Saturday, August 2, 2014

อุทยานฟู่เล่อ "รางวัลแด่คนช่างฝัน" (จบ)

[รูปปั้น "ซานเก้อ" หรือสามพี่น้อง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย 
ด้านหน้าอุทยานฟู่เล่อ เมืองเหมียนหยาง มณฑลเสฉวน คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือน]

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

ผมเดินต้านแรงโน้มถ่วงขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จุดแวะชมต่อมา คือ "เรือนศิลาจารึก" ข้างในเป็นแผ่นหินแกะสลัก เขียนเป็นลายมือของขงเบ้งและบุคคลสำคัญอื่นๆ  ผมเข้าไปเดินดูสักครู่ แล้วรีบเดินขึ้นเขาต่อไป เพราะเชื่อว่าบนยอดเขาคงจะมีอะไรมากกว่านี้

[เรือนศิลาจารึก มีแผ่นหินเขียนเป็นลายมือขงเบ้ง]

เดินขึ้นมาอีกไม่กี่ร้อยเมตร ก็ได้เจอกับไฮไลท์สำคัญ คือ "หอ" ขนาดใหญ่ เป็นทรงจีนโบราณแท้ สูงห้าชั้น มองภายนอกสวยงามใช่ย่อย

ผมเก็บภาพจนพอใจ เดินสังเกตการณ์ไปรอบๆ สักพัก แล้วจึงเดินดุ่มๆ เข้าไปด้านใน โดยมิรู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างในนั้น

แต่แล้ว ทันทีที่เคลื่อนย้ายตัวเองผ่านพ้นบานประตู ก็ได้เจอกับภาพขนาดยักษ์บนผนังตรงหน้า

เป็นการยืนยันว่า ข้าพเจ้ามาถูกที่แล้ว ...แน่นอน 100%


[ภาพเล่าเจี้ยง เล่าปี่ ขนาดยักษ์ อยู่บนผนังชั้นล่างของหอ]

ภาพดังกล่าว เป็นภาพของ "เล่าเจี้ยง" เจ้าเมืองเสฉวน กับ "เล่าปี่" ขุนศึกร่วมแซ่ ยืนอยู่เคียงข้างกัน สายตาของทั้งคู่เมียงมองไปข้างหน้า มือขวาของเล่าเจี้ยงผายออก เหมือนต้องการจะชี้ให้เล่าปี่ชมอะไร ส่วนเล่าปี่ก็ลูบหนวด ท่าทางครุ่นคริด

ผมเข้าใจเหตุการณ์ของภาพนี้ได้ทันที นี่แหล่ะ..คือตอนที่เล่าเจี้ยงพาเล่าปี่ขึ้นไปชมทิวทัศน์ของเมืองเสฉวน หลังจาก "น้องเจี้ยง" เชิญให้ "พี่ปี่" นำกำลังเข้ามาช่วยป้องกันเมือง และจัดงานเลี้ยงต้อนรับขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้ 


[(ซ้าย) ตัวหอ (ขวา) ภาพเล่าเจี้ยง เล่าปี่ ขนาดยักษ์ อยู่บนผนังชั้นล่างของหอ]

ด้วยความอยากรู้จนทนไม่ไหว ผมรีบเดินวนขึ้นบันไดหอไปเรื่อยๆ ทีละชั้น ทีละชั้น จนถึงชั้นบนสุด จึงได้พบกับทิวทัศน์ที่น่าตื่นตะลึงยิ่ง

ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า คือภาพของ "เมืองเหมียนหยาง" ทั้งเมือง

บัดนี้ ผมกำลังยืนอยู่ตรงที่เล่าปี่เคยยืน และได้เห็นทิวทัศน์จุดเดียวกับที่เล่าปี่เคยเห็น 

.... เพียงแต่ต่างยุคต่างสมัยกัน 1,800 ปี เท่านั้น

[ทิวทัศน์เมืองเหมียนหยาง จากจุดเดียวกับที่เล่าปี่เคยมอง และเอ่ยปากว่าเมืองนี้ทั้งร่ำรวยและมีความสุข]

แม้จะไม่ใช่วิวเดียวกันเสียทีเดียว เพราะสมัยก่อนไม่มีตึกคอนกรีต ไม่มีถนนหลายสาย ไม่มีสะพานข้ามแม่น้ำเหมือนสมัยนี้ แต่เล่าปีก็เคยมองเมืองทั้งเมืองจากตรงนี้เช่นกัน

ดังที่ได้เล่าไปในตอนที่แล้วว่า หลังจากพี่ใหญ่แห่งสวนท้อได้เห็นวิวงดงามจับจิต ก็ถึงกับอุทานออกมาว่า เมืองนี้ ทั้ง "มั่งคั่ง" (ฟู่) และ "มีความสุข" (เล่อ) 

ด้วยสองเท้ายืนหยัดอยู่บนชั้นสูงสุดของหอสูง ซึ่งสร้างอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขา

... วินาทีนั้น ผมคิดว่าผมรับรู้ถึงความรู้สึกของเล่าปี่ได้เป็นอย่างดี

ชื่นชมวิวงามได้พักใหญ่ ผมเดินลงจากหอ และก้าวเท้าต่อไปยังจุดที่น่าจะมีอะไรให้ดูอีก

ผมเดินไปบนทางเดิน มุ่งไปยังริมเขา จนได้พบกับไฮไลท์ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมาก่อน เป็นสิ่งที่ไม่มีบอกไว้ในหนังสือท่องเที่ยวหรือเว็บไซต์ท่องเที่ยวใดๆ ไม่ว่าจะภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย

[รูปปั้น ขงเบ้ง และ เล่าปี่ ที่ยืนรอผมอยู่ ณ ยอดเขา]

มันคือ .. รูปปั้นของ "สองผู้ยิ่งใหญ่" ซึ่งไม่ใช่เล่าเจี้ยงและเล่าปี่อีกต่อไป แต่เป็น "เล่าปี่" และ "ขงเบ้ง" 

คนทั้งคู่มองตรงไปข้างหน้า เพ่งพิจารณาเมืองเสฉวน ด้วยสายตาทะเยอะทะยานยิ่ง 

ขงเบ้งยืนอยู่ทางซ้าย ถือพัดขนนก กิริยาอาการคล้ายกับกำลังบอกเล่าปี่ว่า...

"นายท่าน นี่แหล่ะคือแผ่นดินที่เราต้องเอามาครองให้ได้"

[ซูมให้ดูใกล้ๆ รูปปั้น ขงเบ้ง และ เล่าปี่ "รางวัล" ที่ผมได้รับ จากการเดินทางไกลมาถึงที่นี่]

ในฐานะคนที่คลั่งไคล้เรื่องสามก๊กมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย อุตส่าห์ดั้นด้นมาจากเมืองไทย จนได้มาเหยียบแผ่นดินเสฉวน แล้วจับรถไฟออกจากเมืองหลวง ต่อมายังเมืองอันห่างไกลที่ไม่ค่อยมีคนไทยรู้จัก ก่อนจะปีนเขาสูงขึ้นมาจนถึงจุดนี้

เมื่อได้พบกับรูปปั้นสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งจ๊กก๊กแบบไม่คิดไม่ฝัน จึงรู้สึกเหมือน เล่าปี่ และ ขงเบ้ง กำลังบอกผมว่า ....

"ยินดีต้อนรับ ไอ้หลานเอ๋ย เอ็งทำได้ดีมาก"

การได้มายังสถานที่ประวัติศาสตร์ของเรื่องสามก๊ก ซึ่งเป็นที่ๆ ไม่มีทัวร์ไทยที่ไหนพามา และได้พบกับอนุสรณ์แห่งบุคคลสำคัญ บนจุดสูงสุดของภูเขา ซึ่งเราเองก็ไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่

ผมถือว่านี่คือ "รางวัลแด่คนช่างฝัน" ที่ตนเองได้รับไปแล้วเต็มๆ ณ จุดนี้

ก่อนกลับ ผมเดินอ้อมไปด้านหน้าอุทยาน เพื่อถ่ายรูปกับรูปปั้น "ซานเก้อ" หรือสามพี่น้อง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย เพื่อเป็นที่ระลึกว่าผมเป็นคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ได้มาเยือนสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งยุคสามก๊กแห่งนี้ ที่แม้แต่คนจีนยังไม่ค่อยจะรู้จัก

ตอนต่อไป ผมจะกลับไปที่เฉิงตู ยังมีอะไรอีกมากที่อยากเล่าให้ฟังครับ

--------------------------


หมายเหตุ วรรณกรรมสามก๊กแต่งเติมขึ้นมาด้วยว่า "บังทอง" กุนซือหงส์ดรุณ ได้ขัดคำสั่งเล่าปี่ โดยใช้อุบายเลียนแบบ "งานเลี้ยงที่ประตูหงเหมิน" ให้อุยเอี๋ยนทำทีรำกระบี่ แล้วสังหารเล่าเจี้ยงเสีย ณ ที่ตรงนี้ แต่นายทหารเสฉวนรู้ทันจึงเข้ามาป้องกันนายตนไว้ สุดท้ายกลายเป็นการทะเลาะวิวาทกันของสองฝ่าย ทว่าเล่าปี่สั่งยุติศึกไว้ได้ทันโดยไม่เสียเลือดเนื้อ 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นการสร้างเรื่องของหลอกว้านจงล้วนๆ โดยส่วนตัวนี่คือหนึ่งในจุดที่ผม "ไม่ชอบที่สุด" ในวรรณกรรมสามก๊ก ที่ไปโยนอุบายตื้นเขินให้ตัวละครอย่างบังทอง ซึ่งหากเขาโง่เง่าที่กระทำการอย่างนั้นจริง ย่อมไม่มีทางกลายเป็นปราชญ์นามกระเดื่องเช่นนี้ 

ที่ขอแทรกเรื่องนี้ไว้ เพราะเรื่องราวดังกล่าว เขียนขึ้นโดยสมมุติให้เกิด ณ ฟู่เล่อซานกงหยวน ตรงนี้แหล่ะ


No comments:

Post a Comment

คิดยังไงกับบทความของผม แบ่งปันกันได้ครับ เสร็จแล้วขอตรวจสอบสักครู่ เพื่อป้องกันพวก Spam แล้วคอมเม้นท์จะปรากฏเร็วที่สุดคร้าบบบ