าง 9.00-11.30 น. รอคิวไม่นานมากครับ ที่เดียวกับตอนยื่นเอกสาร ขึ้นไปชั้น 2 ได้เลย แต่ไม่ต้องรับบัตรคิว ให้ถือใบรับสีชมพูไปเข้าคิวรอชำระเงินที่ช่องซ้ายสุด พอชำระแล้วก็เอาใบเสร็จไปต่อคิวช่องที่อยู่ติดกัน เพื่อขอรับตัวเล่ม 

ในตอนหน้าจะมาสอนวิธีกรอกแบบยื่นขอวีซ่าโดยละเอียดอีกครั้งนะครับ

---------------------

หมายเหตุ - ระเบียบการขอวีซ่าจีนเปลี่ยนค่อนข้างบ่อย จึงควร recheck ก่อนนำข้อมูลไปใช้ ผู้เขียนไม่สามารถรับผิดชอบใดๆ ในการนำข้อมูลนี้ไปใช้ทั้งสิ้น

Saturday, August 2, 2014

อุทยานฟู่เล่อ "รางวัลแด่คนช่างฝัน" (จบ)

[รูปปั้น "ซานเก้อ" หรือสามพี่น้อง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย 
ด้านหน้าอุทยานฟู่เล่อ เมืองเหมียนหยาง มณฑลเสฉวน คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือน]

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

ผมเดินต้านแรงโน้มถ่วงขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จุดแวะชมต่อมา คือ "เรือนศิลาจารึก" ข้างในเป็นแผ่นหินแกะสลัก เขียนเป็นลายมือของขงเบ้งและบุคคลสำคัญอื่นๆ  ผมเข้าไปเดินดูสักครู่ แล้วรีบเดินขึ้นเขาต่อไป เพราะเชื่อว่าบนยอดเขาคงจะมีอะไรมากกว่านี้

[เรือนศิลาจารึก มีแผ่นหินเขียนเป็นลายมือขงเบ้ง]

เดินขึ้นมาอีกไม่กี่ร้อยเมตร ก็ได้เจอกับไฮไลท์สำคัญ คือ "หอ" ขนาดใหญ่ เป็นทรงจีนโบราณแท้ สูงห้าชั้น มองภายนอกสวยงามใช่ย่อย

ผมเก็บภาพจนพอใจ เดินสังเกตการณ์ไปรอบๆ สักพัก แล้วจึงเดินดุ่มๆ เข้าไปด้านใน โดยมิรู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างในนั้น

แต่แล้ว ทันทีที่เคลื่อนย้ายตัวเองผ่านพ้นบานประตู ก็ได้เจอกับภาพขนาดยักษ์บนผนังตรงหน้า

เป็นการยืนยันว่า ข้าพเจ้ามาถูกที่แล้ว ...แน่นอน 100%


[ภาพเล่าเจี้ยง เล่าปี่ ขนาดยักษ์ อยู่บนผนังชั้นล่างของหอ]

ภาพดังกล่าว เป็นภาพของ "เล่าเจี้ยง" เจ้าเมืองเสฉวน กับ "เล่าปี่" ขุนศึกร่วมแซ่ ยืนอยู่เคียงข้างกัน สายตาของทั้งคู่เมียงมองไปข้างหน้า มือขวาของเล่าเจี้ยงผายออก เหมือนต้องการจะชี้ให้เล่าปี่ชมอะไร ส่วนเล่าปี่ก็ลูบหนวด ท่าทางครุ่นคริด

ผมเข้าใจเหตุการณ์ของภาพนี้ได้ทันที นี่แหล่ะ..คือตอนที่เล่าเจี้ยงพาเล่าปี่ขึ้นไปชมทิวทัศน์ของเมืองเสฉวน หลังจาก "น้องเจี้ยง" เชิญให้ "พี่ปี่" นำกำลังเข้ามาช่วยป้องกันเมือง และจัดงานเลี้ยงต้อนรับขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้ 


[(ซ้าย) ตัวหอ (ขวา) ภาพเล่าเจี้ยง เล่าปี่ ขนาดยักษ์ อยู่บนผนังชั้นล่างของหอ]

ด้วยความอยากรู้จนทนไม่ไหว ผมรีบเดินวนขึ้นบันไดหอไปเรื่อยๆ ทีละชั้น ทีละชั้น จนถึงชั้นบนสุด จึงได้พบกับทิวทัศน์ที่น่าตื่นตะลึงยิ่ง

ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า คือภาพของ "เมืองเหมียนหยาง" ทั้งเมือง

บัดนี้ ผมกำลังยืนอยู่ตรงที่เล่าปี่เคยยืน และได้เห็นทิวทัศน์จุดเดียวกับที่เล่าปี่เคยเห็น 

.... เพียงแต่ต่างยุคต่างสมัยกัน 1,800 ปี เท่านั้น

[ทิวทัศน์เมืองเหมียนหยาง จากจุดเดียวกับที่เล่าปี่เคยมอง และเอ่ยปากว่าเมืองนี้ทั้งร่ำรวยและมีความสุข]

แม้จะไม่ใช่วิวเดียวกันเสียทีเดียว เพราะสมัยก่อนไม่มีตึกคอนกรีต ไม่มีถนนหลายสาย ไม่มีสะพานข้ามแม่น้ำเหมือนสมัยนี้ แต่เล่าปีก็เคยมองเมืองทั้งเมืองจากตรงนี้เช่นกัน

ดังที่ได้เล่าไปในตอนที่แล้วว่า หลังจากพี่ใหญ่แห่งสวนท้อได้เห็นวิวงดงามจับจิต ก็ถึงกับอุทานออกมาว่า เมืองนี้ ทั้ง "มั่งคั่ง" (ฟู่) และ "มีความสุข" (เล่อ) 

ด้วยสองเท้ายืนหยัดอยู่บนชั้นสูงสุดของหอสูง ซึ่งสร้างอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขา

... วินาทีนั้น ผมคิดว่าผมรับรู้ถึงความรู้สึกของเล่าปี่ได้เป็นอย่างดี

ชื่นชมวิวงามได้พักใหญ่ ผมเดินลงจากหอ และก้าวเท้าต่อไปยังจุดที่น่าจะมีอะไรให้ดูอีก

ผมเดินไปบนทางเดิน มุ่งไปยังริมเขา จนได้พบกับไฮไลท์ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมาก่อน เป็นสิ่งที่ไม่มีบอกไว้ในหนังสือท่องเที่ยวหรือเว็บไซต์ท่องเที่ยวใดๆ ไม่ว่าจะภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย

[รูปปั้น ขงเบ้ง และ เล่าปี่ ที่ยืนรอผมอยู่ ณ ยอดเขา]

มันคือ .. รูปปั้นของ "สองผู้ยิ่งใหญ่" ซึ่งไม่ใช่เล่าเจี้ยงและเล่าปี่อีกต่อไป แต่เป็น "เล่าปี่" และ "ขงเบ้ง" 

คนทั้งคู่มองตรงไปข้างหน้า เพ่งพิจารณาเมืองเสฉวน ด้วยสายตาทะเยอะทะยานยิ่ง 

ขงเบ้งยืนอยู่ทางซ้าย ถือพัดขนนก กิริยาอาการคล้ายกับกำลังบอกเล่าปี่ว่า...

"นายท่าน นี่แหล่ะคือแผ่นดินที่เราต้องเอามาครองให้ได้"

[ซูมให้ดูใกล้ๆ รูปปั้น ขงเบ้ง และ เล่าปี่ "รางวัล" ที่ผมได้รับ จากการเดินทางไกลมาถึงที่นี่]

ในฐานะคนที่คลั่งไคล้เรื่องสามก๊กมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย อุตส่าห์ดั้นด้นมาจากเมืองไทย จนได้มาเหยียบแผ่นดินเสฉวน แล้วจับรถไฟออกจากเมืองหลวง ต่อมายังเมืองอันห่างไกลที่ไม่ค่อยมีคนไทยรู้จัก ก่อนจะปีนเขาสูงขึ้นมาจนถึงจุดนี้

เมื่อได้พบกับรูปปั้นสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งจ๊กก๊กแบบไม่คิดไม่ฝัน จึงรู้สึกเหมือน เล่าปี่ และ ขงเบ้ง กำลังบอกผมว่า ....

"ยินดีต้อนรับ ไอ้หลานเอ๋ย เอ็งทำได้ดีมาก"

การได้มายังสถานที่ประวัติศาสตร์ของเรื่องสามก๊ก ซึ่งเป็นที่ๆ ไม่มีทัวร์ไทยที่ไหนพามา และได้พบกับอนุสรณ์แห่งบุคคลสำคัญ บนจุดสูงสุดของภูเขา ซึ่งเราเองก็ไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่

ผมถือว่านี่คือ "รางวัลแด่คนช่างฝัน" ที่ตนเองได้รับไปแล้วเต็มๆ ณ จุดนี้

ก่อนกลับ ผมเดินอ้อมไปด้านหน้าอุทยาน เพื่อถ่ายรูปกับรูปปั้น "ซานเก้อ" หรือสามพี่น้อง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย เพื่อเป็นที่ระลึกว่าผมเป็นคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ได้มาเยือนสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งยุคสามก๊กแห่งนี้ ที่แม้แต่คนจีนยังไม่ค่อยจะรู้จัก

ตอนต่อไป ผมจะกลับไปที่เฉิงตู ยังมีอะไรอีกมากที่อยากเล่าให้ฟังครับ

--------------------------


หมายเหตุ วรรณกรรมสามก๊กแต่งเติมขึ้นมาด้วยว่า "บังทอง" กุนซือหงส์ดรุณ ได้ขัดคำสั่งเล่าปี่ โดยใช้อุบายเลียนแบบ "งานเลี้ยงที่ประตูหงเหมิน" ให้อุยเอี๋ยนทำทีรำกระบี่ แล้วสังหารเล่าเจี้ยงเสีย ณ ที่ตรงนี้ แต่นายทหารเสฉวนรู้ทันจึงเข้ามาป้องกันนายตนไว้ สุดท้ายกลายเป็นการทะเลาะวิวาทกันของสองฝ่าย ทว่าเล่าปี่สั่งยุติศึกไว้ได้ทันโดยไม่เสียเลือดเนื้อ 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นการสร้างเรื่องของหลอกว้านจงล้วนๆ โดยส่วนตัวนี่คือหนึ่งในจุดที่ผม "ไม่ชอบที่สุด" ในวรรณกรรมสามก๊ก ที่ไปโยนอุบายตื้นเขินให้ตัวละครอย่างบังทอง ซึ่งหากเขาโง่เง่าที่กระทำการอย่างนั้นจริง ย่อมไม่มีทางกลายเป็นปราชญ์นามกระเดื่องเช่นนี้ 

ที่ขอแทรกเรื่องนี้ไว้ เพราะเรื่องราวดังกล่าว เขียนขึ้นโดยสมมุติให้เกิด ณ ฟู่เล่อซานกงหยวน ตรงนี้แหล่ะ